วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เคาะประตูค็อกพิท เยี่ยมชม 'แอร์บัส เอ350-900 XWB' ลำแรกของไทย

เคาะประตูค็อกพิท คุยกับนักบินของเครื่องบินแอร์บัส เอ350 การบินไทย ทำความรู้จักเครื่องบินรุ่นนี้ให้มากขึ้น และชมเทคโนโลยียุคใหม่ ที่จะมอบการเดินทางบนฟ้าที่แตกต่าง และนำผู้โดยสารไปพบประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง...

นับเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่ 'ไทยรัฐออนไลน์' ได้มีโอกาสเยี่ยมชม เครื่องบินแอร์บัส เอ350-900XWB ของการบินไทย และได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับนักบินที่เป็นผู้นำ เอ350-900 ลำแรก นามพระราชทาน 'วิเชียรบุรี' ทะเบียน HS-THB นี้กลับมาเมืองไทย รวมทั้งขอให้กัปตันได้พูดถึงเครื่องบินลำนี้ รวมไปถึงเทคโนโลยีที่อยู่ในห้องนักบิน เพื่อทำความรู้จักเครื่องบิน A350 ให้มากขึ้น


กัปตันอิษฏ์ ศิริสวัสดิ์ นักบินเทคนิคเครื่องบิน A330/350 การบินไทย ผู้ที่บินเครื่องบิน เอ350 กลับประเทศไทย กล่าวถึงเครื่องบิน แอร์บัส เอ350-900 XWB ลำแรกของการบินไทยว่า ถือเป็นเครื่องบินที่ดี และทันสมัยมากที่สุดลำหนึ่ง มันเป็นรุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ ภายในห้องนักบินเป็นแบบกลาสค็อกพิท มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6 หน้าจอ แต่ละจอสามารถโยนข้อมูลหากันได้ตลอดเวลา ด้วยการออกแบบที่เน้นการบริหารจัดการนักบิน ให้มีการพูดคุยปรึกษากันในการทำการบิน เพื่อตัดสินใจร่วมกัน ขณะเดียวกันยังคงเอกลักษณ์ ด้วยการควบคุมบนไซด์สติ๊กคอนโทรล เหมือน แอร์บัส เอ 320-200 แอร์บัส เอ 330-300 แอร์บัส เอ 380-800 โดยยังมีแป้นคีย์บอร์ดที่อยู่บนโต๊ะพับหน้าที่นั่งนักบิน เพื่อให้นักบินใช้ทำงานเพิ่มเติม


ในด้านการตอบสนองเมื่อควบคุมการบิน เหมือนกับเครื่องแอร์บัส เอ330 มาก นี่จึงเป็นข้อที่ดีของการฝึกนักบินของ เอ350 หากบินกับเครื่องบิน เอ330 มาจึงไม่ต้องเข้าเครื่องจำลองการบิน หรือ ไฟล์ต ซิมมูเลเตอร์ (Flight Simmulator) เพราะมีเพียงการอบรมทฤษฎี Groumd School เรียนรู้เรื่องระบบต่างๆ 4 วัน และฝึกกับเครื่องบินที่อยู่บนพื้น (Flight Training Device) อีก 4 วัน รวม 8 วัน ก็สามารถสอบใบรับรองทำการบินกับ เอ350 ได้เลย โดยที่ใบอนุญาตทำการบินของนักบิน เอ330 และ เอ350 จะใช้ร่วมกันได้ ทำให้ประหยัดกว่าในการอบรม และบริหารจัดการนักบินง่าย


ส่วนนักบินที่มาจากเครื่องบินแอร์บัสแบบอื่น เช่น เอ380 แม้ว่า เอ350 จะออกแบบมาโดยมี เอ380 เป็นพื้นฐาน แต่นักบิน เอ380 ก็จะต้องฝึกภาคทฤษฎี 5 วัน และ ต้องเข้า ไฟล์ต ซิมูเลเตอร์ ส่วน เอ320 ที่เป็นเครื่องขนาดเล็ก แม้จะเป็นแบบ 2 เครื่องยนต์เหมือนกัน แต่ก็ต้องอบรมภาคทฤษฎีนาน 10 วัน และเข้า ไฟล์ต ซิมูเลเตอร์เช่นกัน ส่วนนักบินที่มาจากสายโบอิ้ง จะต้องฝึกอบรมเปลี่ยนแบบใช้เวลา 23 วัน และ เข้าไฟล์ต ซิมูเลเตอร์


จากที่ได้บินเมื่อเที่ยวกับ เอ330 แล้ว เอ350 ให้ความรู้สึกหรือสมรรถนะที่ต่างไปจากรุ่นเก่าหรือไม่ "ที่สัมผัสได้เห็นๆ คือ ความเร็ว เพราะเครื่องยนต์ของ เอ350 สมรรถนะดีกว่าจึงทำความเร็วเต็มที่ได้ประมาณ 0.85-0.89 มัค ขณะที่ เอ330 จะอยู่ราวๆ 0.82 มัค และการที่เป็น 2 เครื่องยนต์จึงทำให้ เอ350 ยืดหยุ่นต่อการบินในทุกระยะทาง"


เมื่อถามว่าตอนไปรับเครื่องบินกลับมาประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง กัปตันอิษฎ์ กล่าวว่า ตอนที่อยู่ศูนย์ส่งมอบเครื่องบินของแอร์บัส เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส ทางทีมนักบินก็ได้มีการประชุมกัน รับฟังสรุปดูว่าเครื่องมีปัญหาใดบ้างที่ผ่านมา ไม่ว่าจะใครตรวจก็แล้วแต่ จากนั้นทีมนักบินก็จะไปลองระบบทุกระบบบนพื้น ลองติดเครื่องยนต์ จากนั้นจึงทดลองวิ่งขึ้น เพื่อทำไฟล์ตเทสต์ ให้ทีมนักบิน ทีมเทคนิคอลเคบินครูว ทีมวิศวกรการบิน ที่มีทั้งคนที่ดูระบบการบินในห้องนักบิน และ คนที่ดูแลห้องโดยสารทั้งหมด ส่วนภายนอกเครื่องบินจะเป็นหน้าที่ของทีมช่างที่จะดูแล รวมๆ ก็จะมี 3 ทีม คือ นักบินและลูกเรือ ทีมวิศวกร หรือ เคบินเอนจิเนียร์ และฝ่ายช่าง ที่จะแยกกันดูไปตามส่วน ทั้งปีก หาง เครื่องยนต์ และส่วนต่างๆ


ในส่วนของห้องโดยสารก็จะมีระบบที่ต้องตรวจสอบ คือ Inflight Entertainment: IFE ระบบอินเทอร์เน็ตไวไฟ ที่โอเปอเรชั่นเอนจิเนียร์ดูแลรับผิดชอบ ส่วนเก้าอี้ ครัวและห้องน้ำ เทคนิคัลเคบินครูวจะเป็นคนดำเนินการ แต่ถ้าลงลึกตามรายละเอียดก็จะเป็นทีมเทคนิคอลเอนจิเนียร์ดูแล รวมแล้วทีมละ 4 คน รวม 12 คนโดยประมาณ และทั้งหมดนี้หากทดสอบแล้วเกิดปัญหาอะไร ก็จะมาประชุมและแก้ไขกันต่อไป เพื่อขึ้นบินทดสอบในเที่ยวถัดไป

ในส่วนของจุดขายของ เอ350 เมื่อต้องบินเข้าไปเจอกับสภาพอากาศแปรปรวน หลือหลุมอากาศ ระบบคอมพิวเตอร์บนเครื่องจะเข้ามาช่วยควบคุมเพื่อให้เครื่องกลับสู่สมดุลได้เร็ว นอกจากเรื่องบินเร็ว และประหยัดน้ำมัน เสียงเงียบ ก็จะมีความกดอากาศภายในห้องโดยสารที่อยู่ประมาณ 6,800 ฟิต แอร์บัส เอ350XWB ออกแบบให้ใช้การควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้เครื่องมีน้ำหนักเบา และยังมีประสิทธิภาพในการบินระยะไกล เช่น บินไปอเมริกา กรุงเทพ-นิวยอร์ก หรือ กรุงเทพ-ซีแอตเติล ได้อย่างสบาย แต่ขึ้นอยู่ว่าเราจะวางไว้ในเส้นทางไหน ลงก็มีปัจจัย บินแอลเอนี่ต้องดูถ้าบินตรงอาจรับผู้โดยสารได้ไม่เต็มลำ แต่ถ้าบินแวะ 1 จุดนี่สบาย ส่วนเส้นทางนิวยอร์กนี่สบายเพราะไม่มีลมมาเกี่ยวข้อง


สำหรับ แอลเอ ถือเป็นสนามบินที่มีข้อจำกัดมากที่สุด ขาไปไม่มีปัญหาแต่ขากลับนี่มีข้อจำกัด ส่วนซีแอตเติล ซานฟรานซิสโก รวมทั้งเมืองในแถวตะวันตกสบายเลย ส่งผลให้เอื้อกับการวางเส้นทางใหม่ๆ มากขึ้น แอร์บัสออกแบบให้ เอ350 เป็นเหมือนดังมีดพับทหารสวิส หรือ สวิสอาร์มีไนฟ์ ที่มีความอเนกประสงค์ จึงใช้งานได้ทั้งระยะใกล้หรือระยะไกล หากเอามาบินระยะไกลๆ เราอาจปรับให้ครัวเล็กลง เพิ่มที่นั่งเข้าไปให้คุ้มค่า เครื่องยนต์ก็ไม่ต้องใช้แรงขับสูงสุด เพราะนำหนักวิ่งขึ้นไม่มาก นี่ก็เป็นข้อดีของเขาที่ออกแบบมาตามจุดขาย ทั้งนี้ เครื่องบินแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสีย จุดดีจุดด้อยในตัวมันเอง ขึ้นอยู่กับการเอามาใช้งาน เพียงแต่เวลานี้เรายังไม่ได้ใช้มันจริงจัง เลยไม่เห็นจุดเสียของมันที่ชัดเจน


เมื่อถามถึงการบินใน 1 เที่ยวบินจะใช้นักบินอย่างไร และในการบินในเส้นทางที่ให้บริการ จะเจอกับอะไรบ้าง นักบินเทคนิคเครื่องบิน A330/350 การบินไทย ก็อธิบายว่า เอ350 จะใช้นักบินตามระยะทางบินใกล้ เช่น กรุงเทพ-เชียงใหม่ หรือ ภูเก็ต ก็ 2 คน หรือ 3คน ขณะที่ กรุงเทพ-เมลเบิร์น ที่จะเป็นเส้นทางหลัก ก็จะมีนักบินปกติ 3 คน แต่ช่วงฝึกอาจจะมี 4 คน เพื่อให้การฝึกทำได้อย่างรวดเร็ว ส่วนบินไกลมากๆ ไปทวีปยุโรปก็จะมีนักบิน 4 คน


สำหรับเส้นทางเมลเบิร์น เท่าที่บินมาใช้เวลาราวๆ 9 ชั่วโมง เราก็จะเจอแค่การบินลงรันเวย์สั้นกับยาว โดยรันเวย์สั้นก็จะเจอกับแฮดวิน หรือลมที่มาจากข้างหน้า ส่วนรันเวย์ยาวๆ ก็จะเจอกับครอสวิน หรือ ลมขวางสนามบิน ที่ทำให้เครื่องบินเอียงเข้าสนามบินแล้วค่อยปรับแก้คืน ขึ้นกับนักบินจะลงแบบไหน ส่วนตลอดเส้นทางคงไม่มีอะไรมากๆ ไม่ต่างจากบินไปซิดนีย์


สำหรับในห้องนักบิน เอ350 ของการบินไทยจะไม่มีฮัดเหมือนกับ โบอิ้ง 787 ดรีมไลน์เนอร์ ที่จัดให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในห้องนักบิน เพราะสำหรับแอร์บัสเป็นเพียงอุปกรณ์เสริม เลยไม่ได้เลือกให้ติดตั้ง ส่วนตัวยังไม่เห็นประโยชน์เต็มที่ เพราะหากเรามองไม่เห็นก็จะใช้ระบบออโต้แลนดิ้ง ส่วนจอฮัดเหนือศีรษะจะไปช่วยในการมองเห็นสนามบิน และข้อมูลต่างๆ ลดแอพโพรชตอนเข้าสนามบินเท่านั้น


เกี่ยวกับประเด็นความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุเครื่องยนต์ดับ นักบินเทคนิคเครื่องบิน A330/350 การบินไทย ก็อธิบายว่า เครื่อง เอ350 สามารถบินได้ด้วยเครื่องยนต์เดียวในกรณีเกิดเหตุขัดข้อง หรือเสียเครื่องยนต์เครื่องใดเครื่องหนึ่งไปได้นานสุด 180 นาที ที่ถือว่าครอบคลุมเพียงพอที่นักบินจะหาสนามบินลงจอดอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล แต่แอร์บัสเขาออกแบบให้บินได้นานถึง 350 นาที ขึ้นอยู่กับการติดออปชั่นเสริมบนเครื่อง ที่จะเหมาะกับเครื่องบินที่ต้องบินผ่านขั้วโลก หรือบินข้ามทะเลไกลๆ เป็นต้น


กัปตันอิษฎ์ กล่าวด้วยว่า สุดท้ายนี้ ก็ถือเป็นความภูมิใจที่ได้บินกับแอร์บัส เอ350 เพราะทุกอย่างเริ่มต้นจากกระดาษ แบบแปลนพิมพ์เขียว และสร้างเป็นชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบจนสำเร็จ โดยมีคนจากส่วนต่างๆ หลายๆ ทีมมาร่วมแรงร่วมใจทำให้สำเร็จ จนสามารถนำเครื่องออกไปบินได้จริงๆ ในที่สุด


ทั้งนี้ หลายคนคงได้สัมผัสกับประสบการณ์การเดินทางกับ แอร์บัส เอ350 กันไปบ้างแล้วจากเส้นทางไปกลับ กรุงเทพ-เชียงใหม่ และ กรุงเทพ-ภูเก็ต ใครที่ยังไม่ได้ลองยังเหลือเวลา เพราะการบินไทยเพิ่งประกาศเลื่อนการบินในเส้นทาง กรุงเทพ-เมลเบิร์น ไปเป็นช่วงเดือน ต.ค. 2559 เพื่อความพร้อม ดังนั้นยังมีโอกาสได้นั่ง เอ350 ในเส้นทางในประเทศแบบนี้ต้องรีบกันหน่อย.

การบินไทยรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ350-900 XWB ลำแรกแล้ว

การบินไทยเลื่อนตารางบินแอร์บัส เอ350 xwb สู่เมลเบิร์น


 

เคาะประตูค็อกพิท คุยกับนักบินของเครื่องบินแอร์บัส เอ350 การบินไทย ทำความรู้จักเครื่องบินรุ่นนี้ให้มากขึ้น และชมเทคโนโลยียุคใหม่ ที่จะมอบการเดินทางบนฟ้าที่แตกต่าง และนำผู้โดยสารไปพบประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง... 13 ก.ย. 2559 21:53 14 ก.ย. 2559 07:31 ไทยรัฐ