วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มหากาพย์! สู้น้ำเดี๋ยวท่วมเดี๋ยวแล้ง

ราวกลางปีที่แล้ว ถ้ายังจำกันได้ “ภัยแล้ง” แผ่อิทธิพลเป็นวงกว้างจ่อวิกฤติใกล้กรุงเทพฯ แม้แต่พื้นที่จังหวัดปทุมธานีหลายเขตก็ประสบปัญหาขาดแคลน “น้ำประปา” เพราะไม่มี “น้ำดิบ” มาผลิต

หลายคนได้ยินชื่อ “แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศและสถานการณ์ภัยแล้ง” เป้าหมายเพื่อป้องกัน แก้ปัญหาอุทกภัย...ภัยแล้ง...คุณภาพน้ำ

เดี๋ยว...“น้ำท่วม” เดี๋ยว...“ภัยแล้ง” เหตุธรรมชาติที่คนไทยต้องเผชิญ...เทวดาบันดาล หรือมีอะไรผิดพลาด? น้ำมาก...บริหารจัดการดี น้ำก็จะไม่ท่วม น้ำน้อย...บริหารจัดการอย่างไรถึงจะไม่เกิดภัยแล้ง

“น้ำ” เป็นทรัพยากรพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ป่าไม้ต้นน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำตามธรรมชาติถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้เกิดปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ความสามารถในการกักเก็บน้ำและการชะลอน้ำลดลง บวกกับแหล่งเก็บกักน้ำที่พัฒนาขึ้นมีสัดส่วนที่น้อยกว่าปริมาณน้ำท่า ไม่สอดคล้องกับความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้น...ไม่ครอบคลุมทุกลุ่มน้ำ แถมด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จึงทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว ปัญหาคุณภาพน้ำที่มีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำทุกๆด้านอย่างยั่งยืน ในปี 2558 ครม.จึงเห็นชอบแผน “ยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานยกร่าง

กำหนดระยะเวลาดำเนินการให้ได้ภายใน 12 ปี (2558-2569) แต่พอรัฐบาลกำหนด “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579)” ทำให้ต้องปรับเป้าหมาย แนวทางดำเนินงานใหม่ให้สอดคล้อง

พุ่งเป้าไปที่ยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี อยู่ในความรับผิดชอบของ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 6 ด้าน...การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค, การสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม), การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย, การจัดการคุณภาพน้ำ, การฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม...ป้องกันการพังทลายของดิน, การบริหารจัดการน้ำ

เป้าหมาย “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุลโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน”

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานบอกว่า กรมฯเข้าไปเกี่ยวข้องในทุกยุทธศาสตร์ แต่ที่ กนช.มอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบคือยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำภาคการผลิต และการจัดการน้ำท่วม...อุทกภัย ซึ่งดำเนินงานเกื้อหนุนกันและกันได้

“การสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำภาคการผลิตเป็นยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคม...เศรษฐกิจประเทศ ภาคการเกษตรจะเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เป็นภาคที่ใช้น้ำมากที่สุด เพราะน้ำเป็นปัจจัยหลักในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ส่วนภาคอุตสาหกรรมจะมีบทบาทสำคัญของเศรษฐกิจระดับประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ...ทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว”

ปัญหามีว่า หากไม่มีการวางแผนเพิ่มความมั่นคงในเรื่อง “น้ำภาคการผลิต” แล้ว ไม่เพียงแต่วิกฤติขาดแคลนน้ำทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ยังส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้และน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศในอนาคตเกิดขึ้นแน่นอน

แผนเดิมกระทรวงเกษตรฯ วางเป้าหมายสร้างความมั่นคงน้ำภาคการผลิตใหม่ภายในปี 2569 จะต้องเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้อีกอย่างน้อย 8.7 ล้านไร่...เพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำอีก 4,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้สามารถบริหารจัดการได้ 9,500 ล้านลูกบาศก์เมตร

ดร.สมเกียรติ บอกว่า หากทำได้ตามตัวเลขที่ว่านี้ มั่นใจได้ว่าจะเพียงพอที่จะสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับภาคการผลิตได้ภายในระยะ 12 ปีได้ แต่เมื่อขยายระยะเวลาออกไปเป็น 20 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติแล้ว กรมชลประทานจึงปรับเป้าหมายใหม่

“เราจำเป็นต้องขยายพื้นที่ในเขตชลประทานเพิ่มขึ้น วันนี้พื้นที่เกษตรกรรมทั้งประเทศมี 149 ล้านไร่...อยู่ในเขตชลประทาน 30ล้านไร่ ที่เหลืออีก 119 ล้านไร่...เป็นพื้นที่การเกษตรน้ำฝน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่ผลผลิตจะได้รับความเสียหาย เพราะภัยจากน้ำท่วม หรือ...ภัยจากฝนแล้ง”

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า พื้นที่เกษตรกรรมทั้ง 119 ไร่ในทางเทคนิคที่สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่ในเขตชลประทานทำได้อีกประมาณ 18.8 ล้านไร่ ต้องเร่งทำภายในปี 2579

สำหรับ “ปริมาณน้ำต้นทุน” นั้น กำหนดเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ รณรงค์ให้มีการประหยัดน้ำ ใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ส่วนจะสร้างแหล่งกักเก็บต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร ถึงตรงนี้ต้องบอกว่ายังไม่ได้กำหนดเป้าหมายเอาไว้ เพราะอาจจะมีการประยุกต์นำนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำต้นทุน”

ที่ผ่านมา...ปัญหาหลักของการบริหารจัดการคือ การขาดปริมาณน้ำต้นทุนมาใช้ในการบริหาร

เนื่องจากปัจจุบันบางลุ่มน้ำยังไม่มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ทำให้ขาดแคลนการกักเก็บน้ำ เช่น ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำแม่กก ลุ่มน้ำโตนเลสาบ หรือแม้แต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำต้นทุน...ต้องอาศัยน้ำจากลุ่มน้ำอื่นๆ ทำให้ไม่เพียงพอกับความต้องการที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายแล้ว...การสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำภาคการผลิต จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนขยายพื้นที่ชลประทาน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของเกษตรกรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปลูกพืชใช้น้ำน้อยลง...ช่วยให้มีน้ำต้นทุนเหลือที่จะไปสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่อื่นๆ เช่น ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง

ถัดมา...การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่ในปัจจุบันให้สามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้น เช่น บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์, กว๊านพะเยา จ.พะเยา, บึงสีไฟ จ.พิจิตร แต่ปัญหาสำคัญคือพื้นที่บางแห่งถูกบุกรุก ตื้นเขิน ต้องขุดลอก วางระบบการบริหารจัดการน้ำใหม่และพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำแห่งใหม่

ปัญหาสำคัญ...การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ขนาดใหญ่ หรือแม้แต่โครงการผันน้ำต่างๆต้องใช้ระยะเวลานานหลายปี ต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หากโครงการที่จะดำเนินการอยู่ในพื้นที่ป่าจะต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำนั้นๆ

ที่ผ่านมาหลายโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนงานที่วางไว้ เนื่องจากกระบวนการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าเพื่อเข้าศึกษาวิจัยและก่อสร้างมีหลายขั้นตอน ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะผ่านไปได้แต่ละขั้น

รวมทั้งยังมีปัญหาความเห็นแย้ง...ความเห็นต่างในสังคมเกี่ยวกับการพัฒนาและการอนุรักษ์ก็เป็นอุปสรรคสำคัญ เช่น การสร้างอ่างฯแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ อ่างฯลำแซะ จ.ชุมพร อ่างฯยมบน-ล่าง จ.แพร่ และอ่างฯห้วยสะโตน จ.สระแก้ว

ยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำประเทศไทย ฝากไว้ในมือคุณ (รัฐบาล)...เราทุกคนคงได้แต่หวัง การแก้ปัญหา “น้ำท่วม”...“น้ำแล้ง” จะสำเร็จลุล่วงเห็นผลได้อย่างแท้จริง.

ราวกลางปีที่แล้ว ถ้ายังจำกันได้ “ภัยแล้ง” แผ่อิทธิพลเป็นวงกว้างจ่อวิกฤติใกล้กรุงเทพฯ แม้แต่พื้นที่จังหวัดปทุมธานีหลายเขตก็ประสบปัญหาขาดแคลน “น้ำประปา” เพราะไม่มี “น้ำดิบ” มาผลิต... 15 ก.ย. 2559 13:41 ไทยรัฐ