วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจมส์ ฝันไกลอยากแข่งไตรกีฬาระดับโลก จัดเต็มสอนร้องเพลงออนไลน์ครั้งแรก

เป็นอีกหนึ่งคนคุณภาพในวงการบันเทิงของไทยก็ว่าได้สำหรับนักร้องนักแสดงหนุ่ม เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ที่นอกจากจะได้รับการยอมรับทั้งในเรื่องการร้องเพลงและการแสดงแล้ว เจมส์ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาตัวเองและริเริ่มอะไรใหม่ๆ ให้แฟนๆ ได้เซอร์ไพรส์เสมอ หากใครเป็นแฟนเพลงของเจ้าตัวจะสังเกตเห็นได้ว่าพักหลังหนุ่มเจมส์เริ่มหันมาเอาดีด้าน "ไตรกีฬา" อย่างจริงจังมากๆ รวมทั้งการเปิดเพจ "James Academy" เพื่อทำคลิปสอนร้องเพลงแบบออนไลน์ให้คนที่รักการร้องเพลงทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพอีกด้วย ส่วนผลงานบันเทิงในช่วงนี้หากใครที่คิดถึงการร้องเพลงในยุค 90 ของหนุ่มเจมส์ ต้องรีบไปจองบัตรคอนเสิร์ต "ร่างทรงคนเขียนเพลง" ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 ต.ค.นี้ ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และในสัปดาห์นี้ "บันเทิงไทยรัฐออนไลน์" ชวนหนุ่มคนนี้มาพูดคุยถึงทุกเรื่องแบบเต็มอิ่ม รวมถึงเรื่องราวหัวใจกับศรีภรรยาคนสวย ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์ อีกด้วย

ถามถึงคอนเสิร์ต "ร่างทรงคนเขียนเพลง" ทำไมถึงรับเล่น ปกติเราจะเล่นคอนเสิร์ตทั้งร้องเต้น แต่คราวนี้เป็นแบบเพลงช้าๆ?
จริงๆ ถ้าเรามานั่งดูประวัติศาสตร์ของอาร์เอสดีๆ จะพบว่าอาร์เอสจะเด่นเรื่องป๊อปแดนซ์ ยุคก่อนก็คือร็อกระดับตำนาน และอาร์เอสมีจุดเด่นอีกอย่างคือเพลงช้าระดับตำนานเยอะ ซึ่งคอนเสิร์ตป๊อปแดนซ์กับร็อกก็ทำไปแล้ว แต่คอนเสิร์ตเพลงช้าในตำนานเนี่ยยังไม่มีไง พอทางอาร์เอสคิดคอนเสิร์ตนี้ขึ้นมา เขาก็มองหาศิลปินที่จะเล่าเรื่องพวกนี้ได้ เขาก็นึกถึงผมและเรียกผมไปคุย เขาเล่าไอเดียให้ฟัง มีคำว่าร่างทรงขึ้นมา ผมก็เลยรู้สึกว่าน่าสนใจ (เรียกว่าเข้าทางไหม?) ก็จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ เพราะว่าส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ชอบเพลงช้าอยู่แล้ว เป็นคนมีความชอบอะไรซึ้งๆ โรแมนติก (หัวเราะ)

การเตรียมตัวสำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นยังไงบ้าง?
เรื่องร่างกายแทบจะไม่ต้องเตรียมอะไรมาก เพราะตอนนี้เรื่องร่างกายกับเสียงเราก็มีกิจกรรมของเราที่มันวอร์มอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะเล่นไตรกีฬาและก็ทำคลิป James Academy ขึ้นมา ก็เท่ากับว่าฝึกฝนตัวเองไปด้วย ส่วนที่เราต้องเตรียมก็คือ เราต้องไปนั่งดูว่าประวัติศาสตร์ของเพลงเหล่านี้มันเป็นมายังไงบ้าง เช่น พี่อิทธิ พลางกูร, พี่เสือ ธนพล อินทฤทธิ์ หรือหลายๆ คนที่เขาแต่งเพลงขึ้นมาแต่ละเพลง ต้องกลับไปไล่เปิดยูทูบดูใหม่หมดเลยนะว่าใครเล่นมิวสิกวิดีโอ ตอนนั้นเขาเขียนจากอะไร เพราะการถ่ายทอดมันจะไม่ใช่สักแต่ว่าร้องไง มันต้องเข้าถึงในเพลงนั้น ซึ่งบางเรื่องคนฟังไม่รู้หรอกว่านักร้องทำการบ้านมา เราก็ไปอินกับยุคนั้น

พอเป็นเพลงระดับตำนาน และเป็นเพลงของรุ่นพี่ด้วย เรากดดันไหมว่าจะทำได้ดีเท่าเขารึเปล่า?
สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวก็คือเราร้องให้เต็มความสามารถของเรา ส่วนเรื่องการเปรียบเทียบอันนี้เราต้องปล่อยวางแล้ว มันไม่ใช่หน้าที่เราครับ คนก็คงอยากจะฟังว่าถ้าเพลงนี้ร้องโดยเจมส์จะเป็นอย่างไร เขาคงไม่ได้มานั่งฟังว่าเพลงนี้ถ้าเปรียบเทียบกับของเก่าจะเป็นยังไง ผมคิดว่าน่าจะได้ตลาด 2 กลุ่ม ทั้งแฟนเพลงเดิมของศิลปินท่านนั้นและก็แฟนเพลงของเราด้วย พอได้มาร้องเพลงของรุ่นพี่ผมรู้สึกว่าเป็นเกียรติ เราก็เป็นนักร้องธรรมดาๆ คนนึงเนอะ เวลาได้รับเลือกหรือได้รับเกียรติได้รับโอกาส เรารู้สึกว่าเออ...จริงๆ เป็นคนอื่นก็ได้ แต่ทำไมต้องเป็นเรา เราก็รู้สึกดีใจ จะทำให้มันดีที่สุด (มีรีเควสต์ไหมว่าอยากร้องเพลงอะไรเป็นพิเศษ?) มีครับ คือเพลง "ยังจำไว้" ของพี่อิทธิ พลางกูร เพลงนี้มีตั้งแต่ผมยังไม่ออกเทปเลย (ยิ้ม) น่าจะสัก 25 ปีได้ถ้าจำไม่ผิดนะ มีความรู้สึกว่าเพลงนี้มันเป็นเพลงที่ฟังแล้วมันขลัง กี่ยุคกี่สมัยก็อินกับมันได้ครับ

มาร่วมงานกับศิลปินอีกหลายคน ทั้งโป่ง (ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์), ดัง (พันกร บุณยะจินดา), จอนนี่ อันวา และแดน (วรเวช ดานุวงศ์) เป็นไงบ้าง?
ส่วนใหญ่เหมือนเป็นเพื่อนกันอยู่แล้วครับ อย่างดังเนี่ยคนไม่ค่อยรู้ว่าเป็นเพื่อนซี้ระดับนึงเลยนะ แต่เราไม่ค่อยได้เจอค่อนข้างนานเพราะต่างคนต่างไปปฏิบัติหน้าที่ แต่พอมาเจอก็ต่อกันติด คุยเล่นเฮฮา อำกันน่ะ ดังเป็นคนน่าอำน่าแกล้ง (หัวเราะ) แต่ดังเป็นเพื่อนที่นิสัยดีมาก เขาตั้งใจทำงานมาก เวลาเขาทำอะไรเขาจะแกล้งทำเป็นเล่นๆ แต่เวลาเอาจริงนี่คือตั้งใจ ส่วนจอนนี่ก็คุ้นเคยกันอยู่แล้วเพราะเพิ่งผ่านคอนเสิร์ตเดอะเน็กซ์ เวนเจอร์ มาด้วยกัน ก็ยังเจอกันอยู่ปกติ ตอนนี้เรามีกรุ๊ปไลน์อยู่กรุ๊ปนึงคือกรุ๊ปมิชชั่นโฟร์ โปรเจกต์ (หัวเราะ) มี 4 คน คือ เจมส์, โดม (ปกรณ์ ลัม), จอนนี่, วอย (เกรียงไกร อังคุณชัย) เราก็คุยกันอยู่ตลอด แต่ถามว่าจะมีโอกาสรวมตัวกัน 4 คนอีกเมื่อไหร่คงแล้วแต่ดาวเหนือโคจรมาพบกัน (หัวเราะ) ยังตอบไม่ได้ กับแดนจริงๆ เราเคยไปทัวร์คอนเสิร์ตด้วยกัน ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดบิ๊ก (ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ) ก็ยังอยู่ด้วย ตอนนี้แดนโตขึ้นมากจากวันนั้น เขาแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นตัวจริงคนนึงครับ แดนจะเป็นรุ่นน้องที่เขาเห็นเราเป็นรุ่นพี่ เป็นแรงบันดาลใจมาตั้งแต่เขาเริ่มเข้าวงการอยู่แล้ว ส่วนพี่โป่งนี่ไม่ต้องพูดถึง เป็นรุ่นพี่ที่เข้ากับรุ่นน้องได้ดีครับ พี่โป่งนี่ผมไปเล่นคอนเสิร์ตไทรโลจีตอนนั้นผมก็ถอดเสื้อเลย มันครับ (หัวเราะ) คือแทบจะถวายร่างกายแทบทุกอย่างให้หินเหล็กไฟ ชอบมาก ถามว่ามีแอบเกร็งไหมไม่นะ เพราะว่าแกเป็นคนมีจิตวิทยาในการทำงานร่วมกับทุกคนได้ดีมาก มาอยู่กับรุ่นน้องก็ทำตัวกลมกลืนกับรุ่นน้อง แต่ความเก๋าของพี่โป่งก็ยังคงเหมือนเดิมครับ

ตอนนี้เตรียมงานไปถึงไหนแล้ว?
ตอนนี้เป็นเรื่องของการวางโชว์ จัดสรรเพลง เลือกคนร้อง สคริปต์กำลังจะเสร็จแล้วครับ ส่วนที่ยากที่สุดของคอนเสิร์ตนี้คงเป็นเรื่องของสคริปต์ที่ทำให้มันลงตัวที่สุด ส่วนเรื่องการซ้อมไม่น่ายาก เดี๋ยวนัดรวมตัวกันก็ร้องได้เลย ถามว่ามีความหนักใจไหมคงไม่หนักใจอะไร อยากทำออกมาให้ดีที่สุดครับ อยากให้เป็นคอนเสิร์ตที่คนจำไปอีกเป็น 10 ปีครับ แต่ก็ไม่อยากตั้งใจจนกลายเป็นความกดดันครับ (คอนเสิร์ตนี้มีความพิเศษยังไง?) คอนเสิร์ตนี้มีความละเมียด มันมีการเล่าเรื่องบางอย่าง มันค่อยๆ ทำให้คนดูอินไปกับเพลงแต่ละเพลง มันไม่ได้อารมณ์จากทางหูและตาอย่างเดียว มันจะได้อารมณ์จากความคิดที่คิดตามไปด้วยครับ (หลายคนสงสัยว่าจะมีแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตไหม?) ตอนนี้ยังไม่รู้เลยครับ แต่คิดว่าคงจะมีอะไรเป็นพิเศษแหละ ยังตอบไม่ได้

นอกจากการร้องเพลงแล้ว ในคอนเสิร์ตครั้งนี้เรามีส่วนร่วมอย่างอื่นเพิ่มเติมไหม?
ส่วนใหญ่ทีมงานคอนเสิร์ตจะเข้ามาคุยกับผมเพื่อขอความคิดเห็น จะเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของความคิดเห็นก็ได้ครับ คือทีมงานคิดโครงภาพใหญ่ เราลงรายละเอียดช่วยกันครับ สิ่งที่เราอยากเห็นในคอนเสิร์ตนี้ ผมอยากเห็นคนดูมาดูแล้วมีความสุขกับโชว์แค่นั้นแหละ อย่างอื่นเป็นเรื่องที่ว่าไปตามที่เขาวางไว้

ดูเหมือนช่วงนี้จะกลับมาสู่วงการเพลงมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้จะหันไปรับงานแสดงเยอะ?
ใช่ครับ ถามว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน มันมีเสน่ห์ทั้งสองอย่างเนอะ คือมันคงเป็นวัฏจักรของมัน มันจะมีช่วงคนกลับมาคิดถึงศิลปินในยุค 90 มันมีช่วงที่คนชื่นชอบศิลปินยุคใหม่ๆ มันก็วนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่คนจะเริ่มเห็นเจมส์ เรืองศักดิ์ ในเรื่องเพลงบ่อยขึ้นเพราะผมเริ่มรับงานคอนเสิร์ตโชว์ตามผับตามร้านต่างๆ มากขึ้น

เห็นว่าเดี๋ยวนี้รับงานร้องเพลงที่เป็นเพลงอะคูสติกโดยเฉพาะด้วย?
คือตอนแรกจะไม่รับงานแล้ว เพราะผมเล่นคอนเสิร์ตมา 20 ปีแล้ว แต่ว่ามีอยู่วันนึงเรานั่งดูศิลปินคนอื่นเวลาเราไปกินข้าว แล้วเราก็ถามตัวเองว่าเอ๊ะ ทำไมคนบนนั้นไม่ใช่เรา ทำไมเราถึงนั่งอยู่ข้างล่างแบบนี้ ประกอบกับเวลาไปไหนมาไหนแฟนๆ ก็บอกว่าเขาอยากดูอยากเห็น ก็กลับมาคุยกับตัวเองว่าตกลงเรามีความสุขกับการร้องเพลงไม่ใช่เหรอ ทำไมเราถึงปล่อยเวลาให้ผ่านไป ก็เลยตัดสินใจที่จะกลับมา พอคิดจะกลับมา เราก็คิดต่อว่าเราจะกลับมาอย่างไรให้มันมีการปรุงรส ทำอะไรให้มันน่าสนใจขึ้น ก็เลยอะเร้นจ์เพลงทั้งหมดใหม่เป็นอะคูสติกเวอร์ชั่น ไม่ว่าจะเป็นเพลงเร็วหรือช้า เพราะมันจะมีร้านเล็กๆ ที่บางทีไม่ได้มีสตางค์มากในการจ้างศิลปิน เราก็ไปได้หมด เรามีความสุขกับการได้ไปร้องไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กหรือใหญ่ครับ คือเราเน้นความสุขมากกว่า ไม่ได้เน้นเรื่องค่าตัว หลักๆ คืออยากร้องเพลงมากกว่า ฟีดแบ็กก็ดีมากครับ ตอนนี้มีคนจองคิวร้องเพลงเล่นคอนเสิร์ตเยอะ มีทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด รู้สึกมีความสุขที่กลับมาใช้ชีวิตในการร้องเพลงอีกครั้งหนึ่งครับ ทำให้เกิดสเต็ปใหม่ว่าต้องมีเพลงใหม่ให้แฟนๆ ได้ฟังบ้างครับ

พอเราจะทำเพลงเองแล้ว เราจะขายเองหรือเสนอกับสังกัดไหน?
จริงๆ วันนี้คำว่าสังกัดไหนคงไม่ได้มีความหมายแล้วเนอะ เพราะโลกมันเปลี่ยนไปเยอะมาก ทุกคนสามารถมีงานของตัวเองได้ ดังนั้นเราโฟกัสที่ตัวเนื้องานก่อนดีกว่า แต่ถ้าเรามีคอนเทนต์ที่ดี มีเพลงที่คนชอบ เดี๋ยวเรื่องสังกัดค่อยว่ากัน ตอนนี้กำลังแต่งอยู่ครับ น่าจะได้ฟังอีกเดือนสองเดือนนี้แหละครับ ก็คงมีมิวสิกวิดีโอด้วย ส่วนนางเอกเอ็มวีจะเป็นนางเอกในชีวิตจริงของผมรึเปล่าก็ดูก่อนว่าเหมาะไหม แต่ว่าเขาก็อยากเล่นอยู่ (หัวเราะ)

เห็นว่าเจมส์ทำเพจ James Academy แล้วอัดคลิปสอนร้องเพลงด้วย?
คือด้วยประสบการณ์ในวงการเพลง 20 ปี ผมได้ผ่านเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการฝึกร้องเพลง ผ่านปัญหามากมายในการร้องเพลง ทำให้ค้นพบอย่างหนึ่งว่าการร้องเพลงจริงๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรสวรรค์หรือสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด มันอยู่ที่การฝึกฝนอย่างถูกต้องถูกวิธี ตัวเองก็เลยไปเสาะแสวงหาดั้นด้นในการหาหลักสูตรหรือการฝึกที่ถูกต้องถูกวิธี จึงไปค้นพบว่ามีการฝึกอยู่วิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีสากล ไม่ใช่วิธีที่เจมส์คิดขึ้นมาเอง เป็นวิธีที่นักร้องสากล เช่น ไมเคิล แจ็กสัน และอีกหลายคนใช้กัน และมีการยอมรับ มีหลักการที่ชัดเจน ผมก็เลยใช้ตัวเองนี่แหละในการฝึกฝนวิธีการแบบนี้ จนค้นพบว่าแท้จริงแล้วปัญหาการร้องเพลงคือเป็นเพียงแค่เราเองไม่รู้ว่าร่างกายเรามีปัญหาอะไร เราก็เลยไม่รู้ทางแก้ และสิ่งที่เจมส์ อะคาเดมี จะให้กับผู้คนก็คือ เราจะแบ่งปันว่าทางแก้ของปัญหาแต่ละบุคคลนั้นคืออะไร ซึ่งตัวเจมส์เองก็ฝึกฝนด้วยตัวเองและก้าวข้ามมันหลายๆ อย่าง เจมส์เป็นคนนึงที่ใช้เสียงมาเยอะ เข้าสู่สภาวะเสียงมีปัญหา ได้ฝึกโดยหลักสูตรนี้แล้วก้าวข้ามมันได้ ก็เลยอยากนำสิ่งนี้มาแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักการร้องเพลงมาก่อน ร้องเพลงไม่เป็นเลย ก็จะทำให้เข้าใจตั้งแต่พื้นฐานที่สุดที่ถูกต้อง หรือคนที่ร้องเพลงได้สักระยะนึงแล้ว แต่เจอทางตันในการฝึกฝนต่างๆ นานา เส้นเสียงสูงขึ้นไม่ได้ ร้องแล้วลมหมด หรือว่าร้องแล้วเสียงแหบ เราก็จะมีวิธีการฝึกฝนที่จะก้าวข้ามไปสู่ระดับที่สูงขึ้น หรือนักร้องมืออาชีพที่อยากจะรักษาเสียงของตัวเองให้คงอยู่แบบนี้นานที่สุด ก็มีหลักสูตรที่จะสอนให้เรารู้จักการใช้เสียงอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะใช้มันหนักแค่ไหน ถ้าเราใช้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เราสามารถใช้อย่างมีคุณภาพยาวนานด้วยครับ

คิดว่าการเปิดสอนร้องเพลงทุกวันนี้สามารถทำให้คนที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักร้อง สามารถไปได้ถึงจุดหมายที่เขาต้องการได้จริงไหม?
ก็ต้องแยกเป็น 2 เรื่อง คือความอยากเป็นนักร้องกับอยากร้องเพลงได้ ผมเชื่อว่าทุกโรงเรียนมีเจตนาที่ดี อยากให้คนร้องเพลงได้ แต่วิธีการในบางโรงเรียนก็สามารถทำให้คนร้องเพลงได้ดี แต่บางโรงเรียนก็อาจจะยังไม่สามารถทำได้ มันก็ต้องยอมรับความจริงเนอะ ส่วนการที่มนุษย์คนนึงจะสามารถเป็นนักร้องออกอัลบั้มได้มันเป็นอีกศาสตร์นึงเลย มันไม่ใช่แค่ร้องเพลงดี มันต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างประกอบกัน โอกาสหรือจังหวะชีวิตหลายอย่าง แต่ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปมาก สมัยก่อนจะต้องไปสกรีนเทสต์เพื่อจะเข้าค่ายเพลง แต่เดี๋ยวนี้ถ้าคุณสามารถทำเพลงได้เองแล้วโปรโมตทางยูทูบหรือโซเชียล คุณสามารถกลายเป็นศิลปินที่เป็นเน็ตไอดอลได้หมด ทุกโรงเรียนก็ดีหมดแหละ เพียงแต่เราต้องดูว่าเป้าหมายของเราคืออะไรมากกว่า (การทำคลิปสอนร้องเพลงขึ้นมา ทำให้คนเข้าถึงการร้องเพลงได้ง่ายขึ้นไหม?) อย่างน้อยที่สุดคลิปที่ทำไป ถ้าคนเริ่มตระหนักว่าการร้องเพลงที่ถูกต้องไม่ใช่ต้องรอว่ามีพรสวรรค์หรือต้องเกิดมาเสียงดีแล้วถึงจะร้องเพลงดีได้ ให้คนเข้าใจเรื่องแค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว เพราะถ้าเขาไม่คิดแบบนี้ เขาจะออกจากข้อจำกัดได้ และเขาจะเชื่ออย่างนึงว่าทุกๆ ปัญหามันแก้ได้ เพียงแค่เรายังไม่รู้วิธีแก้แค่นั้นเอง แต่ถ้าอยากรู้ก็ต้องติดตามเพจนะครับ (ยิ้ม)

ฟีดแบ็กหลังเปิดเพจสอนร้องเพลงขึ้นมาเป็นไงบ้าง?
ดีครับ คือคนคงไม่ได้ตามมาเป็นแสนเป็นล้าน เพราะมันเป็นเรื่องคนที่ชอบการร้องเพลง แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือว่าคนที่เข้ามาเขามีความสนใจ มีการแชร์ต่อ มีการถามแล้วเราก็สนุกกับการตอบครับ

หลังจากเปิดเพจไปแล้ว มีคนติดต่ออยากให้เราไปเปิดโรงเรียนสอนร้องเพลงไปเลยไหม?
มีครับ มีอยากให้เราเปิดโรงเรียนสอนในพื้นที่ของเขา ซึ่งบอกได้เลยว่าไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตเลยในการเปิดโรงเรียน มันก็คงสนุกเนอะ แต่เราเคยผ่านชีวิตแบบนี้มาแล้ว ก็รู้ว่ามันค่อนข้างเหนื่อย แต่นี่ก็เป็นการสอนเหมือนกัน แต่จะเป็นการสอนแบบออนไลน์ในอนาคตอันใกล้นี้

ในอนาคต เราคิดจะขยายการสอนร้องเพลงไปไกลมากน้อยแค่ไหน?
คือเจมส์ อะคาเดมี จะมีอยู่ 2 พาร์ตด้วยกัน คือพาร์ตของคนที่อยากรู้เรื่องร้องเพลงแบบความรู้รอบตัว กับคนที่อยากรู้แบบจริงจัง ซึ่งพาร์ตตรงที่คนอยากรู้แบบจริงจัง เราก็ตั้งหลักสูตรขึ้นมาชื่อ ProVox System ซึ่งหลักสูตรนี้จะเหมาะสำหรับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนเริ่มหัดร้องเพลง หรือคนที่ร้องเพลงอยู่แล้ว นักร้องมืออาชีพที่ต้องการจะฝึกฝนพัฒนาเทคนิค หลักสูตรนี้ผมจะใช้ประสบการณ์ 20 ปีกับการศึกษาค้นคว้าพัฒนาหลักสูตรขึ้นมาจากแหล่งอ้างอิงที่เป็นสากล เป็นหลักสูตรที่รวบรวมมาจากหลักสูตรของสากลที่มีการอ้างอิงที่เชื่อถือได้ที่มีนักร้องระดับโลกฝึกฝนและได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจากการฝึกแนวทางนี้มาแล้วนะครับ แล้ว ProVox System เป็นการสอนแบบออนไลน์ครั้งแรกในเมืองไทยที่จะทำให้คนสามารถเรียนร้องเพลงเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องออกจากบ้าน เรียนได้จากมือถือเครื่องเดียว การันตีได้ว่าถ้าเรียนแล้วทำตามจะกลายเป็นคนที่มีความสามารถในการร้องเพลงเทียบเคียงนักร้องมืออาชีพรัดับสากลครับ ProVox System จะสอนตั้งแต่ 0 จนถึงเป็นเซียนครับ เป็นครั้งแรกที่ตัวผมจะถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้ทั้งหมดมา เริ่มเปิดรับสมัครนักเรียนรุ่น 1 คงเป็นรุ่นที่จดจำไปอีกนานเพราะเป็นรุ่นแรกในรอบ 20 ปีของเจมส์ เรืองศักดิ์ ตัดสินใจมาสอนร้องเพลงแบบชัดเจนที่สุดครับ ใครที่ลงทะเบียนเรียนสามารถปรึกษาเหมือนมีเจมส์เป็นโค้ชส่วนตัวให้ได้ตลอดชีวิต แล้วเขาสามารถเรียนซ้ำกี่รอบก็ได้โดยผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ประหยัดค่าใช้จ่ายทุกอย่างครับ

บรรดาครูสอนร้องเพลงเขามีคอมเมนต์อะไรกลับมาถึงเราไหม?
ยังไม่มีนะ ส่วนใหญ่คุณครูที่ผมเรียนมาทั้งในมหาวิทยาลัย ที่อาร์เอส หรือคุณครูข้างนอก เป็นคุณครูที่เราเคารพรัก กตัญญูกับคุณครูอยู่แล้ว ทุกอย่างที่ก่อให้เกิดความสามารถในวันนี้ก็มาจากคุณครูหลายๆ ท่าน คุณครูน่าจะยินดีด้วยแหละถ้าเราทำอะไร ถ้าเขามีคำแนะนำอะไรก็ยินดีรับฟังครับ

ช่วงนี้เห็นมีไปแข่งไตรกีฬาหลายที่?
จริงๆ แล้วผมประกาศกับตัวเองเมื่อต้นปีว่านอกจากคนจะจดจำผมในการเป็นนักร้อง ดารา คนจะจำผมในฐานะนักไตรกีฬา คืออยากให้เป็นอย่างนั้นเลย ไม่ได้มาเล่นเป็นงานอดิเรก จริงจังมาก เพราะหนึ่งเราแฮปปี้กับสิ่งที่เราทำ สองมีความรู้สึกว่าไตรกีฬาส่งผลทุกอย่างกับชีวิต เพราะถ้าเราก้าวข้ามอะไรหลายๆ อย่างในการฝึกซ้อมและการแข่งขันได้ มันเอาไปเทียบเคียงได้หมดกับชีวิตที่เรายังต้องเดินทางอยู่ ไตรกีฬาเป็นกีฬาที่ต้องต่อสู้กับตัวเอง ทุกวันในชีวิตประจำวันของเรา เราก็จะมีมุมที่รู้สึกว่าไม่อยากสู้แล้ว เราจะโทษนั่นนี่ พร่ำบ่นไปเรื่อย หรือไม่ก็อ้างฟ้าดินชะตากรรม แต่เวลาเราเล่นกีฬา เราทำแบบนั้นไม่ได้เลย เพราะเป็นตัวเองล้วนๆ พอเราฝึกฝนเรื่องกีฬามันก็จะสะท้อนกลับสู่ชีวิตของเรา ทำให้เราเลิกโทษนั่นนี่เลิกบ่นเลิกอ้าง ทำอะไรก็ต้องกลับมาดูที่ตัวเอง ก็เลยรู้สึกว่าเล่นอันนี้แล้วมันดี นอกจากจะได้เรื่องร่างกายแล้วยังได้เรื่องจิตใจด้วย โชคดีที่เราเริ่มในช่องทางที่ถูกต้อง พอแข่งขันครั้งแรกก็ไปเจอรุ่นพี่ที่ดีๆ หรือนักไตรกีฬาหลายๆ คนที่เป็นคนที่รู้จริงและแนะนำ ตอนนี้ผมฝึกซ้อมไตรกีฬาอาทิตย์ละ 5 วัน (หัวเราะ) ฝึกวิ่ง ฝึกว่ายน้ำวันละ 2-3 กม. จักรยานไม่ต่ำกว่า 30 กม. แต่การที่เราใช้เวลาต่อวันไม่เยอะ ประมาณ 2 ชม. แล้วเราก็กลับมานั่งคิดว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้ใช้เวลาเยอะนะ เราใช้เวลาช่วงนึงของวันเท่านั้นเอง มันเหมือนเป็นการเตรียมตัวให้ตัวเองพร้อมกับการออกไปทำอะไรทั้งวัน เราก็เลยเอาจริงในสายนี้เลยดีกว่า เพราะมีแผนระยะยาวว่าปีนี้จะแข่ง 5 รายการในประเทศ แล้วปีหน้าจะลงแข่งรายการต่างประเทศ จะเข้าฝึกซ้อมในระดับสากลมากขึ้น ทุกวันนี้เรามีการเซตตารางซ้อมชัดเจนอยู่แล้ว

จริงจังกับการแข่งไตรกีฬาขนาดนี้ เราเอาแรงบันดาลใจมาจากไหน?
คือมีวันนึงผมเปิดอินเทอร์เน็ตแล้วเห็นนักไตรกีฬาคนไทย เราเห็นแซม โชติบัณฑ์ คือรูปร่างเขานี่แทบจะไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไปแล้ว คือเหมือนหุ่นเลยอะ แต่เป็นหุ่นที่ดีนะ เหมือนรูปปั้น แล้วเราไปเห็นพี่ตั้ม กอบเกียรติ เราเห็นในความลีนของเขาสุดๆ น่ะ มันเป็นกีฬาที่นอกจากทำให้มีกล้ามเนื้อแข็งแกร่งแล้ว ไขมันลีนมาก เราเห็นแล้วแบบจะเอาแบบนี้ ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจ พอเข้าไปลึกๆ ก็เห็นอีกหลายคนที่อายุเยอะแล้วก็เล่นได้ เมื่อก่อนไม่กล้าเล่นเพราะกลัวว่ายน้ำในทะเลไกลๆ ออกไปจากฝั่ง 100 เมตรก็กลัวแล้ว แต่เราไปเจอคุณป้าคนนึงชื่อป้าปิ๋ว อายุ 60 กว่าๆ แข่งไตรกีฬา เลยทำให้คิดว่าจริงๆ ความกลัวเราคิดขึ้นมาเอง มันทำให้เห็นเลยว่าจริงๆ ไตรกีฬาคือชีวิตมนุษย์แบบจำลองนี่แหละ ถ้าเราผ่านมันได้ เราก็ผ่านเรื่องราวชีวิตมันได้เหมือนกัน เลยรู้สึกว่าสนุกดี เจอเรื่องราวให้ได้ก้าวข้ามตลอดเวลาดี

เคยมีโมเมนต์ท้อหรือขี้เกียจ งานเยอะจนเป็นอุปสรรคในการซ้อมไหม?
แปลกมากนะที่กีฬานี้เป็นกีฬาชนิดเดียวที่เล่นแล้วไม่เคยอยากเลิกเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ขนาดครั้งแรกตอนแข่งว่ายน้ำในทะเลแล้วเกือบจมเพราะเจอคลื่นเยอะ แต่เราก็สู้ต่อกลางทะเล ถามว่ากลัวอุบัติเหตุไหม ถ้าเราซ้อมเยอะจริง เราจะไม่กลัวอะไรเลย แต่คนที่กลัวมาจากการซ้อมน้อย เลยกลับมาคิดว่าเราแก้ไขเรื่องการซ้อมดีกว่า เลยไม่คิดอยากล้มเลิกกับมันไง

เราตั้งเป้าหมายของการแข่งไตรกีฬาไว้ยังไงบ้าง?
เป้าหมายสูงสุดของการเล่นไตรกีฬาของผมคือไปสู่ไอรอนแมน ซึ่งมันคือการปั่นจักรยานเกือบ 200 กม. วิ่ง 42 กม. ว่ายน้ำประมาณ 3-4 กม. ติดต่อก่อน และอยากเป็นคนอายุ 45 ปีแต่เป็นไอรอนแมนได้ ซึ่งมันต้องเก็บแต้มไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่องความคาดหวังเรื่องอันดับ เอาจริงๆ ผมตั้งเป้าไว้ว่าปีหน้าอยากติด 1 ใน 20 คนไทยที่ทำเวลาดีที่สุดครับ จริงๆ ทำเพื่อความรู้สึกว่าได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อตัวเอง ส่วนเรื่องที่สองคืออยากให้คนทั่วไปได้เห็นว่ากีฬาประเภทนี้ถ้าขยันฝึกซ้อม ทุกคนทำได้ และเราก็ต้องเป็นต้นแบบให้คนเห็นว่าใครก็ทำได้

คิดว่าเราได้อะไรจากการแข่งไตรกีฬา?
ได้กำไรชีวิต เพราะว่าการเล่นกีฬาไม่ว่ากีฬาชนิดไหนมันดีอยู่แล้ว เล่นกีฬาแล้วชีวิตเปลี่ยน ถ้าใครไม่ได้เล่นจะไม่เข้าใจคำนี้ การเล่นไตรกีฬามันดีกว่าตรงที่ว่ามันได้คติชีวิตไปด้วยในขณะซ้อมและแข่ง เวลาที่วิ่งไป 20 กม. ในช่วง 1-4 กม. แรก ก็ยังรู้สึกสนุกกับมันอยู่ แต่พอถึง กม.ที่ 5 ไปแล้วมันเริ่มรู้สึกอยากจะหยุดหรือออกจากการแข่งขัน แต่ถ้าผ่านไปได้เนี่ย มันจะค้นพบว่าอ๋อ ตรงนี้เป็นแค่ความคิดแวบเข้ามา มันก็เป็นปรัชญาชีวิตอย่างนึงว่าจริงๆ คำว่าไม่ไหวหรือข้อจำกัดมันไม่มีจริง มันเกิดจากสมองเราทั้งนั้น ถ้าเอาชนะมันได้ เราก็ทำได้ทุกเรื่องครับ

มีอะไรอยากบอกสำหรับคนที่อยากออกกำลังกายแต่ยังมีกำแพงต่างๆ อยู่ไหม?
โลกนี้ไม่มีใครไม่มีเวลา ทุกคนมีเวลาเท่ากัน เพียงแต่คุณจัดอะไรไว้ก่อนหลังเท่านั้นเอง ถ้าเลือกจะออกกำลังกายเดี๋ยวมันจัดได้ ทุกคนก็ต้องทำงาน แต่ทำไมผมถึงออกกำลังกายได้เพราะผมให้ความสำคัญกับร่างกาย กับความสุขของชีวิตในการที่จะมีร่างกายที่แข็งแรง พอเราตัดสินใจเลือกมันแล้วมันก็จะจัดชีวิตเราเอง บางคนทำงานตั้งแต่เช้า พอเลิกงาน 5-6 โมงเย็น ทุ่มนึงยังหาเวลาไปวิ่งได้ บางคนเขาไม่รู้จะทำอะไร พออยู่ในห้องก็ซิตอัพไปตามเรื่อง เป็นเพราะเขาเลือกจะมีสุขภาพที่ดีไง แต่ถ้าเขาไม่เลือกก็จบเลย อะไรก็เป็นเหตุผลได้ทั้งนั้น ก็ขอให้กลับมาใส่ใจสุขภาพ เพราะอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับร่างกายตัวเอง สุขภาพร่างกายคือหมายเลข 1 นะ ส่วนเรื่องเงินหรือเรื่องอื่นเป็นหมายเลขรองลงไป แล้วทำไมเราถึงไม่จัดตรงนี้เป็นอันดับแรกของชีวิตล่ะครับ สิ่งที่ต้องรับผิดชอบก่อนคือชีวิตของตัวเองรึเปล่า ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือกลับมาตั้งสติและจัดเวลาออกกำลังกาย ก็ค่อยๆ เริ่มจากเดินก่อนก็ได้ พอเริ่มสนุกก็ค่อยๆ ขยับขยายเป็นวิ่ง ทำอย่างต่อเนื่องไปครับ

ถามถึงเรื่องหัวใจบ้าง หลังแต่งงานใช้ชีวิตคู่มาระยะนึงเป็นยังไง แฮปปี้ดีไหม?
รู้สึกมีความสุขกับการใช้ชีวิตคู่ จริงๆ การใช้ชีวิตคู่มันต้องมีศิลปะเหมือนกันนะ มันไม่ใช่แค่รู้สึกรักกันแล้วจบแค่นั้น เพราะความรู้สึกรักกันเนี่ยมันมีขึ้นมีลง เพราะอารมณ์มนุษย์วันนึงมันมีไม่รู้กี่อารมณ์ วันนึงที่ไม่มีอารมณ์แล้วมันก็เหนื่อยถ้าเป็นอย่างนั้น ผมใช้คำว่าเราตั้งใจรักกัน เมื่อตั้งใจก็จะรู้สึกว่าอะไรที่เป็นข้อบกพร่องหรือข้อดีข้อเสียก็จะมานั่งคุยกันปรับกันตลอด (คู่เราค่อนข้างคบแล้วแต่งงานเร็ว พอแต่งไปแล้วต้องปรับตัวเยอะไหม?) ก็เยอะเหมือนกันนะ แต่ไม่ถึงกับขนาดอึดอัดใจ ปรับทั้งเรื่องเวลา พฤติกรรมต่างๆ อย่างเมื่อก่อนเรานอนคนเดียว เวลานอนเราอยากนอนเมื่อไหร่ก็นอน แต่พอมีคนมานอนเคียงหมอนเรา สมมติเขาอยากนอน 4 ทุ่ม เราต้องปรับตัวเองครับ ถามว่าการที่อยู่ไกลกัน ต้องบินไปหากันเรื่อยๆ มันเป็นอุปสรรคไหม ไม่เป็นอุปสรรคเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะวันนี้สิ่งสำคัญกว่าระยะทางคือความเข้าใจกัน ต่อให้อยู่ตัวติดกันแต่รู้สึกเหมือนอยู่ห่างกันเพราะไม่ได้เข้าถึงกันจริงๆ ไม่ได้เข้าใจ ไม่ได้แคร์เขาเลย ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร อันนั้นเรียกว่าใกล้ตัวแต่หัวใจมันไกลกัน แต่สำหรับเราปีนี้ยังเป็นปีที่ตัวไกลกันอยู่ แต่อนาคตแผนการชีวิตคือคงจะต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันร้อยเปอร์เซ็นต์

เรามีการแนะนำเรื่องการทำงานกันและกันไหม เพราะครูก้อยก็มาเป็นพิธีกร ส่วนเราก็ทำคลิปสอนร้องเพลงออนไลน์?
เรื่องงานพิธีกร ครูก้อยเป็นคนเก่ง แทบจะไม่ต้องสอนอะไรเลย เขาขอแค่ให้กำลังใจ ผมก็แนะนำนิดหน่อย เขาเก่งของเขาอยู่แล้วครับ ถามว่าเขามีถ่ายทอดความเป็นครูให้ผมตอนทำคลิปสอนร้องเพลงไหมมีครับ เขาจะคิดแทนนักเรียนว่าอยากจะฟังแบบไหน เขาจะแชร์ตลอด เพราะประสบการณ์การเป็นติวเตอร์ของเขายาวนานหลายปีครับ เขาก็ได้ดูคลิปตลอด เขาจะชมว่าอันนี้เขาก็ได้ความรู้เหมือนกันครับ

พอแต่งงานกันแล้ว มีมุมอะไรที่เราไม่เคยเห็นในตัวเขามาก่อนไหม?
เยอะนะ แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องดีครับ ที่ประทับใจสุดๆ คือเขาดูแลครอบครัวเราดีมาก ไม่คิดว่าเขาจะเทคแคร์คุณพ่อคุณแม่คุณย่าเราได้ดีขนาดนั้น อาจจะเพราะพื้นฐานเขาเป็นคนรักครอบครัวอยู่แล้ว รักผู้สูงอายุ ยินดีที่จะดูแล ด้วยความที่เขาเป็นคุณครูก็อาจจะมีส่วนด้วยครับ

มีแพลนฮันนีมูนหรือแพลนทำอะไรร่วมกันในอนาคตไหม?
จริงๆ มีแผนว่าจะไปรอบโลกนะ แต่ปลายปีนี้ว่าจะไปญี่ปุ่น ต้นปีว่าจะไปยุโรปประมาณเดือนนึง กะว่าจะเอาจักรยานไปด้วย (ยิ้ม) ส่วนเรื่องทำธุรกิจร่วมกันในอนาคตจะมีไหม ผมว่าปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตเถอะ

กับเรื่องที่อยากมีลูก 4 คน จริงๆ เราคิดว่าเป็นไปได้ไหม เพราะในปัจจุบันนอกจากจะมีค่าใช้จ่ายเยอะ ยังมีเรื่องสภาพสังคมที่อันตรายมากกว่าเมื่อก่อน?
ก็มานั่งคำนวณแล้วว่า 2 ปีคือมีลูกคนนึง 4 คนก็ใช้เวลา 8 ปี อายุ 40 ปีก็น่าจะพอได้นะ แต่คนหลังๆ อาจจะต้องตรวจเข้มหน่อย กับเรื่องสภาพสังคมปัจจุบันที่มันอันตราย แหม...ถ้าคิดว่าสังคมทุกวันนี้ไม่ดีก็ผลิตคนดีๆ ขึ้นมาเยอะๆ สิ จริงๆ ผมอยากผลิตคนดีๆ เข้าสู่สังคมเพิ่มขึ้น ผมบอกกับภรรยาว่าถ้าเรามั่นใจว่าเราเป็นคนดี เราผลิตคนดีๆ เพิ่มดีกว่า ถ้าเราไม่ได้ลำบากเรื่องสตางค์ครับ

สุดท้ายฝากถึงแฟนๆ สักหน่อย?
ก็ฝากคอนเสิร์ต "ร่างทรงคนเขียนเพลง" เสาร์ที่ 15 ต.ค.นี้ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน เปิดจองบัตร 17 ก.ย.นี้ ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ คิดว่าเป็นอีกหนึ่งคอนเสิร์ตที่จะเป็นที่จดจำของแฟนๆ ส่วนเรื่องเพจ James Academy จริงๆ อยากบอกถึงทุกคนเรื่องการใช้เสียงว่ามันสำคัญสำหรับทุกอาชีพ ฉะนั้นความรู้จากเจมส์ อะคาเดมี ผมเชื่อว่ามีส่วนช่วยไม่มากก็น้อยกับชีวิต ก็อยากให้ไปกดไลค์เพจกันเยอะๆ นะครับ สุดท้ายอยากฝากให้คนไทยหันมาออกกำลังกาย ถ้าใครไม่มีเพื่อน หรือไม่รู้จะเล่นยังไง ผมก็มีกิจกรรมของผมเองคือ 90 วันเอาจริงเดย์ มาเอาจริงเรื่องออกกำลังกายด้วยกัน ก็เข้าไปฟอลโลว์ในแฟนเพจ JamesRuangsak ได้ครับ เราทำกันเองสนุกๆ ให้ทุกคนได้ออกกำลังกายครับ และฝากติดตามนักไตรกีฬาคนใหม่ ช่วยเชียร์ผมด้วยนะครับ เพื่อจะได้ขยับเข้าไปสู่ระดับสากลขึ้นเรื่อยๆ ครับ.

เปิดใจนักร้องนักแสดงหนุ่ม เจมส์ เรืองศักดิ์ ที่ล่าสุดหันมาเอาดีด้านไตรกีฬาอย่างจริงจังและฝันไกลถึงขั้นอยากแข่งขันรายการไตรกีฬาระดับโลกอย่าง "ไอรอนแมน" รวมทั้งการเปิดสอนร้องเพลงออนไลน์ผ่านเพจ James Academy ครั้งแรกในชีวิตด้วย 16 ก.ย. 2559 12:09 17 ก.ย. 2559 07:39 ไทยรัฐ