วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หล่อเซอร์กระชากใจ! เปิดธุรกิจไฮเอนด์ 'ดอนนี่ คาร์ลสัน' ลูกครึ่งไทย-สวีเดน

พอดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน ไม่ต้องมาเขินฉันพูดจริงๆ !! เสน่ห์ดึงดูดเว่อร์จนเผลอฮัมเพลงออกมาไม่รู้ตัว เมื่อได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเซเลบฯ นักธุรกิจหนุ่มมาดเซอร์คนล่าสุด 'ดอนนี่ คาร์ลสัน' ที่ ไทยรัฐออนไลน์ จับตัวมาล้วงธุรกิจแบรนด์ไฮเอนด์ให้ได้อ่านกัน...

เรานัดแนะเจอกับ ดอนนี่ ในคอนโดสุดหรูของเขาย่านสุขุมวิท เชื่อหรือไม่ว่า ครั้งแรกที่ได้สบตาเป็นประกายแบบเด็กๆ ที่แฝงด้วยความขี้อายของเขา ก็ทำให้เรามองเคลิ้มจดจ้องอยู่นาน พลางคิดในใจว่าใบหน้าได้รูปที่ฉายความลูกครึ่งไทย-สวีเดน คงทำให้สาวๆ หลายคนหวั่นไหวไม่มากก็น้อย หลังจากทำความรู้จักกันสักพัก ‘ดอนนี่’ ก็พาเราเดินดูรอบๆ คอนโด และห้องสุดหรูที่เขาอยู่ ถึงมันจะเป็นคอนโดที่อยู่ในตัวเมือง ทว่าบรรยากาศที่นี่น่าอยู่ และไม่รู้สึกถึงความวุ่นวาย-เสียงดังเลยแม้แต่น้อย

เมื่อขึ้นลิฟต์ไปยังห้องของเขา ที่ถูกตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์น เราก็ไม่พลาดหย่อนก้นลงบนโซฟาหนังนุ่มๆ พร้อมเปิดประเด็นคำถามหลังจากนั้น ทั้งท่าทาง และน้ำเสียงการตอบของเขา ใครฟังก็ต้องบอกเซ็กซี่สุดๆ เลยล่ะ!

พาร์ท 1 : จุดเริ่มต้นธุรกิจสุดเลิฟ...แต่งมอเตอร์ไซค์ ?!

Q : เล่าชีวิตตอนเด็กๆ วัยเรียนให้ฟังหน่อย
บอกก่อนว่าเราเป็นลูกครึ่งไทย-สวีเดน เกิดที่สวีเดนเลย (ได้ 2 สัญชาติ) คุณพ่อเป็นคนไทย และคุณแม่เป็นสวีเดน ตั้งแต่เด็กๆ เราเป็นคนขี้อายมาก เวลาว่างๆ ก็จะชอบวาดรูป เล่นกลอง เล่นกีตาร์ จำได้ว่า ตอนเด็กๆ เราย้ายประเทศบ่อยมาก เราอยู่ที่สวีเดนประมาณ 8 ปีก็ย้ายไปอยู่เกาหลี เพราะคุณพ่อไปเปิดธุรกิจที่นั่น เกี่ยวกับ Logistic จากนั้นก็ย้ายมาอยู่เมืองไทยตอนเราอายุได้ 13 ปี มาเรียนที่เมืองไทย 3 ปี แล้วก็กลับไปอยู่สวีเดนเรียนจบไฮสกูลที่นั่น หลังจากนั้นเราไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ Aston University, Birmingham ที่อังกฤษ เกี่ยวกับ Economic และ Psychology แล้วก็เรียนดนตรีที่ Institute of Contemporary music, London พอเรียนจบแล้วก็กลับมาไทยทำธุรกิจเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ที่เราชอบ เพราะตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อยู่ที่เมืองไทยด้วย

Q : จุดเริ่มต้นธุรกิจมอเตอร์ไซค์นี้เป็นมายังไง
ธุรกิจนี้ชื่อ Halfcastecreation เอาจริงๆ เราเริ่มทำตั้งแต่อายุ 16 ปีแล้วนะ ตอนนั้นยังอยู่เมืองไทย แต่เรายังไม่ได้ทำจริงจังอะไร ตอนแรกเราตั้งใจจะแต่งมอเตอร์ไซค์เพื่อจะขี่เอง แต่ไปๆ มาๆ เริ่มมีคนถามเยอะว่าเราซื้อมาจากที่ไหน สวยแปลกดี และมาขอซื้อต่อได้ไหม เราก็เลยบอกเขาไปว่าเป็นรถที่แต่งขึ้นมาเอง ทว่าพอมีคนถามเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นเราก็เลยเริ่มลงทุนแต่งขึ้นมา 2 คัน แล้วก็ขายไป จากนั้นก็ซื้อมาอีก 4 คันแล้วแต่งใหม่ เราก็ทำเล่นๆ ขายไปอยู่แบบนั้น ตอนนั้นเรารู้สึกดีมากที่มีคนชอบ-สนใจ แล้วมันขายได้ จนพอเรียนจบมหา’ลัย ด้วยความที่ตอนนั้นเรายังไม่รู้จะทำอะไรดี ก็เลยคิดว่ากลับมาทำมอเตอร์ไซค์ต่อดีกว่า เพราะมันเป็นอะไรที่เรารัก และมี Passion กับมันจริงๆ คราวนี้เราก็เลยเปิดเป็นบริษัทเลย เปิดมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว

Q : สนใจเรื่องการประกอบรถมาตั้งแต่เด็กๆ เลยรึเปล่า เอาความรู้ด้านนี้มาจากไหน
มันเป็นความชอบตั้งแต่เด็กๆ แล้วเราก็เริ่มศึกษา-ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ คนเดียว ตอนแรกที่ทำมันผิดพลาดเยอะมาก แต่พอแก้มาเรื่อยๆ เราก็รู้ว่ามันควรจะเป็นอะไร ต้องทำยังไงบ้าง จนตอนนี้เรายังมีทีมที่เก่งมากคอยซัพพอร์ต (ตอนนี้มีทีมอยู่ 3 คน) ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการซ่อมเครื่อง การจูนเครื่องอะไรต่างๆ หรือมีคนหนึ่งในทีมที่ตีถังให้ แต่ก่อนเขาทำมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์ยุค 70 แต่เราคิดว่ามันไม่โมเดิร์นเหมือนเจนเนอเรชั่นเรา เราก็ออกแบบวาดให้เขาดู ทำแพตเทิร์นด้วยกันจนแบบที่เขาทำออกมาเป็นคอนเซปต์เดียวกับเรา (หัวเราะร่า)

Q : อินสไปเรชั่นในการออกแบบ
ค่อนข้างตอบยากเหมือนกันนะ มันมาจากความชอบส่วนตัวล้วนๆ เลย เราคิดอยากให้มันออกมาหน้าตาเป็นยังไง ให้ความรู้สึกอารมณ์ไหน เราก็ลองดีไซน์ดู เครื่องที่เราใช้อาจมีซ้ำกันบ้าง แต่ดีไซน์แต่ละคันจะไม่เหมือนกันเลย บางคันก็มาจาก Shape ของปลาบ้าง บางคันก็มาจากนกบ้าง ทุกอย่างที่เราออกแบบจะเป็น Shape ที่เราชอบหมดเลย

Q : ราคาต่อคันตั้งอยู่ประมาณเท่าไร
เราขายราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 350,000-3,000,000 บาท ซึ่งความแตกต่างของราคาก็อยู่ที่ตัวเครื่อง บางคันตัวเครื่องหาได้ยากมาก หรือไม่มีแล้ว มันก็ทำให้ราคาสูงขึ้น อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับทุนด้วยว่า เราแต่งรถไปเท่าไร ถ้าคันใหม่เราทำเฟรมใหม่ ทำชุดหน้าใหม่ แน่นอนว่าราคาก็จะอัพขึ้น หรือแอคเซสเซอรี่ที่ใช้ ถ้าเป็นจากปี 30 หรือ 50 ราคามันก็ต้องแพงอยู่แล้ว

Q : คิดว่าอะไรเป็นลูกเล่นน่าสนใจที่ทำให้คนซื้อ

เรามั่นใจว่าส่วนใหญ่คนซื้อเพราะดีไซน์ของเรา เราขายทั้งดีไซน์เลย ซึ่งมันมีคันเดียวในโลก และไม่มีคันไหนที่เหมือนแบบนั้น ทุกอย่างทุกขั้นตอนที่ทำเป็น Handmade ทั้งหมด ลูกค้าสามารถรีเควสให้เราออกแบบ-แต่งรถให้ได้ เพียงแค่บอกว่าชอบสไตล์ประมาณนี้ อยากให้มีลูกเล่นตรงนี้ๆ หน่อย เราก็จะออกแบบให้ตามสไตล์ที่คุณต้องการ ทุกคันเป็นงานละเอียดที่ต้องใช้เวลา และเป็นดีไซน์เฉพาะที่ไม่มีคันไหนเหมือน นับตั้งแต่เปิดบริษัทมา เราทำมอเตอร์ไซค์มาแล้วประมาณ 25 คัน ซึ่งแต่ละคันก็จะมีสไตล์โดดเด่นกันไปเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว

Q : กลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบ และมาสั่งทำบ่อยๆ
เรารับลูกค้าเรื่อยๆ นะ ก็จะมีทั้งลูกค้าเก่า และใหม่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าใหม่ซะมากกว่า ลูกค้าเก่าจะมีอยู่แค่ 3-4 คน ที่บ้ามอเตอร์ไซค์จริงๆ แล้วก็จะมาสั่งซ้ำเรื่อยๆ เป็น Repeat Customer หลักๆ แล้วลูกค้าร้านเราจะเป็นผู้ชายอายุ 17-55 ปี มีทั้งคนไทย และต่างชาติ ถ้าเด็กหน่อยก็จะเป็นเด็กผู้ชายที่เริ่มอยากขี่มอเตอร์ไซค์ หรือถ้าโตหน่อยบางคนเคยขี่แล้ว พอเขาเห็นดีไซน์เราก็ทำให้อยากกลับมาขี่อีก เพราะมันสวยเท่ดี

Q : มีไอดอลนักแต่งมอเตอร์ไซค์คนไหนบ้าง

ส่วนตัวที่เราชอบ และเอาไอเดียเขามาเป็นแรงบันดาลใจบ่อยๆ เลยก็คือ Maxwell Hazan เป็นคนอเมริกัน และ Shinya Kimura เป็นคนญี่ปุ่น เราคิดว่างานซ่อม-งานแต่งมอเตอร์ไซค์ เดิมจริงๆ แล้วมันมาจากญี่ปุ่น และคนนี้ก็เป็นคนที่เก่งที่สุด เราเห็นผลงานเขาสุดยอดมาก สักวันหนึ่งเราก็อยากจะเก่งให้ได้แบบเขาบ้าง

Q : ในคันต่อๆ ไปที่จะทำคิดว่าจะนำลูกเล่นอะไรมาทำให้น่าสนใจมากขึ้นบ้าง
จริงๆ ลูกเล่นก็คือตัวดีไซน์ที่ไม่ซ้ำกันเลยนั่นแหละ แต่ในอนาคตเราคิดว่าอาจจะเอารถใหม่มาทำเลย หมายถึงเราจะไม่ใช้เครื่องเก่าแล้ว เพราะมันมีปัญหาเยอะ เสียบ่อยบ้าง หรือบางทีเจอเครื่องแต่จดทะเบียนไม่ได้ ตีทะเบียนไม่ได้บ้าง มันก็เฟล ถ้าเป็นรถรุ่นใหม่ก็อาจจะทำแบบให้ลูกค้าเลือกสีเองได้ เลือกแอคเซสเซอรี่แต่งรถได้ตามใจ

Q : ถ้าใครสนใจอยากให้แต่งรถให้ สามารถติดต่อได้ทางไหนบ้าง
สามารถเข้าไปดูสไตล์ หรือไอเทมแต่งรถได้ที่ www.halfcastecreations.com หรือติดต่อเข้ามาทางอีเมลได้เลยที่ hccbkk@gmail.com สำหรับถ้าใครจะสั่งมอเตอร์ไซต์ผ่าน Process ที่ใช้เวลาหน่อย เราก็จะต้องมีการคุยกับลูกค้าใหม่ก่อนว่าเขาชอบสไตล์แบบไหน

พาร์ท 2 : ธุรกิจที่สอง โอกาสทองต้องคว้าไว้ !

‘อันนี้เป็นธุรกิจเสื้อผ้าออนไลน์ที่ทำร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน ชื่อแบรนด์ The Basic Right ด้วยความที่ตอนนั้นเพื่อนพาร์ทเนอร์คนหนึ่งชื่อ Freddie Cowan มาเล่นคอนเสิร์ตที่เมืองไทย และเห็นว่าคนกรุงเทพฯ แต่งตัวเก่งกันมากๆ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เต็มไปด้วยแฟชั่นเลยก็ว่าได้ เลยคิดอยากจะเปิดแบรนด์เสื้อผ้าขึ้นมา โดยชวนเราและเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อ Brianna Lance มาทำด้วยกัน’ หนุ่มหล่อมาดเซอร์ ดอนนี่ พูดพร้อมกับยิ้มด้วยความภูมิใจเล็กๆ

Q : ทำไมถึงเลือกทำเป็นธุรกิจออนไลน์
เรากับเพื่อนคิดกันว่าไม่อยากขายตามห้างฯ หรือในร้าน เพราะมันมีการลงทุนค่อนข้างเยอะ เราก็เลยตัดสินใจจะขายทางออนไลน์ดีกว่า

Q : ทำไมถึงชื่อแบรนด์ The Basic Right
มีคนถามเข้ามาเยอะมากๆ ซึ่งจริงๆ มันก็แปลตรงตัวเลยคือ เสื้อผ้าแบบเบสิกที่ทำอย่างถูกต้อง อันนี้เรากับเพื่อนช่วยกันคิดนานอยู่ (หัวเราะ)

Q : คิดว่าเสื้อผ้าของเรามีความโดดเด่น-แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ยังไง
เสื้อผ้าของเราเป็นสไตล์ยุค 50 ซึ่งเราเอาสิ่งที่ดีที่สุดจากยุคนั้นมาทำใหม่ เปลี่ยนให้มันมีฟีลใหม่ ทันสมัยขึ้น อย่าง Trousers ก็ทำให้มันมีเอกลักษณ์เฉพาะขึ้น เอาจริงๆ เราหาเสื้อ หรือกางเกงสไตล์แบบนี้มานานแล้วนะ แต่ไม่ค่อยมีคนทำขึ้น เราก็ได้ไอเดียจากสิ่งที่เราชอบตรงนี้ล่ะ มาทำให้เกิดเป็นแบรนด์ Basic Right

เหนือสิ่งอื่นใด เราอยากจะให้แบรนด์เราเป็นอะไรที่หาซื้อได้ง่าย และสามารถซื้อได้ในที่เดียว เราสังเกตว่าผู้ชายหลายคนขี้เกียจเดินหาซื้อข้างนอก หรือไม่อยากเดินเลือกซื้อนานๆ เราก็อยากจะให้แบรนด์เราช่วยซัพพอร์ตความสะดวกสบายตรงนั้น คือเพียงแค่เข้าไปในเว็บไซต์ก็สามารถเลือกซื้อได้ทุกชิ้นในราคาไม่แพง อีกทั้งดีไซน์ยังสามารถใส่แมตช์กันได้ง่าย ทั้งกางเกงยีนส์ ทีเชิ้ต แจ็กเกต กางเกงขายาวสบายๆ ก็มีโทนสีไปในทิศทางเดียวกัน

Q : ทำการตลาดยังไงให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก
เนื่องจากขายในออนไลน์ แน่นอนว่าหลายคนอาจยังไม่รู้จักแบรนด์ของเรา ซึ่งตรงนี้เราก็มี Pr ที่นิวยอร์ก และเมืองไทย คอยช่วยกันโปรโมตลงสื่อต่างๆ ทั้งออนไลน์ หนังสือพิมพ์ รวมถึงนิตยสารอยู่ตลอด อย่างเช่น VOQUE หรือ GQ ช่วงที่มันพีคหรือบูมมากสุด คือตอนที่แบรนด์ได้ลงนิตยสาร GQ ที่อเมริกา จำได้ว่า ตอนนั้นเราขายได้ประมาณ 1,000,000 กว่าบาทในสต๊อก จากนั้นก็มีออเดอร์เข้ามาอีกเยอะมากมาย รวมถึงดารา นางแบบ นักดนตรีหลายคนที่นั่นก็หยิบแบรนด์ของเรามาใส่

เราว่ามันเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่เพื่อนพาร์ทเนอร์ของเราทั้งสองคน (Freddie และ Brianna) เขาดังอยู่แล้วในนิวยอร์ก และรู้จักคนดังๆ เยอะ ฉะนั้นมันก็เลยเป็นเรื่องง่ายขึ้น เหมือนเราได้คนดังๆ มาช่วยซัพพอร์ตให้แบรนด์ดังขึ้นไปอีก ตอนที่หลายคนได้ยินว่าเพื่อนพาร์ทเนอร์สองคนทำเสื้อผ้าของผู้ชาย พวกเขาก็สนใจ และให้การตอบรับที่ดี ถึงขั้นเอาเสื้อผ้าของแบรนด์เราไปช่วยโปรโมตให้-ซัพพอร์ตให้แบรนด์ดังขึ้นไปอีก ซึ่งฟีดแบ็กหลังจากนั้นก็ดีเว่อร์ มีคนอยากซื้อเสื้อผ้าของเรามากขึ้น

Q : กับแบรนด์นี้แบ่งหน้าที่กับเพื่อนดูแลยังไงบ้าง
เอาจริงๆ เราไม่ได้แบ่งชัดเจนอะไรขนาดนั้น เรียกว่าเราช่วยกันคิดครีเอต ช่วยกันทำดีกว่า เราคุยกันว่ามันน่าจะออกมาเป็นยังไง ต้องการผ้าแบบไหนถึงจะดี ตั้งแต่แรกเราไม่รู้เลยว่าต้องใช้ผ้าแบบไหน ต้องขายออกครั้งละกี่ตัว หรือในราคาเท่าไร เราก็มานั่งจับกลุ่มระดมสมองคุยกันเกือบทุกวัน โดยเริ่มแรกตอนทำธุรกิจ เราก็ Search หาผ้าว่ามันควรจะเป็นผ้าแบบไหน แล้วก็ไปลงได้เป็นผ้าของญี่ปุ่น เพราะเราจับแล้วเนื้อผ้ามันดี-สวย จากนั้นเราก็ไปหาโรงงานที่เมืองไทยเพื่อทำตัวอย่างออกมาดูก่อนว่า ผ้าตัวนี้เอามาใช้แล้วมันเวิร์กจริงๆ ไหม ก่อนจะดีไซน์ และสั่งผ้าทั้งหมดผลิตจริงออกมาเป็นคอลเลกชั่น คือทำแล้วรู้เลยว่าสเตปขั้นตอนเยอะมากจริงๆ

Q : ทำคอลเลกชั่นหนึ่งยากไหม-ใช้เวลาทำนานแค่ไหน
ไม่นานเลย แต่มันมีดีเทลที่ต้องเก็บเยอะ ตอนนี้เรากำลังทำซีซั่นที่ 3 อยู่ ตอนออกซีซั่น 1 กับ 2 ขายดีมากๆ ทว่าพวกเราก็ยังไม่แฮปปี้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ว่ามันสมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็น ซีซั่นนี้เราเลยส่งทุกอย่างไปอังกฤษให้ช่าง Taylor ดูว่าอาจจะต้องมีการปรับแก้ตรงไหน ยังไงบ้าง เพราะสำหรับเราฟิตติ้งทุกอย่างที่ออกไปต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ท้ายสุดแล้วเราเชื่อว่า เนื้อผ้าดี ฟิตติ้งดี ดีไซน์สวย ใส่แล้วไม่เบื่อ ทุกอย่างออกมายังไงมันต้อง Work อยู่แล้ว

คิดว่าผลตอบรับจะออกมาเป็นไง คนจะชอบไหม ? กับซีซั่น 3 เราคิดว่าคนน่าจะชอบนะ ความพิเศษเด่นๆ ของซีซั่นนี้เลยจะเป็นสูท 2 ตัว 2 แบบ แบบแรกจะมี 2 กระดุม และแบบที่สองจะมี 1 กระดุม อีกทั้งซีซั่นนี้เราจะเริ่มทำเป็นกางเกงแคชเมียร์ จะมีขายเฉพาะในนิวยอร์กเท่านั้น เพราะว่าที่นั่นหนาวมาก..ก

Q : แต่ละซีซั่นที่ทำมีความแตกต่างกันยังไงบ้าง รวมถึงอินสไปเรชั่น
ต้องบอกก่อนว่า เสื้อผ้าผู้ชายไม่เหมือนเสื้อผ้าผู้หญิงนะ ที่จะมีหลายแบบหลายดีไซน์ สามารถเปลี่ยนทรงได้เยอะขนาดนั้น ของเราที่ทำจะเป็น Core Collection เบสิกสไตล์ และมันไม่ใช่แฟชั่นที่ตามกระแส อย่าง Trousers, T-Shirt เราจะมีขายทุกซีซั่น ฉะนั้นถ้าถามถึงความต่าง มันก็คงเป็นการที่เรานำตัวคลาสสิกชิ้นหนึ่ง มาทำให้ซีซั่นนั้นน่าสนใจขึ้น อย่างไรก็ดี เราคิดที่จะทำไซส์สูงขึ้นด้วย เพราะอยากให้ผู้หญิงใส่ได้เหมือนกัน ก็ต้องดูว่าจะออกมาเป็นยังไง (หัวเราะนิดๆ) คิดว่าสไตล์ของแบรนด์เป็นแบบไหน ? สไตล์โดยรวมของแบรนด์เรามองว่าเป็นเสื้อผ้าคลาสสิกที่พอดีตัว ใส่แล้วไม่รู้สึกแน่นเกินไป และด้วยเนื้อผ้าจากญี่ปุ่นทำให้เวลาใส่จะได้ฟีลอารมณ์ญี่ปุ่นนิดหนึ่ง

Q : คิดเปิด Store ขายไหม
ตอนแรกเราว่าจะไม่เปิดนะ เพราะว่าเงินลงทุนมันสูง แต่ตอนนี้พอเห็นฟีดแบ็ก เสื้อผ้าเริ่มขายดีขึ้น แบรนด์เริ่มโอเคเป็นที่รู้จักมากขึ้น เราว่าก็จะลองเปิดขายดู คิดไว้ว่าถ้าจะเปิดก็ต้องเปิดที่ New York ก่อน เพราะมันเป็นแบรนด์ของ New York เลย ถ้ามันไปได้สวยก็ค่อยขยายมาเอเชีย คิดว่าน่าจะเป็นญี่ปุ่น โตเกียว หรือ โอซาก้า ก็ว่ากันไป เพราะว่ามีแฟนคลับหลายคนที่โน่นติดตามอยู่ เทียบกับที่ไทยแล้ว ญี่ปุ่นจะรู้จักแบรนด์ของเรามากกว่า อีกทั้งผ้าที่เราเอามาก็จากญี่ปุ่นด้วย ส่วนที่เมืองไทยก็อาจจะค่อยขยายสาขามาทีหลัง

Q : จุดอ่อนของแบรนด์ที่ยังอยากจะแก้ไข
ภาพรวมของแบรนด์ตอนนี้โอเคเลย เราเปิดธุรกิจนี้กับเพื่อนมายังไม่ถึงปี แต่แบรนด์มีการพัฒนา-เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี ส่วนตัวคิดว่าบริษัทเรายังเด็กอยู่มาก และมันอยู่ในช่วงกำลังวางระบบว่าทุกอย่างต้องดำเนินไปในทิศทางไหน ดูฟีดแบ็ก ความชอบ หรือไม่ชอบตรงไหนเพื่อมาปรับปุรง อย่างที่เราบอกตั้งแต่แรกว่า ทุกคนมีหลายไอเดีย ฉะนั้นมันก็ต้องเกิดการคุยกัน ตอนนี้เรากำลังจับวางระบบให้ทุกอย่างไม่มีข้อผิดพลาด หรือใช้เวลานานเกินไปในการทำแต่ละซีซั่น เพราะซีซั่นแรกค่อนข้างใช้เวลาทำนานไปนิด

Q : ตอนนี้คิดอยากทำธุรกิจอะไรเพิ่มอีกไหม
ไม่แล้วนะ ตอนนี้ทั้ง 2 ธุรกิจของเรามันเพิ่งเริ่มต้น เราคิดว่าอีกนิดประมาณ 3-4 ปี The Basic Right ก็น่าจะอยู่ได้ ส่วน Halfcastecreation ณ ตอนนี้ ฟีดแบ็กดีมาก ดังทั่วโลกแล้ว เราแฮปปี้เลย ต่อไปก็รอให้ธุรกิจเติบโตอีกหน่อยจะจ้างให้คนอื่นทำ ส่วนเราก็จะแค่ปรับปรุง-ดีไซน์ หาไอเดียใหม่ๆ แล้วเราจะกลับไปเล่นดนตรีเหมือนเดิม มันเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เราชอบตั้งแต่เด็ก มีวงดนตรีของตัวเอง ซึ่งจริงๆ เราเคยมีวงดนตรีของตัวเองนะ แต่งเพลงเอง แต่พอต่างคนต่างไปเรียนต่อก็แยกย้ายกันไป ถามว่าเราชอบดนตรีสไตล์ไหน ถึงจะไม่เข้ากับเสื้อผ้า และบุคลิก แต่ต้องบอกว่า ‘แนวร็อก’ นี่แหละชอบสุด เป็นสไตล์ของเราเลย เพลงที่แต่งก็แนวร็อกทั้งนั้น (หัวเราะร่าปนทำหน้าทะเล้น)

Q : สำหรับเสื้อผ้า The Basic Right ถ้าใครสนใจสั่งซื้อได้ทางไหนบ้าง
สั่งซื้อได้ทางเว็บไซต์เราอย่างเดียวเลย ที่ www.basicrights.com รับรองว่าคุณจะแมตช์ชุดไม่มีวันเบื่อ !!

พาร์ท 3 : ไลฟ์สไตล์สุดชิล...ที่ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เว่อร์ !

Q : ทำงานหนักขนาดนี้มีการบริหารเวลายังไง
จริงๆ เป็นประจำทุกวัน ทุกเช้าเราจะตื่นไปต่อยมวย ออกกำลังกายก่อน แล้วค่อยกลับมาทำอีเมลตอนเช้าให้ที่นิวยอร์ก และลอนดอน ตอนบ่ายๆ เราก็จะเข้าช็อปทำมอเตอร์ไซค์เลยไปถึงดึกๆ ประมาณ 2-3 ทุ่ม เราก็จะมีประชุมกันกับเพื่อนๆ เพราะว่าที่นิวยอร์กกับเมืองไทยไม่เหมือนกัน ที่โน่นเป็นเวลาที่เขาเพิ่งตื่นกันประมาณ 7 โมงเช้า

เอาจริงๆ ทุกวันก็ผ่านไปแบบนี้แหละ ทำงานตลอด ยิ่งกับ 2 ธุรกิจนี้เราอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานได้ มันก็เลยเหมือนกับพอว่างๆ เราก็มานั่งจับคอมฯ ทำงาน วาดรูปหาดีไซน์ใหม่ๆ ทว่าแบรนด์ The Basic Right ด้วยความที่เราเป็น Production เวลาจะออกซีซั่นใหม่ เราก็จะต้องอยู่ QC ทุกอย่างนะ เช็กทุกอย่างว่ามันถูกต้อง ช่วงนั้นจะไปไหนไกลๆ ไม่ได้เลย

Q : ไลฟ์สไตล์ยามว่างทำอะไรบ้าง
เราทำงานอาทิตย์ละ 6 วันนะ แต่ถ้าวันไหนว่างๆ หรืองานน้อยหน่อย เราจะพักผ่อนอยู่บ้านนี่แหละ วาดรูปเล่นบ้าง แต่งเพลงบ้าง ออกไปหาโลเคชั่นสวยๆ ถ่ายรูปบ้าง หรือดึกๆ หน่อยก็อาจจะมีออกไปดริงค์กับเพื่อน เมื่อก่อนชอบเที่ยวมากนะ ทว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ไปแล้ว ไม่ไหวๆ พอตื่นมาแฮงค์ทำงานไม่ได้เลย (หัวเราะร่า)

Q : ปกติชอบแต่งตัวสไตล์ไหน
ง่ายมากเลย เพราะเราจะแต่งตัวแบบเดิมๆ ตลอด (หัวเราะ) เราชอบใส่ทีเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ หรือเป็น Trousers บ้าง ส่วนตัวคิดว่ามันสบายดีนะ แล้วเราก็จะใส่เป็นแบรนด์ของเราเองนี่แหละ ซึ่งแบรนด์ของเราจะเป็นเสื้อผ้าสไตล์ยุค 50 เราชอบแนวนั้น ไม่รู้ทำไม ออกแนวเนิร์ดๆ หน่อย หลายคนอาจไม่ค่อยชอบแนวนี้ แต่สำหรับเราคิดว่ามันเป็นลุคที่เท่มาก ถามว่าส่วนตัวเป็นคนติดแบรนด์ไหม ตอบตรงๆ เราไม่ติดเลยนะ อะไรที่ใส่สบาย ดีไซน์สวย เราชอบหมดเลย จริงๆ เราไม่ค่อยชอบแบรนด์อะไรเลยด้วยซ้ำ!

Q : สถานะหัวใจกับแฟนสุดเลิฟ
(หัวเราะกลบเกลื่อน) ดีนะ กำลังไปได้สวยเลย ตอนนี้เรากับแฟนก็คบกันมา 3-4 ปีแล้ว เราคิดว่ามันเป็นแมตช์ที่ดีมากเลย ย้อนถามว่ารู้จักกันได้ยังไง จริงๆ แล้วตอนแรกเราอยู่กลุ่มแก๊งเพื่อนเดียวกัน ซึ่งเราแก่กว่าเขาหนึ่งปี แรกๆ เราก็มองเขาเป็นเพื่อนมากกว่า ทีนี้สมัยมหาวิทยาลัยพอเขาไปเรียนนิวยอร์ก แล้วเราไปเรียนต่อลอนดอนก็ทำให้ห่างๆ ไม่ได้เจอกัน 3-4 ปี จนพอเราทั้งคู่กลับมาเมืองไทย เรามาเจอเขาอีกทีก็เห็นว่าเขาโตขึ้น น่ารักขึ้น (หัวเราะ) จากนั้นเราก็เลยเริ่มคุยกัน ตอนนั้นรู้สึกว่าเราทั้งคู่มีไลฟ์สไตล์อะไรคล้ายๆ กัน ชอบถ่ายรูป-ชอบงานอาร์ตเหมือนกัน เข้าใจกันมาก แทบจะไม่ทะเลาะกันเลย พอคุยกันไปเรื่อยๆ อย่างที่บอกมันเลยกลายเป็นแมตช์ที่ดีมาก เมื่อไหร่จะมีแพลนแต่งงาน ? เราก็อยากแต่งนะ แต่ตอนนี้กำลังเก็บตังค์อยู่ (ยิ้มหน้าทะเล้น)

Q : จับธุรกิจถึง 2 ตัว ไม่คิดสนใจทำ Logistic เหมือนคุณพ่อคุณแม่บ้างหรอ

ไม่เลย !! ส่วนตัวเราคิดว่ามันเป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก ถึงเงินดีก็จริง แต่สำหรับเราเงินไม่สำคัญขนาดนั้น จริงๆ ช่วงแรกก่อนมาจับธุรกิจเสื้อผ้า เราก็เคยทำงานในออฟฟิศได้เงินดีมากเหมือนกัน เจ้านายก็ใจดี ทว่าเรารู้สึกไม่โอเค ทำไปทำมาเรารู้ตัวว่า เราไม่ได้มี Passion ที่อยากจะทำมันขนาดนั้น เราก็เลยออกมา จนพอเรามาเปิดธุรกิจกับเพื่อน เราว่างานที่ทำอยู่ตอนนี้มันแฮปปี้มาก ได้ดีไซน์งานที่เราชอบในแบบของเรา เวลาที่ออกแบบในกระดาษแล้วมาทำเป็นสิ่งที่ใช้ได้จริง คนชื่นชอบ และติดตามผลงานจนมันดังขึ้นมาเป็นที่รู้จักมากขึ้น เราว่ามันเป็นความรู้สึกแบบ...ว้าว อเมซิ่งจริงๆ มันเกิดขึ้นจากฝีมือของเราล้วนๆ

Q : สุดท้ายสิ่งที่คาดหวังในอนาคต สเตปต่อๆ ไปที่จะทำ
แน่นอนว่า เราจะทำธุรกิจที่เกี่ยวกับอาร์ตไปเรื่อยๆ ตอนนี้มี The Basic Right และ Halfcastecreation หลังจากนี้ก็อาจจะทำขึ้นมาอีกหนึ่งแบรนด์ คิดอยู่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ หรือที่เขี่ยบุหรี่ (หัวเราะร่า) อีกอย่างที่ตั้งใจอยากทำคือ Landscape Design แบบตกแต่งสวน หรือต้นไม้

เอาจริงๆ ตอนนี้มีหลายอย่างมากที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำ เช่น ในเรื่องของวงดนตรี การทำเพลง ทำสวน แต่งรถยนต์ อันหลังนี้เราแต่งเล่นๆ นะ ไม่ได้จะมาทำธุรกิจจริงจัง เราเห็นว่าในตลาดคู่แข่งค่อนข้างเยอะเลย เราก็ไม่รู้จะไปสู้กับเขาทำไม แล้วก็ที่คิดไว้คือ เราอยากจะเดินทางไปเมืองนอกหาประสบการณ์ให้มากที่สุด หรืออ่านหนังสือให้เยอะที่สุดเพื่อทำให้เรามีแรงบันดาลใจใหม่ๆ เราอยากจะเห็นสถานที่ใหม่ๆ หรือเห็นอะไรที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะมันจะทำให้เราตื่นเต้น และเกิดเป็นไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา

*** ล้อมกรอบ ***
ถ้าใครอยากติดตามความเคลื่อนไหว หรือคอลเลกชั่นใหม่ๆ ของแบรนด์เสื้อผ้า The Basic Right ก็สามารถเข้าไปกดฟอลโลว์ได้ที่อินสตาแกรม www.instagram.com/basicrightsnyc หรือถ้าใครสนใจอยากจะได้มอเตอร์ไซค์คันใหม่-ดีไซน์เก๋ ก็สามารถเข้าไปชมแบบ และผลงานของเขาก่อนได้ที่อินสตาแกรม www.instagram.com/halfcastecreations

พอดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน ไม่ต้องมาเขินฉันพูดจริงๆ !! เสน่ห์ดึงดูดเว่อร์จนเผลอฮัมเพลงออกมาไม่รู้ตัว เมื่อได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเซเลบฯ นักธุรกิจหนุ่มมาดเซอร์คนล่าสุด ’ดอนนี่ คาร์ลสัน’ ที่ ไทยรัฐออนไลน์ จับตัวมาล้วง 13 ก.ย. 2559 15:51 28 ก.ย. 2559 11:22 ไทยรัฐ