วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฉะลวงโลก เลิกศาลทหาร

วัฒนาจับผิดคำสั่งคสช. บิ๊กตู่ยันไม่มีใครกดดัน

สปท.เสียงท่วมท้นผ่านข้อเสนอยกร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.-พ.ร.บ.พรรคการเมือง “วันชัย” โต้วุ่นห้อยโหนแลกเก้าอี้ ส.ว. หวังล้าง ส.ส.นักตบทรัพย์พ้นวงโคจร “เสรี” เสียงแข็งถ้าไม่กล้ารีเซ็ตการเมืองจะมาปฏิรูปทำไม “สมชัย” ชงอีกโมเดลปฏิรูปเลือกตั้งขึ้นค่าสมัคร ส.ส.เป็น 1 หมื่นบาท ตีกรอบว่าที่นายกฯต้องดีเบต คงหลักการควักใบเหลือง-ส้ม-แดง แกนนำ ปชป.หารือแก้เกม ก.ม.พรรคการเมือง วอน คสช.คลายกฎเหล็ก “บิ๊กตู่” ปัดไม่มีใครกดดัน ตัดสินใจเองคลายอำนาจศาลทหาร ประสานเสียง “บิ๊กป้อม” ถ้าคุมไม่อยู่ก็งัดขึ้นมาใช้ใหม่ได้ “วิษณุ” แจกแจงยังมีคดีค้างอยู่ในศาลทหาร 500 คดี “วัฒนา” รู้ทันแค่เกมลวงโลก ครม.ไฟเขียวโยกย้ายลอตใหญ่มท. 30 ตำแหน่ง สิงห์ทองผงาดขึ้นเป็นแผง “สุจินต์” ผลงานกำจัดผักตบเข้าตา วางมือดี “พิบูลย์” สางปมภูทับเบิก นายกฯปิ๊งไอเดียหนุนผลิตละครน้ำดีสร้างปรองดอง

ข้อเสนอในการจัดทำร่างกฎหมายลูก ต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังมีเข้ามาต่อเนื่อง ล่าสุดที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติด้วยเสียงท่วมท้นกับข้อเสนอจัดทำร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.

สปท.ถกข้อเสนอร่าง ก.ม.ลูกสองฉบับ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 กย.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ทำหน้าที่ ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาข้อเสนอการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เป็นวันที่สอง โดยนายวิทยา แก้วภราดัย กมธ.ด้านการเมือง กล่าวว่า กมธ.ฯไม่ได้เขียนให้ คสช.เข้ามาจัดการเลือกตั้ง ไม่ปรากฏตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียวที่ให้ คสช.มาจัดการเลือกตั้ง เป็นการบิดเบือนข้อความมากกว่า

โต้วุ่นห้อยโหนแลกเก้าอี้ ส.ว.

นายวันชัย สอนศิริ โฆษก กมธ.ด้านการเมือง กล่าวว่า ตนและนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ด้านการเมือง ไม่ได้ห้อยโหนใคร มีแต่พวกเห่าหอนเท่านั้น กมธ.ระดมความเห็นรอบด้านมาเป็นปี ไม่ได้แกล้งทำลายใคร การกล่าวหาว่าทำเพื่อหวังเป็นหนึ่งใน 250 ส.ว.นั้น ถ้าทำเรื่องนี้แล้วเนรมิตให้ตัวเองได้เป็น ตนก็อยากเป็น แต่ดูแล้วเป็นการพูดเรื่อยเปื่อย เป็นการกล่าวหาที่ไกลเกินไป เพื่อทำลายเนื้อหาและเจตนาดีของ สปท. ที่ต้องการให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ไม่ใช่การเมืองหาประโยชน์หรือการเมืองตบทรัพย์ ส.ส.บางคนนั่งเครื่องบินฟรี

เพื่อสะสมไมล์ ยังเคยพูดกันว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ห้อง กมธ.งบประมาณเรียกกันว่าเป็นห้องตบทรัพย์ อดีตอธิบดีบางคนใน สปท. ยืนยันว่าถูกเรียกรับเงินตบทรัพย์จริง โดย ส.ส.ที่เป็น กมธ.งบประมาณ ห้อง กมธ.งบประมาณจึงเป็นที่ทำมาหากินของนักการเมืองบางกลุ่ม แล้วมาลอยหน้าเป็นรัฐมนตรี

เสียงท่วมท้นหวังรีเซ็ตการเมือง

นายวันชัยกล่าวว่า ข้อเสนอกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับนี้ สมาชิก สปท.ควรให้ความเห็นชอบเพื่อนำไปปรับปรุงให้ดีที่สุด และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามนายสมพงษ์ สระกวี กมธ.ด้านการเมือง ประท้วงว่า สิ่งที่นายวันชัยพูดเป็นการดูหมิ่นดูแคลนพรรคการเมือง เหมือนนำ สปท.ไปปะทะกับพรรค การเมือง เป็นการพูดฝ่ายเดียวโดยที่พรรคการเมืองไม่มีโอกาสตอบโต้ ถือว่าไม่สมควร ทำให้นายวันชัยต้องยอมถอนคำพูด

ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ด้านการเมือง กล่าวว่า หาก สปท.ไม่กล้าเสนอเรื่องที่ทำให้การเมืองดีขึ้น ไม่กล้ารีเซ็ต หรือเสนออะไรใหม่ๆ แล้วจะมาปฏิรูปกันทำไม ข้อเสนอนี้อาจดูรุนแรงบ้าง แต่เจตนาคือต้องการให้มีกฎหมายปราบโกง เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปราบโกง การให้กระทรวงมหาดไทยมาช่วยงาน กกต. ไม่ได้เสนอให้กระทรวงมหาดไทยมาช่วยอย่างเดียว แต่ให้หน่วยงานอื่นมาร่วมด้วย เพราะต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น และ คสช.ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง

จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. ด้วยคะแนน 136 ต่อ 2 เสียง และเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง 154 ต่อ 0 งดออกเสียง 17

“มีชัย” ไม่ยุ่งวางกรอบจริยธรรม

ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องการให้การเลือกตั้งอยู่ภายใต้ การพิจารณาของศาลปกครองว่า คิดว่ายังไงก็ต้องอยู่ที่ศาลปกครอง หรือศาลยุติธรรม ศาลใดศาลหนึ่ง การฟ้องไปยังศาลปกครอง บางทีศาลปกครองอาจไม่ลงโทษ แต่ฟ้องศาลยุติธรรมอาจลงโทษได้หากพบกรณีทุจริตเลือกตั้ง กรธ.จะพิจารณาไปที่ความรวดเร็วว่าการเลือกตั้งอยู่ที่ความรับผิดชอบของศาลใดจึงจะเร็วกว่ากัน เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระเตรียมหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม นายมีชัยตอบว่า กรธ.ไม่ได้กำหนดกรอบชัดเจน แต่ให้องค์กรอิสระมีอิสระในการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของตัวเอง ให้เสร็จภายในเวลา 1 ปีตามที่ระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่เสร็จตามกรอบเวลานี้ต้องพ้นจากตำแหน่งไป แต่เมื่อเขาจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมเสร็จก็ส่งมาให้คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สปท. หากแม่น้ำ 3 สาย เห็นว่ามีอะไรต้องเพิ่มก็เสนอแนะไป จากนั้นประกาศเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมได้เลย

“สมชัย” ปลื้มโมเดลปฏิรูปเลือกตั้ง

ที่สำนักงาน กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงภายหลังการประชุม กกต.ถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ว่า คาดว่าจะพิจารณาเสร็จภายในวันที่ 15 ก.ย. และวันที่ 16 ก.ย. ประธาน กกต.จะลงนามส่งให้ กรธ.พิจารณา ตนได้เสนอ 4 ประเด็นเพื่อปฏิรูปการจัดเลือกตั้ง ซึ่งที่ประชุมให้ความเห็นชอบและจะนำมาบรรจุในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เชื่อว่าจะทำให้การจัดเลือกตั้ง ส.ส.มีคุณภาพ และลดต้นทุนการเลือกตั้ง ได้แก่ 1.ปฏิรูปกลไกการรับสมัคร แก้ปัญหามีผู้สมัครจำนวนมาก โดยเพิ่มค่าสมัครของผู้สมัคร ส.ส.เขต เพิ่มเป็น 10,000 บาท จากเดิม 5,000 บาท แต่ถ้าได้คะแนนเกินร้อยละ 5 หรือ 4-5 พันคะแนนขึ้นไปจะได้รับคืน 5,000 บาท รวมทั้งเพิ่มช่องทางการรับสมัครทางอินเตอร์เน็ต แก้ปัญหาการขัดขวางการเลือกตั้งในอดีต เมื่อรับสมัครเสร็จจึงมาจับสลากหมายเลข เป็นหมายเลขเดียวกันทั้งประเทศ

ตีกรอบว่าที่นายกฯต้องดีเบตได้

นายสมชัยกล่าวต่อว่า 2.ปฏิรูปกลไกการหาเสียง กำหนดให้ลดขนาด จำนวนป้ายหาเสียง สถานที่ติดป้าย กำหนดให้ กกต.ส่งรายละเอียดผู้สมัครถึงประชาชนด้วย เป็นการลดต้นทุนผู้สมัครแต่ละคน และลดค่าใช้จ่ายหาเสียงจาก 1.5 ล้านบาท อาจเหลือเพียง 5 แสนบาท แต่ยังไม่ชัดเจนอยู่ที่การตกลงระหว่าง กกต. กับพรรคการเมืองหลังไฟเขียววันเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของเขตเลือกตั้ง ต้องให้ผู้ถูกเสนอเป็นนายกฯของพรรคนั้น ดีเบตนโยบายประมาณ 5-6 ครั้ง ที่จัดขึ้นโดยสถานีโทรทัศน์ รวมถึงสามารถหาเสียงผ่านอินเตอร์เน็ตได้แต่ข้อมูลต้องนิ่งใน 7 วัน ก่อนการเลือกตั้ง ป้องกันมีการโจมตีฝ่ายตรงข้าม

รื้อระบบลงคะแนน—ประกาศผล

นายสมชัยกล่าวอีกว่า 3.ปฏิรูปการลงคะแนน เพิ่มช่องทางการลงคะแนน จัดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า รวมถึงขยายเวลาลงคะแนน 4.ปฏิรูปการประกาศผล มี 3 อย่าง คือ ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ซึ่งหลักการใบเหลืองและใบแดง ยังเป็นไปตามเดิม คือ ใบเหลืองออกโดย กกต.ก่อนประกาศผล สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ใบแดงออกโดยศาล เป็นการเพิกถอนสิทธิและจ่ายชดเชยค่าเสียหาย สิ่งที่เกิดใหม่ คือ ใบส้ม หากพบว่ากระทำความผิดก่อนการประกาศผล ไม่ว่าก่อนวันเลือกตั้งหรือหลังวันเลือกตั้ง ถ้าเชื่อมโยงกับผู้สมัคร สามารถเอาผู้สมัครออกจากการสมัครในการเลือกครั้งใหม่ และตัดสิทธิ 1 ปี โดย กกต. ส่วนประเด็นใบดำไม่มีในร่างกฎหมายนี้ เพราะอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว สำหรับการจำหน่ายจ่ายแจกสุรา เสนอให้ลดเวลาให้สั้นลงจากเดิมตั้งแต่เวลา 18.00 น.ก่อนวันเลือกตั้ง ถึงเวลา 24.00 น.ของวันเลือกตั้ง มาเป็นเวลา 18.00 น.ของวันเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าหลังปิดหีบ 2 ชั่วโมง การนับคะแนนน่าจะเสร็จสิ้นแล้ว และไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน

ปชป.หารือ ก.ม.พรรคการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ มีการหารือสมาชิกพรรคถึงข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ของ กกต. ต่อ กรธ. อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ นายเทพไท เสนพงศ์ โดยเห็นว่าภาพรวมเป็นข้อเสนอที่ดี ที่ปรับ โทษให้รุนแรงขึ้น ทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน แต่ยังมีข้อสังเกตหลายกรณี คือ 1.กรณีเงินอุดหนุนพรรคการเมือง เดิมที่เสนอให้พรรคเก็บค่าบำรุงจากสมาชิกพรรคคนละ 20 บาทแต่ไม่เกิน 200 บาทต่อปีต่อคน และรัฐจะอุดหนุนผ่านกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง เท่ากับจำนวนที่พรรคเก็บได้ ซึ่ง กกต.ไม่ได้ระบุไว้ ถือว่าไม่ชัดเจน 2.กรณีการลงโทษพรรคและกรรมการบริหารพรรค หากลูกพรรคทำผิด กฎหมาย เช่น การทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้ง หาก กก.บห.รู้เห็น ไม่ทักท้วง ให้ลงโทษปลด กก.บห.ทั้งคณะและตัดสิทธิการเมือง 10 ปี พรรคเห็นด้วยแต่เห็นว่าควรต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดอีกชั้นหนึ่ง

วอน คสช.ปล่อยผีประชุมพรรค

3.ข้อเสนอที่ให้นิติบุคคลหรือบุคคลบริจาคเงินสนับสนุนพรรคการเมืองผ่านการชำระภาษีประจำปี จากเดิมปีละ 100 บาทต่อคน เป็น 500 บาทต่อคน พรรคเห็นด้วย เพราะไม่ต้องพึ่งพาเงินจากนายทุนและกลุ่มทุนใหญ่ 4.กรธ.ระบุว่าจะเปิดเวทีกลางให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นใน วันที่ 28 ก.ย. พรรคเห็นว่า คสช.ควรคลายกฎให้พรรคการเมืองจัดประชุมสมาชิกพรรคเพื่อหารือ และแสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอต่างๆ เพื่อความเป็นเอกภาพให้ได้ข้อเสนอในภาพรวมของพรรคดีกว่าให้เสนอเป็นความเห็นส่วนบุคคลที่ไร้เอกภาพ ยุ่งยาก และหาจุดจบไม่ได้ จึงขอเรียกร้องให้พรรค การเมืองประชุมได้ในบางกรณีที่จำเป็นในช่วงยกร่างกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ชี้ปม ส.ว.ชงชื่อนายกฯขัด รธน.

นอกจากนี้ ยังหารือถึงกรณีคำถามพ่วงของ สนช. ที่เสนอให้ ส.ว.แต่งตั้งมีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภาด้วย โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าข้อเสนอของ สนช. ขัดต่อมาตรา 159 วรรค สองของร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ที่ระบุชัดเจนว่าให้คงสิทธิ ส.ส.เป็นผู้เสนอชื่อนายกฯ กรณีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะชี้ขาด จึงต้องรอฟังศาล

“วิษณุ” แจกแจงคำสั่ง หน.คสช.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 55/2559 ยกเลิกคดีบางประเภทที่เป็นไปตามประกาศ คสช. 3 ฉบับ จากอยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้เป็นอำนาจการพิจารณาของศาลยุติธรรม ว่า คดีทั้งหมดแบ่งเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย คดีตามความผิดมาตรา 112 มาตรา 116 เกี่ยวกับวัตถุระเบิด อาวุธปืน ดอกไม้เพลิง และคดีที่เกี่ยวกับการขัดคำสั่ง คสช. จากเดิมให้ขึ้นศาลทหาร เปลี่ยนให้มาขึ้นศาลยุติธรรมหรือศาลพลเรือนแทน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. หากมีการกระทำผิดต้องไปขึ้นศาลพลเรือน ส่วนคดีเดิมที่อยู่ในศาลทหารไม่สามารถโอนมาศาลปกติได้ เนื่องจากบางคดีก็มีการสืบพยานไปแล้ว หากโอนมาจะทำให้เกิดความยุ่งยาก

ยังมีคดีค้างศาลทหาร 500 คดี

นายวิษณุกล่าวว่า คดีที่อยู่ในศาลทหารมีทั้งหมด 1,500 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ 1,000 คดี ค้างอยู่อีก 500 คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนผู้ที่กระทำความผิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับพวกที่ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร คือผู้ที่กระทำผิดในพื้นที่ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก คือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับทหารที่ทำความผิด ทั้งหมดก็ต้องขึ้นศาลทหาร ส่วนของขั้นตอนการจับกุมนั้น เจ้าหน้าที่ทหารยังคงมีอำนาจเช่นเดิม เพียงแต่จับแล้วต้องนำส่งศาลพลเรือน ทหาร ตำรวจ ยังมีอำนาจเข้าจับกุมด้วยกัน จากเดิมจับเสร็จแล้วส่งไปที่อัยการทหาร แล้วส่งต่อไปยังศาลทหาร ของใหม่จับเสร็จส่งตัวยังเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วส่งต่ออัยการและศาลพลเรือน

“บิ๊กป้อม” ขู่คุมไม่อยู่ก็ใช้ใหม่ได้

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า การออกคำสั่งดังกล่าวของหัวหน้า คสช. เพราะสถานการณ์มีความเรียบร้อยดีแล้ว และเชื่อว่าสามารถคุมสถานการณ์ได้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. บอกว่าหากคุมไม่อยู่ก็สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ ที่ทำแบบนี้เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามประชาธิปไตย

ปัดถูกกดดันให้เลิกใช้ศาลทหาร

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า การให้กลับไปขึ้นศาลยุติธรรมปกติ ถือเป็นเรื่องดีทำให้สถานการณ์ผ่อนคลาย ต้องขอบคุณประชาชน เพราะคนในประเทศส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ อาจมีปัญหาเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่เป็นอะไร นายกฯต้องการให้อยู่ในระบบสากล เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพราะแรงกดดันจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพราะตั้งแต่ คสช.เข้ามา นายกฯมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงมาตลอด สิ่งที่ทำเพื่อความสอดคล้องกับสถานการณ์ ถ้าอะไรไม่สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองก็คงไม่ทำ ทั้งหมดนี้เกิดจากสถานการณ์ภายในประเทศ ส่วนปัญหาความมั่นคงถ้าจะเกิดก็เฉพาะกลุ่มเดิมๆ เล็กๆน้อยๆเท่านั้น ถือเป็นการผ่อนคลายสถานการณ์เข้าสู่การเลือกตั้ง

“ดอน” ยันไร้แรงกดดันจากใคร

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า จากคำสั่งหัวหน้า คสช. ถือเป็นพัฒนาการที่ดีขึ้น ไม่ใช่แรงกดดันจากภายนอกหรือจากใคร และไม่ใช่เพราะเสียงท้วงติงจากการรายงานต่อที่ประชุมคณะทำงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (ยูพีอาร์) รับทราบมาเป็นเดือนแล้วว่าจะมีการผ่อนคลายเกิดขึ้น เพราะมีบรรยากาศดีขึ้น มั่นใจขึ้น เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี เมื่อถามว่าเป็นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.จะไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก ระหว่าง 17-23 ก.ย. จึงยกเลิกหรือไม่ นายดอนกล่าวว่า การประชุมครั้งที่แล้วไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ และครั้งนี้ก็ไม่ได้หารือเรื่องดังกล่าว

โฆษกศาลชี้มีผลตามราชกิจจาฯ

นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 55/2559 บรรดาการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ตั้งแต่มาตรา 107-112 และความผิดต่อความมั่นคงต่อรัฐ ภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113-118 คดี ที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ซึ่งได้กระทำตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ คือวันที่ 12 ก.ย.2559 เป็นต้นไป ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา ให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหารอีกต่อไป เว้นแต่การกระทำความผิดกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร บัญญัติให้เป็นอำนาจของศาลทหารนั้นก็ยังคงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารต่อไป

“ศรีวราห์” บอกเข้าสถานการณ์

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ในคำสั่งระบุไว้แล้วว่าถ้าเหตุที่เกิดก่อนวันที่ 12 ก.ย.2559 ให้ดำเนินการไปตามปกติ ดังนั้น เหตุที่เกิดหลังวันที่ 12 ก.ย. ถ้าจะขออนุมัติหมายจับก็ต้องเปลี่ยนจากศาลทหารเป็นศาลพลเรือน และเปลี่ยนอัยการในการส่งคดีเท่านั้น และคงไม่มีผลต่อการทำสำนวนของตน แต่น่าจะส่งผลให้ต่างประเทศมองประเทศไทยว่าเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เห็นด้วยว่าการออกคำสั่งในสถานการณ์แบบนี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกอย่างกำลังเป็นไปในทิศทางที่ดีตามลำดับ

ปลัด ยธ.รับมาจากข้อเสนอ UPR

ที่กระทรวงยุติธรรม นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวภายหลังการเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการเผยแพร่ผลการทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยตามกลไก Universal Periodic Review (UPR) ว่า หลังเดินทางไปนำเสนอรายงานต่อคณะทำงาน UPR เมื่อวันที่ 11 พ.ค.59 ทำให้ประเทศไทยได้รับข้อเสนอแนะจากประเทศต่างๆ 249 ข้อ ซึ่งประเทศไทยรับมา 181 ข้อ โดยประเด็นเรื่องการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารมาเป็นศาลยุติธรรม ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีความคิดเห็นให้ยกเลิก หรือโอนไปศาลยุติธรรม และวันที่ 23 ก.ย.นี้ นายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ต้องไปรายงานผลการรับข้อเสนอแนะ อย่างไรก็ตามแม้ในส่วนคดีที่ยังค้างอยู่ในศาลทหาร ก็มีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้กระทำผิดเช่นเดียวกันกับศาลยุติธรรม

“วัฒนา” ซัด คสช.แค่เกมลวงโลก

ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “เลิกโกหกคนไทยและชาวโลก” ว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ยกเลิกการเอาพลเรือนไปขึ้นศาลทหาร ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเป็นการหลอกลวงคนไทยและชาวโลก เพราะคุ้มครองเฉพาะความผิดที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่คำสั่งนี้มีผลบังคับ ส่วนคดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทุกคดียังคงต้องขึ้นศาลทหารต่อไป เป็นเพียงการแก้ผ้าเอาหน้ารอดของ คสช. เพราะประเทศไทยต้องเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วันที่ 13-30 ก.ย.นี้ หาก คสช. มีความจริงใจตามที่อวดอ้างควรยกเลิกบรรดาประกาศหรือคำสั่งที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชน ได้แก่ ประกาศหรือคำสั่งที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในทางเป็นผลร้ายกับประชาชน เพราะประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ รวมถึงมีกฎหมายและศาลยุติธรรมที่สามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชนอยู่แล้ว เลิกหลอก ลวงคนไทยและชาวโลกเสียที เพราะไม่มีใครเชื่อ

ชักชวนร่วมใจปั่นถวายพ่อหลวง

สำหรับบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล กรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นำคณะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ครบ 70 ปี “ปั่นรวมใจถวายพ่อหลวง Bangsai Bike for King” วันที่ 30 ต.ค. ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ ระยะทาง 79 กิโลเมตร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ออกกำลังกายก่อนประชุม ครม.จะได้ไม่โมโห พร้อมเอ่ยชวนสื่อมวลชนช่วยกันประชาสัมพันธ์กิจกรรม เป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

รำพึงไม่มีใครทำให้ทุกคนชอบได้

จากนั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นำผู้ชนะเลิศการประกวดคำขวัญการประชุม 2nd WIF และ 67th IEC เข้ารับรางวัลจากนายกฯ พร้อมกับประชาสัมพันธ์การจัดการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 2 (The 2nd World Irrigation Forum) และการประชุมมนตรีฝ่ายบริหารระหว่างประเทศครั้งที่ 67 (The 67th Internationnal Executive Council Meeting) โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้เปิดประตูน้ำจำลองก่อนกล่าวกับผู้ได้รับรางวัลว่า หลายจังหวัดดีขึ้น และพึงพอใจมาตรการต่างๆของรัฐบาลที่ทำได้อย่างมั่นคงยั่งยืน ไม่ใช่ทำเฉพาะหน้า ขณะที่ผู้รับรางวัลประกวดคำขวัญได้กล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ว่า “ชาวเชียงใหม่ฝากความระลึกถึงมา” พล.อ.ประยุทธ์จึงถามกลับว่า “คิดถึงทุกคนหรือเปล่า คิดถึงทุกคนมันเป็นไปไม่ได้หรอก วันนี้ไม่พอใจไม่เป็นไรไม่มีใครทำให้ใครชอบทุกคนได้”

ลุยอีเวนต์ในสภาพครึ้มฟ้าครึ้มฝน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้คนบอกว่ารายได้ตกของแพง เราต้องอธิบายว่าอะไรคืออะไร การแก้ปัญหาน้ำเรากำลังทำทุกอย่างต้องแก้ปัญหาสอดคล้องกันหมด ครม.วันนี้จะประชุมเตรียมรับสถานการณ์น้ำหลากและพายุดีเปรสชัน ต้องคิดเตรียมการไม่ใช่เกิดแล้วมาแก้จ่ายเงินจ่ายทองอย่างเดียว ทั้งหมดต้องนำไปสู่ประชารัฐเป็นของประชาชนเอง และในปี 2050 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้น ปัญหาหลักคืออาหาร ดังนั้นประเทศไทยต้องเข้าอยู่ในห่วงโซ่นี้ให้ได้ตั้งแต่บัดนี้ ต้องเตรียมการให้พร้อม โดยก่อนขึ้นห้องประชุม ครม. ผู้สื่อข่าวสอบถาม พล.อ. ประยุทธ์ถึงแหวนทองวงใหม่ประดับพลอยนพเก้าที่สวมไว้ที่นิ้วชี้ด้านขวา พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “วงนี้มีมานานแล้ว นำมาใส่ก็เพื่อเวลาต่อยจะได้หนักๆ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดอีเวนต์เพื่อประชาสัมพันธ์งานต่างๆให้ พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมโปรโมตได้ย้ายจากหน้าตึกบัญชาการเข้าไปอยู่ที่บริเวณห้องโถงใต้ตึกบัญชาการ เพราะสภาพอากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝน

ต่างชาติเข้าใจติดแค่มาจาก รปห.

ต่อมาเวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แถลงภายหลังประชุม ครม. ถึงการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สมัยสามัญครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 18-24 ก.ย. ว่า นานาชาติเขาเข้าใจ แต่ติดอยู่ อย่างเดียวคือตนไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น อย่างอื่นเขาทราบถึงความก้าวหน้าในการทำงานของเรา เว้นแต่มีบางคนบางพวกบิดเบือนอยู่ เขาก็แสดงความยินดีในหลายเรื่อง ตนคิดไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เพราะเขาอยากให้เราผ่อนคลายบ้าง จึงตัดสินใจผ่อนคลาย ส่วนวาระประชุมยูเอ็นไม่มีอะไรนอกวาระเพราะไม่ใช่จะไปพูดส่งเดชจะพูดในประเด็นเรื่องการอพยพไม่ปกติ การพัฒนาแบบยั่งยืน ไม่ได้คุยกันเรื่องความแตกแยก คำสั่ง คสช.ออกมาตรา 44 หลายประเทศมียิ่งกว่านี้อีกก็ไม่เห็นพูดเลย ไม่ไปก้าวล่วงเขาเลย

ตัดสินใจเองคลายอำนาจศาลทหาร

ผู้สื่อข่าวถามว่า การตัดสินใจออกคำสั่ง คสช.ให้ขึ้นศาลปกติ เป็นการตัดสินใจเองไม่มีอะไรกดดันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ไม่มีๆ ผมพูดกับรองนายกฯประวิตร ไว้ก่อนจะไปประชุมที่จีนและลาว ว่าใกล้ถึงเวลาแล้วจะหาทางผ่อนคลายอย่างไร ในเมื่อประชาชนมีความสุขมากขึ้น การเคลื่อนไหวต่างๆเบาบางลง แต่ลับๆผมก็ไม่รู้ ให้เป็นเรื่องงานด้านการข่าว ไม่ต้องกลัว ทำอะไรไม่ให้บ้านเมืองเป็นปกติสุขมันก็ผิดกฎหมาย แต่ข้อสำคัญเราจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองเราในสายตาต่างประเทศเข้าใจ อะไรก็ตามที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือไม่เข้าใจแล้วพูดกันออกไป มันทำให้ประเทศชาติเราไม่ได้รับความไว้วางใจ ไม่ได้รับความเชื่อใจ แต่เขายอมรับในสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่วันนี้มาก ถือว่าเป็นความก้าวหน้าอันหนึ่งที่เยอะที่สุด ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความเป็นสากล กฎหมายที่เราออกมาวันนี้เขารับทราบหมด ผมก็ทำเพื่อคนไทย และเพื่อประเทศของท่านทุกประเทศด้วย เพราะต้องมาค้าขายลงทุนกัน”

แต่ถ้าไม่ดีขึ้นงัดอำนาจมาใช้ใหม่

เมื่อถามว่า คำสั่งดังกล่าวจะได้รับการตอบรับที่ดีจากยูเอ็นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่รู้ ต้องไปถามยูเอ็น บอกแล้วว่าถ้าเรียกร้องให้ผ่อนคลาย ก็ผ่อนคลายให้ ความจริงแล้วเป็นการกลับไปสู่กระบวนการยุติธรรมเดิมเท่านั้น เพียงแต่คดีความที่ค้างอยู่เดิมก่อนวันที่ 12 ก.ย. ก็นำเข้าศาลทหาร ถ้าคดีใหม่ก็เข้าสู่กระบวนการปกติ ศาลทหารมีไว้พิจารณาคดีของทหาร คือทหารขึ้นศาลทหาร แต่หากทหารร่วมกันทำความผิดกับพลเรือนก็ขึ้นศาลพลเรือน นี่เป็นระเบียบเดิม อย่าให้คิดยากมากนักเลย แต่ถ้ามันไม่ดีขึ้นมาก็ประกาศใช้ใหม่ก็ได้

ยังไม่ปล่อยมือให้ทหารช่วย ตร.

เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ดีขึ้นจะมีการโอนคดีจากศาลทหารไปศาลยุติธรรมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เขาใช้มาตรา 44 ไม่ใช่หรือ ทำไมมันมีปัญหาอะไร เมื่อถามย้ำว่าจะมีการยกเลิกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 13/2559 ที่ให้เจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ไม่ได้เลิก ผมให้เขามีอำนาจเหมือนเดิม เพียงแต่เอาเข้ากระบวนการยุติธรรมโดยไม่ต้องขึ้นศาลทหาร ไม่เข้าใจหรือเขียนมาตั้งยาว อ่านให้เข้าใจว่า อุตส่าห์คิดแทบตายกว่าจะเขียนออกมาได้แบบนั้น คนปฏิบัติเขารู้เรื่องหมด เว้นแต่พวกเธอ (ผู้สื่อข่าว) ที่ไม่รู้เรื่อง ไม่มีการโอนคดีอะไร เขาประกาศคำสั่งไปแล้ว ไปอ่านดู ใครผิดก็ว่าไปตามผิด จะศาลไหนก็ศาลนั้น ไม่อยากขึ้นศาลก็ไม่ต้องทำความผิดแค่นั้นเอง มันจะยากอะไร”

เมินเสนอใช้ ม.44 ยกเครื่อง กกต.

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงปัญหาภายใน กกต. จะมีผลต่อการเป็นหน่วยงานหลักที่จัดการเลือกตั้งหรือไม่ว่า ยังไม่ลงรายละเอียดตรงนั้น ตอนนี้อยู่ในช่วงการทำกฎหมายลูก ทั้ง กรธ. สนช. กกต. ต้องหารือกัน เตรียมเลือกตั้ง ตนไม่มีความเห็น ถือว่าให้ทุกคนทำงาน ต้องไปหาข้อยุติมาให้ได้ว่า จะทำอย่างไร เมื่อถามว่ามีการเสนอให้ใช้มาตรา 44 ยกเครื่อง กกต.ด้วย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “อันนั้นยังไม่ต้องมาเสนอผม เรื่องของผม”

แจง “อุตตม” ออกตามไฟต์บังคับ

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที ลาออกจากตำแหน่งว่า จำเป็นต้องออก เพราะ พ.ร.บ.ตั้งกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีผลบังคับใช้แล้วจึงต้องออกก่อน ประกอบกับมีการเปลี่ยนชื่อกระทรวงก็ต้องเปลี่ยนตัว โดยให้ พล.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี รักษาการไปก่อน เมื่อถามว่าหลังจากเปลี่ยนชื่อกระทรวงแล้วจะให้นายอุตตมกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ยังไม่ใช่เวลาที่จะตอบคำถามนี้ เดี๋ยวกำลังคิดอยู่ ต้องดูผลงาน ดูว่ามีข้อบกพร่องอะไรหรือไม่ ถ้าไม่มีก็คือไม่มี และต้องดูส่วนต่างๆมาประกอบทั้งหมด ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่การสร้างกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งการขับเคลื่อนของรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังทุกเรื่อง ใครเข้ามาต้องทำตามนโยบายที่กำหนดไว้ เมื่อถามว่าจะถือโอกาสปรับ ครม.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ยังไม่มี ยังปรับไม่ได้ ยังไม่ใช่เวลาของผม”

กำลังไล่จีบคนมานั่งเก้าอี้ รมต.

เมื่อถามว่าในส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยที่ว่างอยู่ 2 ตำแหน่งจะแต่งตั้งเมื่อไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ยังไม่ตั้ง ตอนนี้อยู่ระหว่างพิจารณาหาตัวบุคคล ได้รายชื่อแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าเขาจะรับหรือไม่ ยังไม่ขอบอกว่าเป็นใคร ไม่มีใครเขาบอกก่อน สื่อถามกันทำไมจะวิ่งเต้นหรือ เรื่องนี้เป็นเรื่องของตน ตนตั้งมาเองทั้งหมดกับมือทุกคน ในส่วนของนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ครม. ที่จะเกษียณอายุราชการในปลายเดือน ก.ย.นี้นั้น เขาไม่มารับตำแหน่งรัฐมนตรีอะไรทั้งสิ้น ส่วนตำแหน่งเลขาธิการ ครม. วันนี้ยังไม่มีการแต่งตั้ง และขณะนี้มีรองเลขาธิการ ครม. 3-4 คนทำหน้าที่อยู่ใน ครม. ก็ฝึกทำงานกันต่อไป ถ้าดีก็ได้เป็น ถ้าไม่ดีก็ไม่ได้เป็นทั้งหมด เมื่อถามว่า วันนี้ได้มีการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า สถานการณ์ขณะนี้ถือว่ามีความสงบสุข อยู่ได้ด้วยดี การเมืองมีการเคลื่อนไหวอยู่บ้างในทางเปิด ส่วนในทางปิดก็กำลังสืบสภาพอยู่ ถ้าตรวจพบว่ามีการทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย สิ่งสำคัญคือใครจะเคลื่อนไหวอะไรก็ตาม ขอให้คิดถึงประเทศชาติ ถ้าเคลื่อนไหวมากๆแล้วเศรษฐกิจแย่ ประชาชนเดือดร้อนแล้วจะถือเป็นความผิดของใคร

ยก “พิษสวาท” ละครน้ำดีดึงสติ

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าในที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ปรารภถึงการผลิตละครโทรทัศน์ของไทย อยากให้มีละครที่เกี่ยวกับความปรองดองสมานฉันท์ สอดแทรกประวัติศาสตร์ ความรักชาติรักแผ่นดิน หรือสร้างสรรค์สังคมในรูปแบบอื่นให้มากขึ้น ที่ผ่านมาคนไทยมักบริโภคแต่ละครที่มีความรุนแรง อิจฉาริษยา สร้างความแตกแยก ช่วงเวลาที่ละครออกอากาศเป็นช่วงที่ประชาชนพักผ่อนอยู่กับครอบครัว ควรเปิดพื้นที่ให้ทุกคนซึมซับสิ่งดีงาม โดยยกตัวอย่างละครพิษสวาท บทประพันธ์ของทมยันตี ที่กำลังฉายอยู่ขณะนี้ ที่ให้ข้อคิดสอนใจผู้ชมได้ เตือนสติสังคมรักษาสัจจะ สอนให้คนรู้จักตั้งมั่นในสิ่งที่พูด โดยเฉพาะข้าราชการที่ปวารนาตัวเป็นข้าแผ่นดิน จะทำการด้วยความสุจริตทุกเมื่อ รวมถึงการรักษาสมบัติของชาติ ไม่นำไปเป็นของส่วนตัว เพราะวันหนึ่งจะถูกทวงคืนให้แผ่นดิน ผู้ที่มีความโลภจะไม่ได้อยู่เย็นเป็นสุข รวมถึงละครเรื่องอื่น อาทิ ข้าบดินทร์ เจ้าเวหา วัยแสบสาแหรกขาด

30 ตำแหน่งระดับซี 10 มท.ผ่านฉลุย

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบโยกย้ายข้าราชการในตำแหน่งระดับบริหารสูง (ซี 10) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ รวม 30 ตำแหน่ง ดังนี้ 1.นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผวจ.นครนายก เป็นผวจ.พระนครศรีอยุธยา 2.นายโชคชัย เดชอมรธัญ ผวจ.มหาสารคาม เป็น ผวจ.ภูเก็ต 3.นายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผวจ.น่าน เป็น ผวจ.ลำปาง 4.นายสมฤกษ์ บัวใหญ่ รอง ผวจ.อ่างทอง เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย 5.นายวิศิษฐ คูรัตนเวช รอง ผวจ.อุทัยธานี เป็นผู้ตรวจราชการฯ 6.นางสายพิรุณ น้อยศิริ รองอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน เป็นผู้ตรวจราชการฯ 7.นายไพศาล วิมลรัตน์ รอง ผวจ.ฉะเชิงเทรา เป็น ผวจ.น่าน 8.นายณรงค์ศักดิ์ เฉลิมเกียรติ รอง ผวจ.สมุทรสาคร เป็น ผวจ.พะเยา 9.นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี รอง ผวจ.สุพรรณบุรี เป็น ผวจ.พิจิตร 10.นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล รอง ผวจ.ปทุมธานี เป็น ผวจ.เพชรบูรณ์ 11.นายวัฒนา พุฒิชาติ รอง ผวจ.ศรีสะเกษ เป็น ผวจ.แพร่ 12.นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ รอง ผวจ.สิงห์บุรี เป็น ผวจ.แม่ฮ่องสอน

“สฤษดิ์” ขึ้นหม้อ ผวจ.ร้อยเอ็ด

พล.ต.สรรเสริญกล่าวอีกว่า 13.นายวีระชัย ภู่เวียงใจ รอง ผวจ.อุตรดิตถ์ เป็น ผวจ.ลำพูน 14.นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป รอง ผวจ.ลพบุรี เป็น ผวจ.กาฬสินธุ์ 15.นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ รอง ผวจ.อุบลราชธานี เป็น ผวจ.บึงกาฬ 16.นายเสน่ห์ นนทะโชติ รอง ผวจ.เลย เป็น ผวจ.มหาสารคาม 17.นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง เป็น ผวจ.ร้อยเอ็ด 18.นายคุมพล บรรเทาทุกข์ รอง ผวจ.สกลนคร เป็น ผวจ.เลย 19.นายวิทยา จันทร์ฉลอง รอง ผวจ.บุรีรัมย์ เป็น ผวจ.สกลนคร 20.นายธนากร อึ๊งจิตรไพศาล รอง ผวจ.พิษณุโลก เป็น ผวจ.หนองบัวลำภู 21.นายสิริรัฐ ชุมอุปการ รอง ผวจ.ขอนแก่น เป็น ผวจ.อำนาจเจริญ 22.นายณรงค์ พลละเอียด รอง ผวจ.ระนอง เป็น ผวจ.ชุมพร 23.นายศิริพัฒ พัฒกุล รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช เป็น ผวจ.ตรัง 24.นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ รอง ผวจ.ปัตตานี เป็น ผวจ.ปัตตานี 25.นายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ รอง ผวจ.ระนอง เป็น ผวจ.ระนอง 26.นายอวยชัย อินทร์นาค รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็น ผวจ.สุราษฎร์ธานี 27.นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ รอง ผวจ.พะเยา เป็น ผวจ.ชัยนาท 28.นายประดิษฐ์ ยมานันท์ รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็น ผวจ.นครนายก 29.นายคันฉัตร ตันเสถียร รอง ผวจ.อุบลราชธานี เป็น ผวจ.สมุทรสงคราม และ 30.นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ รอง ผวจ.จันทบุรี เป็น ผวจ.สระแก้ว

“สุจินต์” ผลงานเข้าตากำจัดผักตบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภาพรวมของบัญชีดังกล่าว มีสิงห์ดำ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ 6 คน สิงห์แดง รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 6 คน สิงห์ทองรัฐศาสตร์ รามคำแหง 14 คน สิงห์ขาว รัฐศาสตร์ เชียงใหม่ 1 คน ส่วนใหญ่มีการวางคนที่มีความสามารถเฉพาะตัวให้เหมาะสมกับงานในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ตำแหน่งที่น่าสนใจ เช่น นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผวจ.นครนายก สิงห์ดำที่โดดขึ้นจังหวัดใหญ่เป็น ผวจ.พระนครศรีอยุธยา มีผลงานเด่นเรื่องกำจัดผักตบชวา เข้าตาผู้ใหญ่ ส่วนนายณรงค์ พลละเอียด รอง ผวจ.ระนอง ขึ้นเป็น ผวจ.ชุมพร สิงห์แดง ถือว่าได้คืนความเป็นธรรมหลังจากถูกดองในตำแหน่งรอง ผวจ.มายาวนาน จนมีอาวุโสสูงสุดถึง 7 ปี เพียงคนเดียว

วางมือดี “พิบูลย์” สางปมภูทับเบิก

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ส่วนนายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ที่ได้ขึ้นเป็น ผวจ.เพชรบูรณ์ ถือเป็นสายตรงนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ตั้งใจส่งนายพิบูลย์ขึ้นไปแก้ปัญหาและสานต่องานเรื่องภูทับเบิก ตามนโยบายของรัฐบาล ด้านนายโชคชัย เดชอมรธัญ ผวจ.มหาสารคาม ที่ได้เป็น ผวจ.ภูเก็ตนั้น เป็นคนที่มีบุคลิกประนีประนอม จึงได้ถูกส่งไปแก้ปัญหาของภูเก็ต ที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน ส่วนนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง ที่ได้ไปเป็น ผวจ.ร้อยเอ็ด แม้จะอาวุโสค่อนข้างน้อยแต่ที่ผ่านมาทำงานใกล้ชิดรัฐมนตรี จึงได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นเป็น ผวจ.ร้อยเอ็ด

“บิ๊กต๊อก” เชียร์ใช้ ก.ม.7 ชั่วโคตร

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่ารัฐบาลเตรียมเสนอ สนช. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม หรือ “กฎหมาย 7 ชั่วโคตร” ว่า แนวคิดร่างกฎหมายดังกล่าวมามีมาตั้งแต่ปี 49-50 แต่ขณะนั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากถึงบทลงโทษที่ดูรุนแรงจนเกินไป ย้อนไปถึง 7 ชั่วโคตร ต้องมาคุยกันส่วน ประเด็นเนื้อหาของร่างฯไม่มีปัญหา ส่วนตัวตนเห็นด้วยกับกฎหมายนี้ แต่หลังมีข่าวเตรียมผลักดันกฎหมายดังกล่าว เริ่มพูดกันบ้างแล้วที่จะใช้นอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายนี้

บัญชีเอี่ยวโกงลอต 8 ไร้ชื่อบิ๊ก กทม.

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตนได้ลงนามเสนอบัญชีรายชื่อข้าราชการประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 8 ส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เพื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว มีรายชื่อประมาณ 20-30 คน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการท้องถิ่นที่พัวพันทุจริตการสอบ แต่ไม่มีรายชื่อผู้บริหารระดับสูงของ กทม.รวมอยู่ด้วย ตามที่มีกระแสข่าวว่าบัญชีลอต 8 มีการเสนอชื่อให้ตรวจสอบผู้บริหารระดับสูง กทม.ที่ถูกออกคำสั่งมาตรา 44 ให้พักงานจากกรณีข้อกล่าวหาทุจริตโครงการไฟตกแต่งของ กทม. อาจอยู่ในขั้นการตรวจสอบของเลขานุการ ศอตช.

“บิ๊กเจี๊ยบ” หนุนรัฐบาล–คสช.

ที่กองบัญชาการทหารบก (บก.ทบ.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ. กล่าวภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น ผบ.ทบ. ว่า ตามที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ตนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ จะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความผาสุกของประชาชน และสานต่องานของ ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน ส่วนการเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ถือเป็นธรรมเนียมไปกราบขอบคุณท่าน โดยนายกฯให้คำแนะนำการทำงาน อย่างไรก็ตาม กองทัพบกมีบทบาทสนับสนุนงานรัฐบาลและ คสช.โดยงานเร่งด่วนลำดับที่หนึ่ง คือการดูแลความมั่นคงของรัฐบาลในทุกเรื่องทุกแง่ ทุกมุม ตามที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ได้ดำเนินการมา

“พิชัย” บี้รัฐบาลแจงแก้ปัญหา ศก.เหลว

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลกำลังจะแถลงผลงาน 2 ปี จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลแถลงด้วยว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในอนาคตอย่างไร โดย 2 ปีที่ผ่านมา การส่งออกติดลบมาตลอด 19 เดือน และยังมีแนวโน้มที่จะติดลบต่อเนื่องอีก การลงทุนจากต่างประเทศหดหายเกือบหมด ทำให้การส่งออกในอนาคตลดลงตามไปด้วย จะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร การลงทุนขนาดใหญ่ในภาครัฐก็ยังล่าช้า ประชาชนส่วนใหญ่กำลังลำบาก เพราะรายได้ลดลงอย่างมาก การที่รัฐบาลอ้างว่าเศรษฐกิจดีทำให้หุ้นขึ้น แต่ตอนนี้หุ้นกลับตกลงกว่า 100 จุดแล้ว จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ไม่รองรับ การที่รัฐบาลจะพยายามปรับปรุงประเทศโดยเสนอแนวทางประเทศไทย 4.0 แต่กลับยังสับสนและไม่มีทิศทางที่แน่นอน กลับไปทำยุทธศาสตร์ 20 ปีที่ห้ามเปลี่ยนแปลง จึงอยากให้รัฐบาลได้พัฒนากรอบแนวคิดให้ดีและดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาประเทศ มากกว่าจะเป็นแค่คำเรียกเก๋ๆที่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติใดๆ 

ผู้ตรวจฯสอบจริยธรรม “ธีรวัฒน์” ต่อ

ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาคำร้องที่ประธานสภาพัฒนา การเมือง ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต. กรณีกระทำการใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เข้าข่ายขัดจริยธรรมร้ายแรง จากนั้นนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงภายหลังประชุมว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ 1.การใช้ตำแหน่งหน้าที่หาผลประโยชน์ และ 2.พฤติกรรมขัดจริยธรรม โดยประเด็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่หาผลประโยชน์ เป็นเรื่องการทุจริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับเรื่องไว้แล้ว ผู้ตรวจการฯจึงยุติการพิจารณา ส่วนประเด็นเรื่องจริยธรรม ผู้ตรวจการฯขอเวลาพิจารณาคำชี้แจงของผู้ถูกร้องโดยละเอียดก่อน คาดว่าจะทราบผลภายในสัปดาห์นี้ ยืนยันว่าการตรวจสอบเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับปัญหาภายในของ กกต. และผู้ตรวจการฯไม่มีข้อเสนอให้คสช. ใช้มาตรา 44 เซ็ตซีโร่ กกต. นอกจากนี้ วันที่ 14 ก.ย. ประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานองค์กรอิสระ นัดประชุมร่วมกันนัดแรก เพื่อพิจารณาจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติมาตรา 219 กำหนดไว้

ภท.ตบเท้าเบิร์ธเดย์ “เสี่ยหนู”

อีกเรื่อง ที่อาคารซิโนไทย ทาวเวอร์ ย่านอโศก อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส.สมาชิกพรรคภูมิใจไทยกว่า 50 คน นำโดย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรค เข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 50 ปี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ตลอดทั้งวัน มีบรรดานักธุรกิจ ข้าราชการ พรรคพวกเพื่อนฝูงมาร่วมอวยพรไม่ขาดสาย โดยนายสรอรรถกล่าวแสดงความยินดีว่า ขอบคุณหัวหน้าพรรคที่ประคับประคองพรรคจนมีความแข็งแกร่ง ยังมั่นใจความสามารถทั้งที่เคยประสบสำเร็จในแวดวงธุรกิจ ประสบการณ์ทางด้านการเมือง จะทำให้พรรคชนะการเลือกตั้งได้ สมาชิกพรรคทุกคนพร้อมสนับสนุนตลอดไป หากในอนาคตหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่นายอนุทิน ตนก็จะเลิกเล่นการเมือง

ลั่นไม่ยอมให้ใครมาชุบมือเปิบ

ด้านนายอนุทินกล่าวว่า “ผมใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ทำให้พรรคเจริญก้าวหน้า จะไม่มีใครมาแอบอ้างเป็นเจ้าของพรรคได้ หรือจะยอมเป็นนอมินีให้ใคร นี่คือบ้านของเรา ไม่ใช่ธุระของคนนอกที่จะเข้ามาสั่งการ หรือกำหนดทิศทาง สำคัญที่สุดอย่ามาตอนชนะ เพราะตอนที่พวกเราแพ้พวกคุณอยู่ที่ไหน เราเป็นคน ผมคือหนู ไม่ใช่ควาย ผมมีวันนี้ได้เพราะพวกท่านประคองมา (ร้องไห้) แล้ววันที่เราชนะไม่มีทาง ที่จะลืมพวกเราทุกคน”

งัด ม.44 ฟันแทรกแซงสินค้าเกษตร

ต่อมาช่วงค่ำ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดำเนินการต่อผู้รับผิดชอบ เพื่อระงับความเสียหายของรัฐ จากโครงการรับจำนำ ข้าวเปลือกของรัฐตั้งแต่ปีการผลิต 2548/2549 จนถึงปีการผลิต 2556/2557 โครงการแทรกแซงมันสำปะหลังของรัฐ ตั้งแต่ปีการผลิต 2551/2552 จนถึงปีการผลิต 2555/2556 โครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2551/2552 อาศัยมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จึงมีคำสั่งให้บุคคล คณะบุคคล คณะทำงาน คณะกรรมการ หน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ได้รับแต่งตั้งคงมีอำนาจหน้าที่ต่อไป เพื่อให้ทราบตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ความเสียหายและคุ้มครองเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ทั้งนี้เมื่อมีคำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่ง หรือคำพิพากษาของศาล แล้วแต่กรณี ให้มีการบังคับทางปกครองต่อผู้ต้องรับผิดตามโครงการข้างต้น โดยให้กรมบังคับคดีมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง เพื่อบังคับการให้เป็นตามคำสั่งหรือคำพิพากษา และให้ได้รับการคุ้มครอง

“วัฒนา” รู้ทันแค่เกมลวงโลก ครม.ไฟเขียวโยกย้ายลอตใหญ่มท. 30 ตำแหน่ง สิงห์ทองผงาดขึ้นเป็นแผง “สุจินต์” ผลงานกำจัดผักตบเข้าตา วางมือดี “พิบูลย์” สางปมภูทับเบิก นายกฯปิ๊งไอเดียหนุนผลิตละครน้ำดีสร้างปรองดอง 14 ก.ย. 2559 08:14 14 ก.ย. 2559 08:21 ไทยรัฐ