วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

น้องบอส หมอคาด7วัน ไปเรียนได้

ลุกมาคุยปกติ ปอดไม่มีเชื้อ พ่อไม่เอาผิด!

ครอบครัวยิ้มออก หลังอาการ “น้องบอส” นิสิตปี 1 คณะ พาณิชยนาวี ม.เกษตรฯ ศรีราชา เริ่มดีขึ้น แพทย์ระบุ ลุกนั่ง กินข้าว และหายใจได้เอง ไม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และปอดไม่ติดเชื้อ ขอดูอาการอีกระยะ ก่อนให้กลับไปเรียนหนังสือ ขณะที่พ่อเหยื่อรับน้องโหดบอก หากลูกชายหายเป็นปกติคงไม่เอาผิดรุ่นพี่ ติงผู้ใหญ่ควรพูดความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เตรียมเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เร่งหามาตรการรับน้อง ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์

หวิดกลายเป็นโศกนาฏกรรมสะเทือนใจ หลังมีนิสิตรุ่นน้องเข้าร่วมกิจกรรมของคณะพาณิชยนาวีนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ส่งผลให้นายโชคชัย ทองเนื้อขาว หรือน้องบอส อายุ 19 ปี นิสิตปี 1 จมน้ำในบ่อรับน้ำฝน หน้าอาคารเคมี 1 ภายในวิทยาเขตศรีราชา จนหมดสติและเสี่ยงปอดติดเชื้อ ต้องเข้ารักษาตัวในห้องไอซียู รพ.ชลบุรี ขณะเดียวกัน นายจงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนรองอธิการบดี ม.เกษตรฯวิทยาเขตศรีราชา และ พล.ร.ท.นิรุทธ์ หงส์ประสิทธิ์ คณบดีคณะพาณิชยนาวีนานาชาติ ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่การรับน้อง แต่เป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ของรุ่นพี่รุ่นน้องเท่านั้น ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรู้สึกเสียใจและขอรับผิดชอบช่วยเหลือเยียวยาดูแลสภาพจิตใจนิสิตและครอบครัว พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนหาสาเหตุที่เกิดขึ้น

ความคืบหน้าอาการน้องบอสที่ทุกฝ่ายยังคงเฝ้าห่วงใย ล่าสุด ครอบครัวยิ้มออกแล้ว เมื่อแพทย์แถลงอาการว่า ดีขึ้นตามลำดับ เมื่อเวลา 11.45 น.วันที่ 13 ก.ย. นพ.ชุติเดช ตาบองครักษ์ ผอ.รพ.ชลบุรี ให้สัมภาษณ์ถึงอาการนายโชคชัย ทองเนื้อขาว หรือน้องบอส ว่า วันนี้หายใจได้ดีขึ้น เมื่อช่วงเช้าแพทย์ได้ถอดท่อช่วยหายใจ เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจเอง และหายใจได้ดี ค่าชีพจรอื่นอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีอาการหายใจเหนื่อย ไม่มีไข้ ความดันปกติ เอกซเรย์ปอดแล้วมีแนวโน้มดีขึ้น ผลเพาะเชื้อตรวจไม่พบเชื้อ ผู้ป่วยตื่นรู้ตัวมากขึ้น พูดคุยโต้ตอบได้ดี สมองไม่มีปัญหา ช่วยตัวเองได้ ลุกนั่งได้เอง รับประทานได้เอง เขียนหนังสือได้เอง ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ไม่ต้องให้ยานอนหลับ

“น้องบอสยังพูดขอบคุณทีมแพทย์และพยาบาลด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องสังเกตอาการหลังถอดท่อช่วยหายใจ และประเมินด้านต่างๆต่อไปอีกระยะหนึ่ง ถ้าวันนี้อาการภาพรวมของน้องบอสดีขึ้น อาจย้ายออกจากห้องไอซียูได้ และถ้าหากภาพรวมของน้องบอสดีขึ้นตามลำดับกลับคืนสู่สภาพปกติ คิดว่าได้พักฟื้นไม่เกิน 1 สัปดาห์ คงออกจากโรงพยาบาลกลับไปเรียนหนังสือต่อได้” นพ.ชุติเดชกล่าว

ต่อมาเมื่อเวลา 12.00 น. นายอุกฤษณ์ มนูจันทรัถ ผอ.สำนักงานวิทยาเขตศรีราชา ม.เกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้นำเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี สาธารณสุขอำเภอศรีราชา และ รพ.แหลมฉบัง เข้าตรวจสภาพน้ำในบ่อและแหล่งที่มาของน้ำในบ่อที่นิสิตจมน้ำ ไว้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการรักษาและรายงานทางระบาดวิทยา ซึ่งแหล่งที่มาของน้ำในบ่อพักไหลลงมาจากภูเขาด้านหลังมหาวิทยาลัย ไหลมาตามท่อลงสู่บ่อน้ำ และปลาจำนวนมากในบ่อยังว่ายกันปกติ ส่วนที่มีปลาตาย 1-2 ตัว เกิดจากการน็อกน้ำ เพราะในช่วงนี้ฝนตกทุกวัน ปลาบางชนิดปรับตัวไม่ทันเกิดน็อกน้ำตาย ถือเป็นเรื่องปกติ จากนั้นพาไปดูตึกเคมีที่อยู่ใกล้บ่อน้ำ เพื่อดูระบบการจัดการของห้องปฏิบัติการเคมี ที่ไม่มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่บ่อน้ำดังกล่าวเลย เพราะหากมีการทดลองทางเคมีของนิสิต สารเคมีต่างๆจะถูกจัดเก็บในถังภาชนะอย่างดี จากนั้นจะมีบริษัทมารับไปกำจัดอย่างถูกต้อง ยืนยันว่าไม่มีสารเคมีชนิดใดรั่วไหลลงสู่บ่อน้ำแน่นอน

วันเดียวกัน ที่โรงแรมเอบีน่าเฮ้าส์ กรุงเทพฯ นายอัมพร ทองเนื้อขาว พ่อน้องบอส กล่าวในเวทีเสวนา “รับน้องไม่สร้างสรรค์” และ “กิจกรรมเสี่ยง นศ.ถึงเวลายาแรงหรือยัง?” จัดโดยเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ มูลนิธิเยาวชนพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา ว่า ขณะนี้อาการลูกชายดีขึ้นเป็นที่น่าพอใจ ลุกนั่งและยิ้มได้ แต่ยังพูดไม่ได้ และอยู่ในห้องไอซียู แพทย์ยังคงเฝ้าระวังอาการติดเชื้อทางปอดและสมอง เนื่องจากจมน้ำหายไป 2 นาที แต่คิดว่าอีกไม่กี่วันคงกลับมาเรียนได้ตามปกติ หากหายปกติครอบครัวคงไม่ติดใจเอาผิดทางกฎหมายกับใคร โดยเฉพาะนักศึกษารุ่นพี่ที่สั่งให้ลูกชายลงไปในบ่อน้ำ ตนได้พบเจอรุ่นพี่บ้างแล้ว ต่างอยู่ในอาการเศร้าเสียใจ และยังไม่ได้พูดคุยอะไรกัน

นายอัมพรกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยระบุว่า ไม่ใช่กิจกรรมรับน้องและลูกชายลงไปล้างตัวในบ่อน้ำนั้น คิดว่าผู้ใหญ่ควรพูดความจริง การจัดกิจกรรมช่วงเปิดเทอมเป็นที่รู้กันว่าเป็นกิจกรรมอะไร และใช้ภาษาเบี่ยงเบนได้ ทั้งที่ก็คือเรื่องเดียวกัน อยากให้เหตุการณ์ของลูกชายเป็นกรณีสุดท้าย โดยในวันที่ 16 ก.ย. จะไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้กำหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการรับน้องที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์

ด้านนายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนฯได้สำรวจความคิดเห็นนักศึกษาปี 1-4 จำนวน 1,215 ราย ต่อสถานการณ์การรับน้อง ระหว่างวันที่ 15-30 ส.ค.2559 พบว่า ร้อยละ 45.75 มองว่ากิจกรรมรับน้องยังอยู่ในเกณฑ์ดี สร้างสรรค์ ร้อยละ 18.44 เห็นว่าไม่เกิดประโยชน์กับนักศึกษา ขณะที่ร้อยละ 10.37 อยากให้แก้ไขเร่งด่วนเพราะเป็นปัญหาอย่างมาก สำหรับพฤติกรรมที่น่าห่วงมากที่สุดคือ รุ่นพี่บังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำและก่อให้เกิดความอับอาย รองลงมา การบังคับให้รุ่นน้องเข้าร่วมกิจกรรม, การใช้ถ้อยคำหยาบคาย ล่อแหลม บังคับข่มขู่ และหลอกล่อให้ดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือใช้สารเสพติด ขณะเดียวกันกว่า 1 ใน 3 มองว่า ปัญหาสำคัญมาจากทัศนคติของรุ่นพี่ที่สืบทอดกันมา รวมถึงสถานศึกษาไม่มีระบบควบคุม และการมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ร้อยละ 89.30 ต้องการให้สถาบันมีบทลงโทษที่ชัดเจนหากเกิดเหตุรุนแรงขึ้น

ขณะที่ นายเตชาติ์ มีชัย ฝ่ายกฎหมายมูลนิธิเยาวชนพอเพียงเพื่อการพัฒนากล่าวว่า กรณีน้องบอสถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 300 และมาตรา 309 เข้าข่ายบังคับข่มขืนให้กระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หลังจากนี้คงต้องรอผลตรวจทางการแพทย์และพยานหลักฐาน พยานแวดล้อมต่างๆเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งโทษที่จะได้รับอาจจะแตกต่างออกไป มหาวิทยาลัย ผู้บริหาร อาจารย์ถือว่ามีความผิด ตกเป็นจำเลยร่วมมีโทษทางวินัยและอาญา หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หากผู้เสียหายต้องการเอาผิด ทนายความของมูลนิธิฯ ยินดีให้คำปรึกษาและดำเนินคดี รวมถึงการรับน้องโหดในรายอื่นๆด้วย

นายเอ (นามสมมติ) อายุ 21 ปี เยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า สมัยที่เรียนอาชีวะแห่งหนึ่ง เคยผ่านกิจกรรมรับน้องโหดโดยรุ่นพี่สั่งให้วิดพื้น นอนกลิ้งไปมา หมอบคลานกับพื้น ต้องทำหลังพักเที่ยงและเลิกเรียนจนครบ 1 เทอม ที่รุนแรงที่สุดคือบังคับให้ดื่มเหล้า โดนรุ่นพี่กรอกเข้าปากจนเมาไม่ได้สติ และให้ยืนเกาะกลุ่มกันแล้วรุ่นพี่ใช้เท้าถีบ ตบ เตะ จนเพื่อนหลายคนล้มไปนอนกองกับพื้น อีกทั้งยังใช้คำพูดหยาบคาย ข่มขู่ จึงอยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ออกมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง ควรนำบทเรียนที่เกิดขึ้นมาใช้ในการจัดระเบียบการรับน้องให้ได้ ที่สำคัญหากมีการกระทำที่ผิดกฎหมายก็ไม่ควรช่วยกันปกปิด

วันเดียวกัน นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงกรณีน้องบอสจมน้ำว่า กสม.เคยเชิญผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่ถูกร้องเรียนเข้าประชุม เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหา กสม.มีความห่วงใยต่อกิจกรรมที่มีลักษณะสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงขอเสนอแนะต่อสถาบันการศึกษา ควรให้ความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมต่างๆของนักศึกษา โดยมุ่งเน้นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ และต้องจัดให้มีการประชุมซักซ้อมความเข้าใจกับนักศึกษา ให้ทราบถึงข้อควรปฏิบัติหรือข้อที่ไม่ควรปฏิบัติในการจัดกิจกรรมต่างๆ พร้อมทั้งชี้แจงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถาบันการศึกษาและตัวนักศึกษาเอง

“การพิจารณาอนุญาตให้จัดกิจกรรมใดๆ สถาบันควรพิจารณาในรายละเอียดของกิจกรรมว่าเป็นกิจกรรมที่นำไปสู่จุดมุ่งหมายตามที่สถาบันการศึกษาต้องการจริงหรือไม่ และทุกครั้งต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาดูแลอย่างใกล้ชิด สามารถตัดสินใจในเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด รวมถึงควรตรวจสอบและติดตามการทำกิจกรรม เพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธินักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม หากปรากฏมีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิ หรือการกระทำผิดกฎหมาย สถาบันการศึกษาต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย” นางฉัตรสุดากล่าว

ด้าน น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอุดมศึกษา (สพน.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไปดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อดีข้อเสียของกิจกรรมรับน้อง เพื่อวางกรอบการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม เสนอให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณาปรับแก้ ไม่ให้เกิดปัญหารับน้องที่เกิดความรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต ส่วนกรณีนิสิต ปี 1 คณะพาณิชยนาวีนานาชาติ ม.เกษตรฯ วิทยาเขตศรีราชา สกอ.คงไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงเพราะมหาวิทยาลัยดำเนินการอยู่แล้ว และรักษาการแทนอธิการบดี มก.ออกมาบอกว่าจะรับผิดชอบดูแลทุกอย่าง

ครอบครัวยิ้มออก หลังอาการ “น้องบอส” นิสิตปี 1 คณะ พาณิชยนาวี ม.เกษตรฯ ศรีราชา เริ่มดีขึ้น แพทย์ระบุ ลุกนั่ง กินข้าว และหายใจได้เอง ไม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และปอดไม่ติดเชื้อ ขอดูอาการอีกระยะ ก่อนให้กลับไปเรียนหนังสือ 14 ก.ย. 2559 07:48 14 ก.ย. 2559 07:48 ไทยรัฐ