วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ชม-ช็อป-ชิม-ชิล" 48 ชั่วโมงใน..ฮ่องกง

ชิงช้าสวรรค์..ฮ่องกงอายส์.

เมื่อการบินไทยเสนอไอเดียให้ตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักในฮ่องกง พร้อมกับตั้งโจทย์ให้เราออกแบบการเดินทาง 48 ชั่วโมง บนเกาะฮ่องกง สามารถทำอะไรได้บ้าง แค่ฟังดูก็น่าตื่นเต้นแล้ว...!!

หลังตกปากรับคำกับทาง รอยัล ออร์คิด ฮอลิเดย์ หรือ ROH และ www.thaiairways.com เรียบร้อย ก็ได้ฤกษ์บินลัดฟ้าสู่ฮ่องกง เพื่อพิชิตภารกิจนี้ให้สำเร็จ

เพื่อทำเวลาในฮ่องกงให้คุ้มค่ามากที่สุด แนะนำเลยว่า ยอมตื่นเช้านิดหน่อย ไปไฟลท์เช้าสุดของการบินไทย TG 600 ออกจากสุวรรณภูมิ 08.00 น. ถึงสนามบินเชฟ ล็อก ก็อก 11.45 น. เวลาที่ฮ่องกงเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง กว่าจะจัดการสัมภาระ ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองจนมาขึ้นรถบัส เพื่อเช็กอินที่โรงแรมก็เกือบบ่ายโมง ดีที่คราวนี้โรงแรมที่พัก คือ ฮ่องกง สกาย ซิตี้
แมริออท ซึ่งอยู่ใกล้สนามบิน เป็นโรงแรมที่เน้นการจัดประชุมสัมมนา และสำหรับครอบครัวที่ต้องการมาเที่ยวดิสนีย์แลนด์ เพราะไม่ไกลมาก มีรถบัสรับส่งจากโรงแรมไปสถานี MRT ตุงชุง ทุก 15 นาที เรียกว่าไกลเมืองหน่อยแต่ก็สะดวกสบาย ห้องกว้างขวาง ถ้าเทียบกับราคาโรงแรมในย่านมงก๊ก หรือนาธาน

เราเริ่มศึกษาเส้นทางรถ MRT พร้อมกับพกบัตร Octopus ที่สามารถใช้แทนเงินได้เกือบจะทุกที่ทั้งขึ้นรถไฟ รถบัส เรือโดยสาร ไปจนถึงซื้อของในร้านสะดวกซื้อ แค่เติมเงินไว้ในบัตรให้พอก็แล้วกัน

จากสถานีตุงชุง เข้าสู่ย่านใจกลางเมืองของฮ่องกงต้องไปต่อรถสายสีฟ้าที่สถานี ไล คิง ก่อนจะเชื่อมไปยังย่านการค้าอย่างมงก๊ก, ชิมซาจุ่ย, เหย่า หมา เถย และสถานีจอร์แดน

วันแรกเริ่มต้นตะลุยฮ่องกงแบบฟินๆกันก่อน มื้อกลางวันที่อาจจะบ่ายไปนิดกับร้านบะหมี่บ้านๆ ที่อ่านชื่อร้านไม่ออก ย่านถนนนาธาน ร้านนี้มีดีที่น้ำซุปแสนอร่อย พ่อครัวที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของร้านด้วยเป็นอากง อายุราว 70 ปี แต่ยังแข็งแรงดูกระฉับกระเฉง เมนูทั้งร้านไม่มีภาษาอังกฤษ ใช้วิธีชี้เอาจากโต๊ะข้างๆ สั่งถูกอย่างเดียว คือ วันทัน ซุป หรือเกี๊ยวน้ำ นั่นเอง

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาตะลุยฮ่องกง เริ่มกันที่ วัดแชกงหมิว หรือ วัดกังหันลม (Che Kung Temple) เป็นวัดที่ชาวจีน ทั้งจากฮ่องกงและแผ่นดินใหญ่นิยมเดินทางมาสักการะขอพรเทพเจ้าแชกง ที่ตอนนี้ ดูเหมือนจะเป็นเทพเจ้าขวัญใจของคนไทยในระดับที่พอๆกับคนจีนซะแล้ว

ตามตำนานเล่าว่า เทพเจ้า “แชกง” เดิมเป็นแม่ทัพปราบศึก ทุกแคว้น เขตแดนต่างยำเกรงต่อกำลังพลที่กล้าหาญในกองทัพของท่าน ยามที่ออกรบทุกครั้ง ท่านใช้สัญลักษณ์รูปกังหัน 4 ใบพัด ติดไว้ด้านหน้ารถศึกนำขบวนในกองทัพ เหล่าทหารกล้ามีความเชื่อว่าเมื่อพกพาสัญลักษณ์รูปกังหันนี้ไป ณ ที่ใดๆ กังหันนี้จะช่วยเสริมสิริมงคล นำพาแต่ความโชคดี มีอำนาจเข้มแข็ง เสริมกำลังใจให้แก่กองทัพของท่าน ชื่อเสียงในการนำทัพสู้ศึกของท่านจึงเป็นตำนานมาจนทุกวันนี้ ใครมาไหว้เทพเจ้าแชกงแล้ว ถ้ามีโอกาสอาจบูชากังหันของวัดติดไม้ติดมือกลับไป เป็นกังหันนำโชค และก่อนออกจากวัดควรตีกลองให้ดังสนั่น เพื่อประกาศให้เทพยดาฟ้าดินรับรู้การมาทำบุญของเราด้วย

หลังทำบุญเสร็จ ยังพอมีเวลาเดินเล่น ดูของ ช็อปปิ้งร้านค้าในย่านชิมซาจุ่ยและจอร์แดน ที่มีแบรนด์เสื้อผ้าของฮ่องกงหลากหลายสไตล์ รวมทั้ง ร้าน Sasa ที่มีทั้งเครื่องสำอาง สบู่ แชมพู ลิปสติก มาส์กหน้า สารพัดของฝากที่สามารถหาซื้อได้ไม่ยาก งานนี้ แค่กางลิสต์ของฝากแล้วเดินหาของก็หมดเวลาไปหลายชั่วโมงละ...

ได้เวลาอาหารเย็น แนะนำร้านนี้เลย ร้านเล็กๆแต่เรียกว่าภัตตาคาร ชื่อ Tsui Wa อยู่หลังโรงแรมอีตัน ที่เดิมเป็นโรงแรมยอดฮิตของคนไทยชื่อมาเจสติก ตอนนี้ปรับปรุงใหม่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโฉม มีอาหารหลากหลายชนิด ความเด็ดของร้านนี้ อยู่ที่น้ำซุปที่ต้มด้วยปลาสดๆทำให้มีกลิ่นหอม หรือจะสั่งก๋วยเตี๋ยวผัดซอส XO มาชิมก็เข้าท่า แนะนำว่าสั่งมาแบ่งกันทาน เพราะจานใหญ่มาก ขอบอก...

วันที่สองในฮ่องกง รองท้องด้วยอาหารเช้าที่ต้องบอกว่า อลังการงานสร้าง มีให้กินทุกอย่างทั้งติ่มซำ โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว หรือแม้แต่อาหารฝรั่งอย่างออมเล็ต ขนมปัง ฯลฯ แนะนำว่าควรทานให้อิ่มเพื่อตะลุยฮ่องกงต่อ วันนี้ เราเริ่มต้นที่วัดหวังต้าเซียน วัดสำคัญอีกวัดหนึ่ง ที่ไม่ควรพลาด นอกจากเทพเจ้าหวังต้าเซียน เจ้าแม่กวนอิมพันมือ และท่านขงจื๊อ ที่เป็นจุดไหว้สักการะสำคัญในวัดแล้ว ใครที่อยากมีแฟน อยากขอความรัก ต้องอย่าลืมไปไหว้ เทพเจ้าด้ายแดงหรือ เทพเจ้าหยกโหลว ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก สังเกตง่ายๆ ที่องค์ท่านตั้งอยู่กลางแจ้ง มีเทพเจ้าบ่าวและเทพเจ้าสาวประกบซ้ายขวา มีด้ายสีแดงขนาดใหญ่เชื่อมทั้ง 3 องค์ไว้ด้วยกัน ผู้หญิงให้ไปขอเทพเจ้าบ่าว ส่วนผู้ชายให้ไปขอเทพเจ้าสาว แล้วเอาด้ายแดงที่อยู่ด้านหน้าผูกไว้กับเชือกแดงใหญ่ตรงไหนก็ได้ บางคนบอกว่าให้ผูกไว้ใกล้ๆหัวใจ เทพหยกโหลว ให้มากที่สุด จะเข้มขลังและสำเร็จเป็นจริงโดยเร็ว

ออกจากวัดหวังต้าเซียน แวะดูของที่ห้าง Temple Mall ข้างๆวัด ที่นี่มีของลดราคาค่อนข้างมาก บางร้านลดถึง 70% โดยเฉพาะรองเท้ายอดฮิตอย่างนิวบาลานซ์ หรือ Adidas ขนาดคนไม่ชอบช็อปอย่างเรายังสอยมาได้ 2 คู่ แบบว่าไม่รู้ตัว

ไปต่อกันที่ โอเชียนเทอร์มินอล สำหรับมื้อกลางวันแนะนำร้านราเมง บนชั้น 3 เป็นร้านญี่ปุ่น แต่น้ำซุปและเส้นราเมงอร่อยอย่าบอกใคร โดยเฉพาะราเมงน้ำดำ ที่ทำจากปลาคัทสึโอะบูชิ หรือ ปลา Skipjack Tuna ที่คนญี่ปุ่นเรียกว่าน้ำซุปดาชิ ทีเด็ดความอร่อยแบบซามูไรแท้ๆ ก่อนออกจากห้างดัง ไม่ลืมซื้อชา ท็อป ลีฟ TWG ของสิงคโปร์แต่ดังในฮ่องกง ติดมือกลับมาฝากผู้หลักผู้ใหญ่ด้วย

และด้วยความที่โรงแรมอยู่ใกล้สนามบิน เราจึงกลับไปเก็บที่ท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ในย่านเกาะลันเตาเป็นที่สุดท้าย นั่นก็คือ พระใหญ่ลันเตา ที่วัดโปลิน การขึ้นไปไหว้พระใหญ่สะดวกที่สุดคือนั่งรถกระเช้าเคเบิลคาร์ขึ้นไป โชคไม่ค่อยดีตรงที่วันนี้ฝนตกแรงไปนิด แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงศรัทธาของเราได้ ในที่สุดเราก็พิชิตพระใหญ่ได้ ก่อนจะลงมาช็อปต่อที่ Gateway Outlet ที่ต้องบอกว่า ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ เพราะราคาตอนนี้ไม่น่าจะเป็น Outlet บางอย่างแพงกว่าร้านในเมืองเสียอีก

จริงๆถ้ามีเวลามากกว่านี้ ยังมีที่เที่ยวอีกหลายแห่ง ทั้งพิพิธภัณฑ์เรือ และการนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามฝั่งจากฮ่องกงไปชิมซาจุ่ย เหมือนเรือข้ามฟากท่าพระจันทร์บ้านเรา แต่คลาสสิกกว่า และอีกหลายๆที่ แต่คราวนี้เจ้าภาพเขาให้ทำเวลาแค่นี้ เลยได้แค่ “ชม-ช็อป-ชิม-ชิล” แบบรวบรัด ถึงตอนนี้แค่รอลุ้นว่าคำอธิษฐานขอความรักจากเทพเจ้าหยกโหลวจะเป็นจริงหรือเปล่า ถ้าจริงคงต้องกลับไปอีกครั้ง แต่คราวหน้าขอเวลาเพิ่มอีกนิด....จะได้มีเรื่องเม้าท์สนุกๆมาเล่าให้ฟังอีก.

16 ก.ย. 2559 11:16 ไทยรัฐ