วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผิดฝาผิดตัวจริงหรือ? สอบหน.อุทยานดัง ไฉนทำยอดเข้าหลวงปีเดียวพุ่งปรี๊ด!

เขาว่าสังคมการทำงาน เราจะพบเจอคนหลายประเภท มีบ้างประเภทชอบ "เอาหน้า" ทั้งที่ไม่ใช่ผลงานตัว บ้างชอบ "เชลียร์" หวังเจริญก้าวหน้า บางพวก​ "รับชอบ" แต่ไม่ค่อย "รับผิด" หรือแม้แต่การเลือกเลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือน บางทีเจอคำครหา "ค่าของคน อยู่ที่คนของใคร..?" เรื่องราวเหล่านี้จะแฝงเร้นในตึกสูง หอคอยงาช้าง ใครอยากได้ก็อาจเหยียบหัวกันขึ้นไปก็มี และอาจพบเจอได้ในทุกวงการ

แต่สำหรับในวงราชการแล้ว ก็มีเรื่องพิลึกเกิดขึ้น อย่าง กรณี ข่าวการตั้งกรรมการสอบ 3 หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ อ่าวพังงา, หมู่เกาะสิมิลัน และ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ทั้งที่มีผลงานโดดเด่น เด้งเกินหน้าเกินตาในปีก่อน ๆ ด้วยการเก็บรายได้ทะลุเป้าเข้ารัฐนับพันล้าน (อ่านข่าวประกอบ http://www.thairath.co.th/content/720763) ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเก็บได้เพียงแค่ร้อยล้าน จนใครหลายคนก็งงไปทั้งบาง รวมถึงทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ด้วย....กระทั่ง วันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แถลงข่าว "ปฏิเสธ" อ้างว่า เป็นการตั้งกรรมการสอบ อดีตหัวหน้าอุทยานทั้ง 3 แห่งเท่านั้นว่าเพราะเหตุใดจึงมีรายได้น้อย (อ่านข่าวประกอบ http://www.thairath.co.th/content/720763 )

"หนังสือที่ทาง สบอ.5 (สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ที่ 5 นครศรีธรรมราช) ออกไปนั้น อาจจะไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ผมขอเรียนว่า ผมรู้สึกชื่นชมหัวหน้าอุทยานคนใหม่ ทั้ง 3 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เสียสละทำงานให้ขนาดนี้" นายธัญญา กล่าว

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ค้นข้อมูลรายได้และนักท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติทั้ง 3 แห่งย้อนหลัง 3 ปี โดยทุกปีจะเริ่มนับตั้งแต่เดือนตุลาคมและสิ้นสุดที่เดือนตุลาคมของอีกปี เช่น งบประมาณประจำปี 2557 จะนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2557 ซึ่งได้ตัวเลขดังนี้

จากตัวเลขดังกล่าว คงจะเห็นชัดถึงความแตกต่างและเปลี่ยนแปลง จะด้วยเหตุผลอย่างไรนั้น ทีมข่าวฯ จึงต้องหาคำตอบ โดยต่อสายตรงเพื่อพูดคุย กับ 2 หัวหน้า อันได้แก่ นายศรายุทธ ตันเถียร หัวหน้า อช.นพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี และ นายวรพจน์ ล้อมลิ้ม หัวหน้า อช.อ่าวพังงา ส่วนอีก 1 อดีตหัวหน้า อช.สิมิลัน นายณัฐ โก่งเกษร ทีมข่าวไม่สามารถติดต่อได้

ทั้งนี้ นายศรายุทธ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า การทำงานในปีที่ผ่านมา เพราะตั้งใจทำงาน วางแผนให้เจ้าหน้าที่ทำงานตามหน่วยพิทักษ์ เก็บค่าเข้าระบบ มีการจัดระเบียบเรื่องทุ่นเรือที่เข้ามาจอด ส่วนเรื่องรายละเอียดอื่นๆ นั้น ตนไม่สามารถตอบได้ และที่ผ่านมาก็เป็นข่าวไปแล้ว

ขณะที่นายวรพจน์ กล่าวว่า กรณีการให้ข่าวกับสื่อนั้น ตอนนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากต้องการสัมภาษณ์จริงๆ คงต้องทำเรื่องขอไปทางอธิบดีฯ

ตอบคำถาม 3 ข้อร้องเรียน ปมตั้งกรรมการสอบ 3 หัวหน้าอุทยาน

อย่างไรก็ดี ทีมข่าวฯ​จึงได้ต่อสายตรงพูดคุย กับ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ที่ปรึกษาหัวหน้าอุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี และ อ่าวพังงา ซึ่งได้กล่าวเปิดใจอย่างหมดเปลือก ว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นจากมีคนร้องเรียนว่าหัวหน้าอุทยาน ทั้ง 3 อุทยานฯ

ข้อแรก คือ กล่าวหาว่ามีการคอร์รัปชัน จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า หัวหน้าอุทยานทั้ง 3 คนนี้เพิ่งจะถูกย้ายมาทั้งหมด ตนกับหัวหน้าทั้ง 3 คน ไม่มีเคยรู้จักกันมาก่อน และการจัดเก็บรายได้ก่อนที่ 3 คนนี้จะมา เก็บเงินรวม 3 อุทยาน ได้เพียง 170 กว่าล้านบาท พอ 3 คนนี้ทำงานเก็บเงินได้เป็น 1,025 ล้าน

“พูดง่ายๆ ว่า คนที่เก็บเงินได้เพิ่ม 800 กว่าล้านบาทเข้าหลวง แต่ถูกกล่าวหาว่า “คอร์รัปชัน” แล้วก่อนหน้านั้นคืออะไร...?”  ดร.ธรณ์ กล่าว พลางหัวเราะอย่างสงสัย

ข้อ 2 ที่กล่าวหาว่า “เก็บเงินมาได้ แล้วทำไมไม่เอาไปใช้....” ขอตอบว่า เงินที่เก็บได้เงินก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวหัวหน้าอุทยาน เพราะอุทยานได้เงินมาก็ต้องส่งเงินเข้าส่วนกลาง (กรมอุทยานฯ) ทุกวัน หากจะขอใช้จ่ายเงินก็ต้องทำเรื่องขอไปยังส่วนกลาง จากนั้นก็ต้องรอว่าจะอนุมัติหรือไม่

ข้อ 3 มีข้อร้องเรียนว่าไม่มีทุ่นจอดเรือเพียงพอ ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียง 8 ทุ่น แต่ปัจจุบันมีเป็นร้อยทุ่น ร้อยวันพันปี ไม่เคยจะสอบสวน แต่พอมีเยอะแล้วจะมาสอบว่าไม่มีทุ่นจอดเรือ...!?!

กะเทาะปัญหา ที่มาเก็บเงินไม่เข้าเป้า 

เมื่อได้ชี้แจงข้อกล่าวหาของ 3 หัวหน้าอุทยานฯ แล้ว ดร.ธรณ์ ยังได้เล่าย้อนช่วงรับงานเข้าไปช่วยดูแลอุทยานทั้ง 2 แห่งใหม่ๆ ว่า เมื่อเข้าไปได้ตั้งข้อสังเกตหลายเรื่อง เช่น กรณีเรือท่องเที่ยว ที่เข้ามาในพื้นที่อุทยาน ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนขออนุญาต เกาะพีพี เดิมทีมีผู้ลงทะเบียนขอเข้าเกาะอย่างถูกต้องเพียง 90 ลำ เมื่อไปถึงตนมองออกไปในทะเลเห็นเรือที่จอดอยู่ก็นับด้วยสายตาว่าเกิน 90 ลำแล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงแนะนำว่า “ขอให้หัวหน้าไปทำให้เรือทุกลำที่เขามาต้องขออนุญาต” ปรากฏว่า ปัจจุบันมีเรือที่ขออนุญาตเข้าเกาะพีพี 1,600 ลำ!!

ที่อ่าวพังงา ก็เช่นกัน แรกๆ มาลงทะเบียนประมาณ ​400 ลำ แต่ปัจจุบันมี 1,380 ลำ ซึ่งค่าขออนุญาตต่อปีเพียง 500 บาท เท่านั้น ทั้งที่เรือเร็วที่วิ่งๆ กันอยู่นี้ ลำละประมาณ 5 ล้านบาท แต่ค่าขออนุญาตปีละ 500 บาทเท่านั้น สาเหตุที่เขาไม่ขออนุญาต เพราะเขาเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการตรวจ ซึ่งตามระเบียบแล้วเรือที่ผ่านเข้ามาก็ต้องมีการขออนุญาต เพราะวันดีคืนดีเกิดชนกันขึ้นมาถามว่าใครผิด ก็ต้องบอกว่า ผิดทั้งหมด เพราะที่ชนกันเป็นเรือเถื่อนที่ไม่ได้ผ่านการขออนุญาต

ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวที่เกาะพีพี ก่อนหน้านั้น ก็ไม่รู้ว่านับกันยังไง ว่ามีนักท่องเที่ยวมาเกาะพีพี ปีละ 2 แสนกว่าคน/ปี แต่ตอนนี้ 1.6 ล้านคน/ 11 เดือน อ่าวพังงา มี 1.3 ล้านคน 2 แห่งรวมกันมีนักท่องเที่ยวกว่า 3 ล้านคน ซึ่งจำนวนนี้คือนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถามว่าเราปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการจัดเก็บหรือไม่ ตอบเลยว่า “ไม่มี” เราแค่ให้เจ้าหน้าที่ไปนับแค่นั้น

ขณะที่ราคาตั๋วค่าเข้า คนไทยราคา 40 บาท เท่ากันทั้ง 3 เกาะ ส่วนชาวต่างชาติ อ่าวพังงา 300 บาท เกาะพีพี 400 บาท และ สิมิลัน 500 บาท ซึ่งค่าตั๋วดังกล่าวเราใช้ราคานี้มา 7 ปีแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราเพิ่มราคาตั๋วทำให้รายได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้เพิ่มขึ้นมาจากที่เราทำงานเก็บค่าตั๋วจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมอย่างจริงจัง

สุดมึน...ตั้งกรรมการสอบคนตั้งใจทำงาน เก็บรายได้พันล้าน ห่วง จนท. เงินเดือนน้อย หวั่นเสียกำลังใจ พร้อมเดิมพันตำแหน่ง

“ส่วนตัวแล้วผมชัดเจนในการทำงาน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมาตั้งกรรมการสอบคนที่ตั้งใจทำงานแล้วผลลัพธ์ดีแบบนี้ ผมไม่สนใจว่าใครจะเส้นสายใคร หรือ ใครจะขัดแย้งกับใคร เพราะไม่ใช่เรื่องของผม แต่การทำแบบนี้เจ้าหน้าที่จะรู้สึกเสียกำลังใจหรือไม่ ทั้งเกาะพีพีหรืออ่าวพังงามีเจ้าหน้าที่เกาะละ 50-60 คน แต่กลับต้องรองรับดูแลนักท่องเที่ยวปีละเป็นล้านๆ คน พวกเขาแทบไม่มีเวลาจะกินข้าว แถมเงินเขายังแค่ 7,000 บาท เขาดูแลขนาดนี้ เก็บเงินได้ขนาดนี้ ถามว่าจะเอาอะไรกันหนักหนา....อย่างไรก็ตาม ทราบว่าทางอธิบดีฯ ท่านทราบเรื่องแล้ว และเห็นว่าเป็นการออกคำสั่งในพื้นที่ ท่านเองก็รับปากว่าจะเข้ามาดูแล อะไรปรับเปลี่ยนได้ก็จะปรับเปลี่ยน”

ดร.ธรณ์ กล่าวอย่างน่าคิดว่า ที่ผ่านมา เราพยายามปราบคอร์รัปชัน แต่ในทางกลับกัน หัวหน้าอุทยานเหล่านี้เขาสามารถทวงเงินเข้าประเทศ ​800 กว่าล้านบาท แต่กลับมาเจอแบบนี้ เขาควรจะได้รับคำชม ไม่ใช่ที่จะโดนสอบแบบนี้

“ตัวผมเองไม่ใช่แค่เป็นที่ปรึกษาของ 2 อุทยานนี้เท่านั้น แต่ผมเป็นที่ปรึกษาของกรมอุทยานฯทั้งกรม หากเขาจะย้ายผมหรือ 2 คนนี้ ถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอ ผมก็จะลาออก เนื่องจากหัวหน้าทั้งสอง ทำตามที่ผมวางแผนไว้ให้ทั้งหมด ถ้าหาก 2 คนนี้โดนย้ายหรือโดนสอบ ก็เท่ากับสิ่งที่ผมคิดและวางแผนไว้มันผิดด้วย ดังนั้น ผมก็ไม่ควรจะอยู่ แต่ที่สงสัยคือ สิ่งที่เราทำมา “มันผิดตรงไหน!”... (หัวเราะ) ถ้าบอกว่า แบบนี้เก็บเงินเยอะไป อยากให้เก็บเท่าเดิม เราก็จะไปเก็บให้มันเท่าเดิม ที่ผ่านมาเราทำงานกันแทบตาย แต่มาฟังจดหมายร้องเรียนที่ฟังความไม่ขึ้นแค่ฉบับเดียวกลับตั้งกรรมการสอบ”

ก่อนที่ตนจะเข้ามา เคยประกาศไว้เลยว่า ถ้าเกาะพีพี เก็บไม่ถึง 500 ล้าน ตนจะลาออก ส่วนอ่าวพังงา หากไม่ถึง 300 ล้านก็จะไม่อยู่ เพราะก่อนที่จะเข้ามาตนก็มีตัวเลขอยู่แล้วว่า ควรจะเก็บรายได้เข้าหลวงได้เท่าไหร่ ซึ่งตัวเลขที่ตั้งเป้าไว้ก็เกินหมดแล้ว

“สุดท้ายอยากให้ประเทศไทยจริงจังในการปราบคอร์รัปชัน จริงจังกับคนที่ทำงานจริงตัดสินกันด้วยผลลัพธ์ ไม่ใช่ “ความเหมาะสม” คำว่า “ความเหมาะสม” ผมแปลไม่ออกว่าวัดกันอย่างไร มันควรจะชี้วัดที่ผลลัพธ์และผลงานมากกว่า ผมไม่ใช่ญาติโกโหติกาหัวหน้าอุทยานทั้ง 2 คน ดังนั้นผมไม่จำเป็นจะต้องช่วยเหลือหรือปกป้องเขา”

อาจารย์ ม.ดัง เชื่อ ตั้งกรรมการสอบผิดคน ตั้งข้อสังเกต “รั่วไหลมานานแค่ไหนแล้ว!”

สอดคล้องกับ ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ศึกษาข้อมูลอุทยานแห่งชาติ ในฝั่งทะเลอันดามัน จำนวน 16 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 1 แห่ง เพื่อเตรียมนำเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งได้เคยตั้งข้อสังเกตถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ อาจจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงว่า ตอนนี้ตนไม่ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวแล้ว ส่วนตัวเชื่อว่าสถิติตัวเลขนักท่องเที่ยวในหลายปีก่อนของเกาะพีพี ก็น่าจะเกินล้านคนอยู่แล้ว แต่การนับในสมัยนั้นเขานับกันอย่างไร...

ดร.ศักดิ์อนันต์ กล่าวต่อว่า ในปี 58 หากเราสังเกตดูจะพบว่า ตัวเลขรายได้จากเกาะพีพีเพิ่มขึ้นมา จาก 20 กว่าล้าน เป็น 80 กว่าล้าน เพราะเขามีการส่งผู้ตรวจราชการลงไปในพื้นที่เพื่อตรวจสอบ กระทั่งปี 2559 มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ตัวเลขจึงพุ่งขึ้นเป็น 500 ล้านบาท หากดูตามสถิติจะสังเกตได้ว่า การเก็บเงินค่อนข้างรั่วไหลในช่วงปีก่อนๆ ที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้น ทางกรมฯ ก็ต้องไปตั้งกรรมการสอบกับคนเก่า ๆ ว่าทำไมเป็นแบบนั้น ส่วนข่าวที่ระบุว่าตั้งกรรมการสอบคนใหม่ที่ทำรายได้ดีนั้น คิดว่าไม่น่าใช่ อาจจะเกิดจากข้อผิดพลาดบางอย่าง

ส่วนที่มีปัญหาคือ ชาวบ้านอาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมเก็บเงินไปตั้งเยอะ ไม่เอาเงินมาใช้จ่ายอำนวยความสะดวกให้บริการ ซึ่งเรื่องนี้ มีการชี้แจงแล้วว่าเงินที่เก็บได้ ได้มีการส่งเข้าส่วนกลางและหัวหน้าอุทยานต้องทำเรื่องอนุมัติ ซึ่งจะมีบ้างประมาณ 20% ที่ทางเกาะเก็บได้แล้วขอใช้ แต่ถ้าเป็นโครงการใหญ่ๆ ก็ต้องทำเรื่องขอ

“ตอนที่ศึกษาข้อมูลอุทยานแห่งชาติในทะเลอันดามัน 16 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 1 แห่ง ตั้งแต่ 2553-2557 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวก็น้อยเนื่องจากมีระบบการจัดเก็บไม่ดี รั่วไหลมาก กระทั่งปีที่ผ่านมา หลังจากมีประเด็นเรื่อง “เกาะตาชัย” และปัญหาอุทยานแห่งชาติทางทะเล ก็มีการจัดเก็บอย่างจริงจัง ทั้งนี้ เกาะพีพี ถือว่าเที่ยวได้ทั้งปี รายได้จึงได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนสิมิลัน นั้น เริ่มเก็บอย่างจริงจังช่วงตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งก็พอดีมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นทำให้รายได้เห็นเด่นชัด”

เมื่อถามว่า เท่าที่ศึกษาข้อมูลคิดว่า การจัดเก็บค่าเข้าเที่ยวมชมอุทยานแห่งชาติ 16 แห่ง เหล่านี้ รั่วไหลขนาดไหน ดร.ศักดิ์อนันต์ ถึงกับร้องอุทาน และหัวเราะเล็กน้อยแล้วตอบว่า “ก็ลองดูตัวเลขปัจจุบันก็พอว่ารั่วแค่ไหน คาดว่าน่าจะประมาณ 10-20 เท่าของแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ที่เห็นตัวอย่างง่ายๆ อย่างเกาะพีพี เคยเก็บได้ 20 กว่าล้าน แต่เมื่อมาเก็บจริงจังในปี 59 ได้ 500 ล้าน"

ดร.ศักดิ์อนันต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การเก็บรายได้นั้นอาจจะไม่เพิ่มสูงทุกแห่ง เพราะแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งก็มีนักท่องเที่ยวไม่มากจริงๆ เช่น อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เขาไม่เก็บคนในท้องถิ่น บางทีนักท่องเที่ยวก็ไม่ได้เก็บ เนื่องจากเป็นอุทยานที่ไม่มีชื่อเสียง ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่น่าจะมีนักท่องที่ยวมากอันได้แก่ เกาะพีพี อ่าวพังงา ซึ่งทั้ง 2 แห่งนี้เที่ยวได้ทั้งปี ตะรุเตา สิมิลัน โดยเฉพาะสิมิลัน จะเที่ยวได้เป็นฤดูกาล ส่วนหมู่เกาะสุรินทร์ นั้น นักท่องเที่ยวลดลง เพราะมี 2 ปัจจัย คือ ปะการังตาย เมื่อปีก่อน นอกจากนี้ ยังเดินทางไกลและลำบาก ก็เป็นส่วนหนึ่ง

“ปีนี้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวกันมากจริงๆ โดยเฉพาะทัวร์จากประเทศจีน และเชื่อว่าปีที่ผ่านมาก็น่าจะมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวเกาะฮิตๆ หลักล้านคน แต่ที่ส่งตัวเลขมากลับไม่ถึง ส่วนหนึ่งอาจจะมีระบบจัดเก็บไม่ดีพอ บางคนอาจจะไม่จ่าย แต่เมื่อมีการความเข้มข้นขึ้น ก็ถูกบังคับให้จ่าย อยากให้ทางภาครัฐอนุมัติเงินมาใช้ในพื้นที่ให้เร็วที่สุด เช่น ทำทุ่นจอดเรือ วางแผนในพืนที่ หากเปิดไฮซีซั่น ครั้งหน้า ทุกอย่างต้องพร้อม เพราะเราเก็บเงินเขาไปแล้วเราก็ต้องพร้อมดูแล ในขณะเดียวกัน ก็ต้องอนุรักษ์ทรัพยากรให้ดีด้วย ทำสื่อต่างๆ เช่น องค์ความรู้บอก เขาจ่ายเงิน 300-400 บาท ไม่มีอะไรให้เขาดูหรือองค์ความรู้ใดๆ เลย ห้องน้ำห้องส้วมก็ควรมีให้พอ แต่ก็ต้องรักษาดูแลให้ดีไม่ให้มีผลกระทบกับธรรมชาติ” ดร.ศักดิ์อนันต์ กล่าวทิ้งท้าย

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
เขาว่าสังคมการทำงาน เราจะพบเจอคนหลายประเภท มีบ้างประเภทชอบ "เอาหน้า" ทั้งที่ไม่ใช่ผลงานตัว บ้างชอบ "เชลียร์" หวังเจริญก้าวหน้า บางพวก​ "รับชอบ" แต่ไม่ค่อย "รับผิด" หรือแม้แต่การเลือกเลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือน บางทีเจอคำครหา... 15 ก.ย. 2559 18:00 16 ก.ย. 2559 11:13 ไทยรัฐ