วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จวกกกต.เป็นยักษ์ ปชป.อัดแหลก นวยฉะสุดโต่ง ห้าม-แจกซอง

สปท.เปิดเวทีชำแหละ 2 ร่าง ก.ม.ลูกฝีมือ กมธ.การเมือง สมาชิก เสียงแตกแบ่งข้างหนุน-ค้าน มท.จัดการเลือกตั้ง “นิกร-ชิดชัย” โดดขวางผวาขัด รธน. “อำนวย นิ่มมะโน” จวกยับหลับหูหลับตาชงเอามันสุดโต่ง ห้ามผู้สมัครและ ส.ส.ใส่ซองช่วยงานทำไม่ได้จริง สินบนคดีทุจริตเลือกตั้งอันตรายต้องยกเลิก หวั่นกุเรื่องหวังเงินรางวัล “สมพงษ์” โต้ฝ่ายการเมืองมโนเซ็ตซีโร่ “เสรี” แจงไม่เจตนาทุบพรรคการเมืองให้เสียหาย ผ่อนปรนพรรคทำหนังสือยืนยันสมาชิกเดิมได้ “มีชัย” การันตี ก.ม.ลูกเสร็จทันเวลา ปชป.-พท.รุมขย่ม กกต.เพิ่ม “ใบส้ม-ใบดำ” กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ “วิรัตน์” ซัด กกต.กลายเป็นยักษ์ ห่วงหลงอำนาจ เปิดช่องวิ่งล้มคดีมโหฬาร “สามารถ” อัดลองของจนปั่นป่วน แนะส่งศาลแผนกคดีเลือกตั้งตัดสิน สับ สปท.ถอยไม่จริง วางกับดักจ้องฟันอาญา กก.บห. “บิ๊กป๊อก” ชง ครม.แต่งตั้งโยกย้าย ผวจ. 30 ตำแหน่ง

หลังจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดเผยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.และ พ.ร.บ.พรรคการเมืองต่อสาธารณชน โดยมีบทลงโทษที่รุนแรงเข้มงวดและถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นข้อเสนอเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจเกินกว่าเหตุ ล่าสุด ในที่ประชุม สปท.มีสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวางทั้งคัดค้านและเห็นด้วย

สปท.เสียงแตกให้ มท.จัดเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภามีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สปท. เรื่องข้อเสนอการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน สปท.การเมือง ชี้แจงว่า เจตนารมณ์ข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.เพื่อให้มีการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม แต่กลับถูกวิจารณ์สร้างความเข้าใจผิดเช่น การให้กระทรวงมหาดไทยมาช่วย กกต.จัดการเลือกตั้ง ทั้งที่เป็นเจตนาดี ไม่มีเจตนาให้กระทบพรรคใดให้เสียหาย เราพร้อมยอมรับข้อวิจารณ์ต่างๆ

ทั้งนี้สมาชิก สปท.ได้อภิปรายแสดงความเห็นถึงข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นให้กระทรวงมหาดไทยจัดเลือกตั้ง ภายใต้การกำกับดูแลของ กกต. มี สปท.อภิปรายสนับสนุนและคัดค้านพอๆกัน โดยฝ่ายสนับสนุน อาทิ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ เห็นว่าปัจจุบัน กกต.ไม่ได้จัดการเลือกตั้งเองอยู่แล้ว เป็นเพียงแค่คนคุมนโยบาย ควรให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง เพื่อลดภาระงาน กกต. แต่ควรให้หน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงต่างๆ ตัวแทนพรรคการ เมือง ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง เข้ามามีส่วนร่วมจัดการเลือกตั้งด้วย เพื่อให้เกิดดุลยภาพการทำงาน ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทยอย่างเดียว

“นิกร–ชิดชัย” ขวางห่วงขัด รธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง อาทิ นายนิกร จำนง อภิปรายว่า อาจสุ่มเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญ การระบุให้กระทรวงมหาดไทยจัดเลือกตั้ง ภายใต้การกำกับดูแลของ กกต. เป็นการเขียนกว้างๆ ยังคลุมเครือ เชื่อว่าแม้เสนอไป กรธ.คงไม่ทำตาม เนื้อหาของ สปท.การเมืองมีหลายส่วนดีและหลายส่วนไม่ดี ดังนั้นส่วนตัวขอใช้สิทธิงดออกเสียง

ขณะที่ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อภิปรายว่า การให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง จะนำไปสู่ความเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก และสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญ กกต.มีอำนาจบริหารสั่งการหน่วยงานต่างๆ ได้อยู่แล้ว แต่การจัดการเลือกตั้งจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

สวดหลับหูหลับตาห้ามบริจาคเงิน

พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน สปท. อภิปรายว่า ข้อเสนอหลายเรื่องของ สปท.การเมืองหมิ่นเหม่ อาทิ การห้ามผู้สมัครและ ส.ส.บริจาคเงินทำบุญตามประเพณีในงานแต่งงาน งานศพ งานบวช เป็นการหลับหูหลับตาออกกฎหมาย ถามว่าออกมาแล้วบังคับใช้ได้หรือไม่ ทำให้ขาดความศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เริ่มคิด เป็นแนวทางที่เป็นไปไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ ส.ส.ตกนรกกันหมดไปร่วมงานบุญแล้ว บริจาคเงินช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ควรกำหนดวงเงินขั้นต่ำที่บริจาคได้ เช่น 500 -1,000 บาท จะเป็นไปได้มากกว่า ไม่ใช่เสนอแบบเอามันหรือสุดโต่ง ส่วนการเสนอให้สินบนนำจับแก่ประชาชนที่ชี้เบาะแสทุจริตเลือกตั้งนั้น เป็นเรื่องอันตรายอยากให้ยกเลิกเกรงว่าจะเกิดการสร้างเรื่องเพื่อหวังเงินรางวัล

จากนั้นนายวิทยา แก้วภราดัย กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.กล่าวสรุปการชี้แจงว่า อยากทราบว่า มีกระทรวงใดบ้าง ที่นักการเมืองไม่สามารถแทรกแซงสั่งการได้ ถ้าไม่ใช้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง ขอให้ช่วยเสนอว่า จะใช้หน่วยงานใดทำหน้าที่แทน

โต้ครหาไม่คิดเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง

ต่อมาเป็นการพิจารณารายงานข้อเสนอการจัดทำร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง โดยนายสมพงษ์ สระกวี ประธานคณะทำงานพิจารณาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง สปท.รายงานว่า การปฏิรูปพรรค การเมืองเป็นเจตจำนงร่วมกันของ คสช.และแม่น้ำ 5 สาย ที่อยากเห็นการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม พรรค การเมืองไม่ถูกครอบงำโดยนายทุน และเป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริง ข้อเสนอ สปท.การเมืองไม่เคยเสนอให้เซ็ตซีโร่พรรคการเมือง เป็นเรื่องที่พรรค การเมืองมโนขึ้นมาเอง เพราะเกรงว่า คสช.จะตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้นักการเมืองไหลเข้ามา กมธ.ไม่ได้หวังทำลายพรรคการเมือง ระบอบประชาธิปไตย แต่อยากเห็นการดำเนินการของพรรคการเมืองเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม

ระบุพรรคทำหนังสือยันบัญชีสมาชิกได้

ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน สปท.การเมือง กล่าวว่า ไม่ได้คิดรีเซตสมาชิกพรรคการเมือง ด้วยการให้พรรคการเมืองจดทะเบียนสมาชิกพรรคใหม่ทั้งหมด แต่พรรคการเมืองทำหนังสือยืนยันสมาชิกพรรคที่มีอยู่เดิม เพื่อรับรองว่ารายชื่อสมาชิกพรรคที่มีอยู่นั้นมีความถูกต้องแล้ว เพื่อเป็นการยืดหยุ่นให้พรรคการเมือง ทั้งนี้มีสมาชิก สปท.ขออภิปรายความเห็นเพียงแค่ 2 คน จากนั้นที่ประชุม สปท.ได้ยุติการอภิปราย โดยนัดลงมติรายงานข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ในวันที่ 13 ก.ย.

“มีชัย” ไม่กังวลตีความคำถามพ่วง

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งของ กกต.นายมีชัยให้สัมภาษณ์ว่า การตีความคำถามพ่วงไป อยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เราไม่ควรไปกังวลหรือคาดการณ์ว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะไปก้าวก่าย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญสั่งเป็นที่สุดก็ต้องทำตาม กกต.จะส่งมาทุกสัปดาห์ถึงสิ้นเดือนนี้จนครบ 4 ฉบับ และ สปท.กำลังเร่งส่งมา จะนำมารวมกันแล้วดูทีเดียว เมื่อถามถึงข้อเสนอการรีเซตสมาชิกพรรค การเมือง จะทำให้การเลือกตั้งอาจต้องขยับไปหรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า แต่ละคนอาศัยประสบการณ์ เสนอเรื่องมาเราก็รับฟังก่อน จะไม่กังวล แล้วนำมารวมดูข้อเสนอทีเดียว ถ้าดีจริงจะทำให้การเลือกตั้งดีได้ คงต้องทำตามเขา แต่ถ้าไม่ดีต้องคิดหาวิธีอื่น แต่ตอนนี้ต้องฟังเขาไปก่อนว่ามีอะไรใหม่ จะได้เป็นพื้นฐานของ กรธ.ด้วย

การันตี ก.ม.ลูกเสร็จทันกรอบเวลา

เมื่อถามว่า การฟังรอบด้านแบบนี้ จะทันกรอบเวลาที่มีอยู่หรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า กรอบเวลาเรายังไม่เริ่มนับหนึ่ง เราทำล่วงหน้า ต้องทัน ถ้าไม่ทันพ้นหมดยกคณะ คราวนี้จะแย่ถ้าตั้งกันมาใหม่ ส่วนจะมีเลือกตั้งตอนไหนเราไม่รู้ กรธ.มีหน้าที่ทำกฎหมายลูกให้เสร็จ การเลือกตั้งต้องไปถาม กกต. ส่วนข้อเสนอของ กกต.เรื่องใบดำนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่า การทุจริตต่อการเลือกตั้งจะถูกตัดสิทธิไปตลอดชีวิต กกต.จะไปเรียกใบดำ ใบแดงก็เรื่องของเขา อาจเรียกเพื่อความสะดวก เพียงแต่ว่าการที่จะถูกห้ามจะมีสองระยะ คือ กกต.มีอำนาจสั่งตัดสิทธิสมัครรับการเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว จากนั้นต้องไปฟ้องศาล ขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียด ต้องรอเขาส่งร่างข้อเสนอมาให้ก่อน ถึงจะต้องดูว่าจะเขียนอย่างไรให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ

ดึงอดีต ส.ส.–อาจารย์–สื่อร่วมสัมมนา

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ.ในฐานะคณะทำงานด้านการรับฟังความคิดเห็น กล่าวว่า การจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นของฝ่ายต่างๆ ก่อนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จะจัดในวันที่ 28 ก.ย. เบื้องต้นจะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักการเมือง อดีต ส.ส. ผู้มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องนักวิชาการ สื่อมวลชน มาให้ความเห็น ส่วนเนื้อหาที่จะรับฟัง จะเป็นรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับที่ กกต.จัดส่งมาให้ กรธ.และหากภายในระยะเวลาก่อนจัดสัมมนา ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ส่งมาถึง กรธ.จะนำเข้าสู่เวทีสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นเช่นกัน

กกต.หารือตั้งแท่น ก.ม.เลือกตั้ง ส.ส.

เมื่อเวลา 14.45 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดพิธีเชิดชูเกียรติและมอบประกาศเกียรติคุณผู้เกษียณอายุประจำปี 2559 ซึ่งผู้เกษียณอายุครบ 60 ปี ทั้งสิ้น 60 คน โดยนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.กล่าวเชิดชูเกียรติผู้เกษียณอายุงาน จากนั้นนายศุภชัย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม กกต.เพื่อพิจารณา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 13 ก.ย.ว่า ถ้าพิจารณาเสร็จจะส่งให้ กรธ.พิจารณาเลย แต่ไม่ขอพูดถึงรายละเอียด เพราะอาจไม่ตรงกับผลการประชุม ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองออกมาวิจารณ์การให้ส่งนโยบายหาเสียงให้ กกต.เพื่อตรวจสอบก่อนนั้น กกต.ส่งไปเป็นเพียงเบื้องต้น การพิจารณากฎหมายลูกทั้งหมดเป็นหน้าที่ของ กรธ.

“ศุภชัย–สมชัย” สลับหน้าที่คุมงาน

เมื่อถามว่า กรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ระบุว่า แม้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ นายศุภชัยไม่ควรลาออกจากตำแหน่งประธาน กกต.เพราะจะมีผลต่อตำแหน่ง กกต.ด้วยจึงไม่ควรลาออกนายศุภชัย กล่าวว่า เมื่อกฎหมายว่าอย่างไรก็ต้องว่าไปตามนั้น ขณะนี้ไม่สามารถให้รายละเอียดอะไรได้

ปธ.กกต.เชิงสูงไม่ยอมเซ็นมอบงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการสับเปลี่ยนตำแหน่งของ กกต.ยังไม่ยุติ หลังขอให้นายศุภชัยลาออกจากตำแหน่งประธาน กกต.แต่นายศุภชัยไม่ยอมลาออก ล่าสุดได้ตกลงระหว่าง กกต. สลับสับเปลี่ยนงานกัน โดยให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง มาดูแลงานด้านบริหารกลางแทนนายศุภชัย และให้นายศุภชัยไปดูแลด้านบริหารงานเลือกตั้งแทน โดยได้มีหนังสือเวียนแจ้งให้ กกต.รับทราบ และมีรายงานด้วยว่างานบริหารกลางที่นายศุภชัยดูแลอยู่นั้น นายศุภชัยยังไม่ยอมเซ็นชื่อเพื่อมอบหมายงานให้นายสมชัยดูแลแทน

“องอาจ” พร้อมเล่นทุกกติกา

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ของ กกต.ที่กำหนดระดับความผิดฐานกระทำการทุจริตไว้เป็น “ใบเหลือง-ใบส้ม-ใบแดง-ใบดำ” ว่า ไม่ติดใจเรื่องกฎกติกาการเลือกตั้ง ที่จะมาใช้กับนักการเมือง แม้ กกต.จะเพิ่มใบส้มหรือใบดำ ไม่ได้หวั่นไหว ผู้เล่นต้องพร้อมเล่นตามกติกา ถ้ากติกานั้นเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม เราไม่มีปัญหาอะไร เชื่อมั่นโดยบริสุทธิ์ว่าไม่ได้คิดที่จะทำผิด หรือทุจริตการเลือกตั้ง ข้อเสนอของ กกต.ยังต้องผ่าน กรธ.และ สนช.อีก ก่อนออกมาเป็นกฎหมายสังคมคงจะช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ เราอยากเห็นการช่วยป้องกันการซื้อเสียงที่ถือเป็นด่านแรกของการกลั่นกรองบุคคลที่จะเข้ามาสู่ทางการเมืองในฐานะเป็นผู้แทนฯ

“วิรัตน์” ค้าน กกต.เป็นยักษ์หลงอำนาจ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กกต.เสนอให้มีทั้งใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม ใบดำ เอาไว้ลงโทษผู้สมัครทุจริตเลือกตั้งนั้น ตนกังวลเป็นเรื่องการตัดสิทธิทางการเมืองผู้สมัคร ส.ส. หาก กกต.หลงในอำนาจหรือใช้อำนาจโดยมิชอบเหมือนอดีต จะสุ่มเสี่ยงใช้อำนาจตามอำเภอ ใจ การให้อำนาจ กกต.ตัดสิทธิทางการเมืองทั้งใบส้ม ใบแดง หรือใบดำ ที่ตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตได้แบบนี้ ควรเป็นอำนาจของศาล ที่มีกระบวนการยุติธรรมที่รัดกุมกว่า เรื่องการตัดสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยให้ กกต.ใช้สีต่างๆไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เท่ากับร่างอำนาจให้ กกต.กลายเป็นยักษ์ขึ้นมาจะมีการวิ่งเต้นมโหฬารแน่ ในสมัย กกต.บางชุดในอดีต สำนวนกองหมักหมมกองพะเนินค้างเป็นพันคดี เพราะไปรับเงินมาแล้ว จึงสั่งทำสำนวนคดีไม่ได้เรื่องนี้อย่าไปหลงทำพลาดอีกรอบจะเสียหาย กกต.อย่าปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ ควรจะไปหาช่องทางป้องกันทุจริตทุกรูปแบบน่าจะดีกว่า แต่ต้องไม่ใช่เสนอเพิ่มอำนาจให้ตัวเองแบบเบ็ดเสร็จดังกล่าว

พท.ซัด กกต.ลองของทำป่วน

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของ กกต.กำหนดโทษทุจริตเลือกตั้งเป็น 4 ระดับ โดยให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ใบดำ ว่า ที่ผ่านมามีเพียงใบเหลือง ใบแดงก็ยุ่งแล้ว ไม่อยากให้คิดอะไรให้ยุ่งยาก เพราะของเดิมดีอยู่ แต่ กกต.ควรปรับกระบวนการทำงาน ทำอย่างไรให้การตัดสินผู้ที่จะได้ใบเหลืองหรือใบแดง มีความเป็นธรรมและน่าเชื่อถือ ควรมีศาลแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสินโดยให้ กกต.เป็นผู้รวบรวมข้อมูล เพราะที่ผ่านมา กกต.ทำเองทุกขั้นตอน วันนี้เหมือนคิดลองของใหม่ไปเรื่อย และไม่ทราบว่าเมื่อนำมาใช้จริง จะเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ ทั้งนี้ วันที่ 28 ก.ย.จะมีการเปิดเวทีฟังความเห็น หาก กรธ.เชิญมา พรรคเพื่อไทยพร้อมส่งตัวแทนไป เพื่อจะได้สะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะ

ไม่เชื่อ สปท.ถอยเซ็ตซีโร่จริง

นายสามารถยังกล่าวถึง กรณี สปท.ยอมถอยเรื่องการรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองว่า ฟังดูเหมือนถอย แต่สุดท้ายทุกพรรคต้องตรวจสอบรายชื่อสมาชิกพรรคอยู่ดี เพราะนายเสรี สุวรรณภานนท์ สปท.ด้านการเมือง ระบุว่า หากรายชื่อที่แต่ละพรรคยืนยันมาไม่เป็นความจริง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคต้องถูกลงโทษอาญาและติดคุก แม้จะบอกว่าถอย แต่การถอยแบบ สปท.ไม่ได้เรียกว่าถอย แต่ยิ่งหนักขึ้น เพราะมีการกำหนดโทษไว้ แต่เพื่อไทยไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะสมาชิกไม่ได้มีมากเท่าพรรคประชาธิปัตย์

แบนตลอดชีพควรให้ศาลสั่ง

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 กล่าวถึงกรณีข้อเสนอร่างกฎหมายลูกให้ กกต.มีอำนาจประกาศกำหนดวัน เลือกตั้ง และเลื่อนวันเลือกตั้งได้ หากมีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า การเลื่อนวันเลือกตั้งควรให้อำนาจ กกต.จัดการ เพื่อแก้ปัญหาในอดีตที่อาจเกิดความวุ่นวาย จะได้ตัดปัญหาขัดขวางการเลือกตั้งที่เคยมีบทเรียนมาแล้วในอดีต แต่ต้องไปเขียนรายละเอียดให้ดี เช่น ถ้า กกต.จะเลื่อนวันเลือกตั้งเองได้ ต้องเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆเท่านั้น ส่วนกรณี กกต.เสนอให้ลงโทษผู้สมัครที่ทุจริตการเลือกตั้งรุนแรง ใช้ใบแดงตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี ใบดำตัดสิทธิตลอดชีวิตนั้น ยังไม่แน่ใจรายละเอียดว่าใครเป็นผู้มีอำนาจลงโทษตัดสิทธิทางการเมือง หรือจำเลยที่จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง จะมีสิทธิยื่นอุทธรณ์โทษหรือยื่นฎีกาได้หรือไม่ แต่ กกต.เป็นองค์กรที่มีอำนาจกึ่งตุลาการกับบริหาร จึงไม่ค่อยเหมาะสม หากให้อำนาจ กกต.ยิ่งใหญ่ถึงขนาดตัดสิทธิทางการเมืองใครตลอดชีวิตได้ ถ้าจะลงโทษรุนแรงต้องให้อำนาจฝ่ายตุลาการอย่างศาลทำหน้าที่ไต่สวนและตัดสินมากกว่า

“ไพบูลย์” ชี้ช่องสมาชิกย้ายพรรค

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช.และผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวถึง กมธ.ด้านการ เมือง สปท.ยอมปรับแก้เนื้อหากรณีรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองว่า ไม่ว่าจะมีการรีเซ็ตสมาชิกพรรค การเมืองหรือไม่ก็ตาม เป็นห่วงและขอฝาก กรธ.ว่าควรจะร่างกฎหมายโดยให้ความสำคัญกับสมาชิกพรรค การเมืองด้วย เพราะกฎหมายพรรคการเมืองเดิมไม่ได้เขียนไว้เลย กรธ.ควรจะบัญญัติไว้ในกฎหมายพรรค การเมืองให้ชัดเจนว่า การสมัครเป็นสมาชิกพรรคการ เมือง ควรจะใช้วิธีการเดียวกับหลักการจดแจ้งทะเบียนบ้านหรือการแจ้งเปลี่ยนเครือข่ายโทรศัพท์มือถือหากไม่มีการรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ ควรกำหนดให้ชัดว่าประชาชนที่ต้องการจะไปเป็นสมาชิกพรรค การเมืองใหม่ ให้เขายื่นความจำนงกับพรรคที่ต้องการ โดยกรอกแบบฟอร์มยื่นความจำนงที่ กกต.โดยพรรค การเมืองนั้นต้องแจ้งกลับไปยัง กกต.อีกที เพื่อเปลี่ยนทะเบียนพรรคให้ใหม่ เป็นการตรวจสอบหรือรีเช็กสองทาง

“บิ๊กป้อม” บ่นชาติสงบแต่ยังขัดแย้ง

เมื่อเวลา 08.00 น. ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม เป็นประธานปิดหลักสูตรการศึกษาวิทยาลัยป้องกันอาณาจักร รุ่น 58 โดยมี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ เสนาธิการทหาร พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เข้าร่วม โดย พล.อ.ประวิตรกล่าวตอนหนึ่งว่า ความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญที่สอดแทรกในทุกเรื่อง ยังมีพวกที่มีความคิดสุดโต่งในหลากหลายอาชีพ และทำให้เกิดความสูญเสีย เกิดความไม่สงบไปทั่วภูมิภาคและทั่วโลก หวังเป็นอย่างยิ่งนักศึกษา วปอ. ทุกคนจะช่วยกันสอดส่องดูแลภาพรวมของประเทศให้สงบสุข คสช.เข้ามาบริหารประเทศ 2 ปีแล้ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้านมีความสงบ แต่ถามว่าประเทศสงบจริงหรือไม่ ก็ไม่ใช่ยังมีการเคลื่อนไหวให้ประเทศเดินไปในลักษณะที่เขาต้องการ สร้างความขัดแย้งให้คนในชาติก็ยังมีอยู่ ทุกวันนี้ประเทศมีความสงบแต่ยังมีความขัดแย้ง

อย่าเพิ่งไปไกลเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง

จากนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสมาชิก สปท.เสนอเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองว่า ยังไม่เห็นมีใครเสนอมา ยังไม่ถึงตน ใครจะไปเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง เรื่องนี้พูดกันทุกวัน เมื่อถามว่าดีหรือไม่ที่จะมีการเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่มีความคิดเห็น เพราะไม่ใช่นักการเมือง เขาคงว่ากันเอง อะไรที่ควรหรือไม่ควร สิ่งใดที่ดำเนินการแล้วไม่เกิดความขัดแย้งก็ต้องทำ เพื่อให้อนาคตของประเทศเข้มแข็ง แต่ถ้าทำแล้วไม่เข้มแข็งก็ไม่ทำ ส่วนที่มองว่าหากไม่เซ็ตซีโร่พรรคการเมืองจะทำให้พรรคการเมืองกลับมาเป็นแบบเก่าได้อีกนั้นก็ต้องพิจารณา สิ่งไหนที่เข้มแข็งต้องพิจารณากัน ขออย่าเพิ่งก้าวไปไกล

“วิษณุ” คุย รธน.ใหม่ปราบโกงอยู่หมัด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึง ข้อเสนอ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่ถูกมองว่าจะเอากันถึงตาย นายวิษณุกล่าวว่า ไม่เอานิยายอะไรกับพวกนี้ จะมีอำนาจอะไร พูดเพื่อเผื่อฟลุกให้เขาเห็นด้วย แล้วจะได้นำไปใช้ ไม่เห็นด้วยก็แล้วกัน พูดใหม่อีก เอาไว้สักพักก่อน เขามีเวลา ให้ 8 เดือน ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เป็นประธานงานวันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ 2559 เป็นเรื่องที่ดีเป็นภาพลักษณ์ว่าเอาจริงเอาจัง ปกติถ้าไม่ตั้งใจทำอย่างนั้นจริง ไม่กล้าออกไปพูดอย่างนั้นกันหรอก สังเกตมาหลายรัฐบาล เมื่อถามถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นฉบับปราบโกงจะปราบได้จริงหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ปราบได้จริง แต่อยู่กับคนที่นำไปใช้ ถ้าคนนำไปใช้ไม่ทำงานก็ปราบไปไม่ได้ ถ้าพูดถึงความน่ากลัวมันก็น่ากลัว จากเดิมไม่เคยเขียนอย่างนี้ ประเด็นหลักๆคือ ถ้าทำอย่าให้คนจับได้ ถ้าจับได้เสียอนาคตทางการเมืองไปเลย แต่ก่อนไม่เสียอนาคต 1-2 ปี ออกจากคุก คนลืมสมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้ แต่อันใหม่จะสมัครไม่ได้ สมาชิกสภาท้องถิ่นถ้าทุจริตสมัครไม่ได้มีมานานแล้ว แต่การเมืองระดับชาติกลับไม่เป็นไร เขาก็เอาหลักเดียวกันมาใช้ ไม่ใช่แค่ทุจริตยังมีเจ้ามือหวยเถื่อน เจ้ามือการพนัน ค้ายาเสพติด ฉ้อโกงประชาชน แชร์ที่เป็นเจ้ามือ จะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ตลอดชีวิต ถึงบอกว่าหนัก

เร็วๆนี้ดัน ก.ม.7 ชั่วโคตรเข้า สนช.

เมื่อถามว่ากฎระเบียบยังเอื้อให้คนคอร์รัปชันได้ นายวิษณุกล่าวว่า ค่อยไปแก้กัน แต่มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่ ครม.รับหลักการและส่งให้กฤษฎีกาตรวจ กำลังจะเสร็จและจะเข้า สนช. น่ากลัวกว่าทุกฉบับที่ผ่านมา ว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวมหรือเรียกว่ากฎหมาย 7 ชั่วโคตร วันนี้ลดลงมาเหลือ 3-4 ชั่วโคตร คือ ตัวทำ เมียทำ ลูกทำ พี่ทำ น้องทำ พ่อทำ แม่ทำไม่ได้ ห้ามหยิบจนคนไม่อยากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะรับของไม่ได้ ถ้าตามกฎหมายจริงๆแค่เอาโทรศัพท์ส่วนตัวมาชาร์จไฟหลวงก็ผิด เอาซองตราครุฑใส่เงินไปให้งานแต่งก็ผิด เวลาเขียนไม่ได้เขียนเล็กอย่างนี้ เขาเขียนหมด เลยย้ำตั้งแต่เอารถหลวงมาใช้ยันซองกระดาษหลวง มาตรการแบบนี้ประเทศอื่นเขามีทั้งนั้น แต่เราไม่เคยมี พอกฎหมายออกมาจะมีคนค่อนขอดจะเอาจริงเอาจังก็ช่วยไม่ได้ กฎหมายเอาผิดแล้วถ้าคุณคิดว่าคงไม่มีการเอาจริงเอาจัง แล้วถ้าเกิดมีคนเอาจริงขึ้นมาก็ซวย อันนี้น่ากลัว

“วิลาศ” ยุนำร่องขุดรากถอนโกง กทม.

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาฯกล่าวถึงกรณีหัวหน้า คสช.ย้ำนโยบายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ใช้สัญลักษณ์เปิดไฟไล่โกงพร้อมกันที่ศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศว่า ถึงเวลาต้องขุดรากถอนโคนรากเหง้าการทุจริตโกงชาติได้แล้ว หากรัฐบาลจะทำขอให้เริ่มที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่จับตรงไหนเจอตรงนั้น ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์สั่งการให้ รมว.มหาดไทย หรือตั้งกรรมการพิเศษจากทำเนียบรัฐบาลเข้ามากำกับดูแล เผื่อการใช้จ่ายงบประมาณจะไม่ล้างผลาญไปกว่านี้ หากจะเปิดไฟไล่โกงในกรุงเทพฯ ขอให้เริ่มไล่โกงที่ศาลาว่าการ กทม.ก่อนดีที่สุด ขอให้ทำจริงอย่าลูบหน้าปะจมูก ปล่อยให้วิ่งเต้น เตะหมูเข้าปากสุนัขให้ยุติการตรวจสอบ

แขวะผลงาน รบ.ราวีเล่นงาน พท.

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี วันที่ 15 ก.ย.ว่า ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะเอาอะไรมาอวดประชาชน บอกว่าจะจัดการเลือกตั้งตามโรดแม็ป ท้ายสุดเลื่อนไปปลายปี 60 ผิดสัญญาประชาคม แถมต่ออายุรัฐบาลออกไปอีก กำลังทำกฎหมายลูกไม่รู้ว่าจะต้องเลื่อนโรดแม็ปไปอีกหรือไม่ บอกว่าจะคืนความสุข แต่สภาพเศรษฐกิจประชาชนลำบากยิ่งขึ้น รายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม สินค้าแพงขึ้น เงินฝืด หนี้เสียเพิ่มขึ้น ข้าวราคาตกต่ำ แต่รัฐบาลพยายามใช้องคาพยพกลไกต่างๆทำโพลระบุว่าประชาชนชื่นชอบผลงานของรัฐบาลมันจริงหรือไม่ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ แก้ปัญหาไม่ได้ก็บิดเบือนว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์หรือการเมือง ปัญหาทุจริตโดยเฉพาะโครงการอุทยานราชภักดิ์และขุดลอกคูคลองของ อผศ. ผู้มีอำนาจทำอะไรถูกหมด มีเรื่องเดียวที่เป็นผลงานรัฐบาลคือ จัดการกับฝ่ายประชาธิปไตย ทำลายคนเห็นต่าง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ อดีต รมต.และอดีต ส.ส.ที่กำลังจ่อคิวรอเชือดอยู่ คดีเกี่ยวพันกับพรรคเพื่อไทยโดนกันหมด สุดท้ายความปรองดองไม่เกิด มีแต่ความขัดแย้งที่คงอยู่

คสช.ส่งคดีบางส่วนคืนศาลยุติธรรม

ช่วงเย็น เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ที่ 55/2559 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับคดีบางประเภทที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร สืบเนื่องก่อนหน้านี้ คสช.กำหนดให้การกระทำความผิดบางประเภทอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทหาร ปัจจุบันสถานการณ์บ้านเมืองในรอบ 2 ปีสงบตามลำดับ จึงสมควรผ่อนคลายมาตรการต่างๆลง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับสิทธิคุ้มครองตามกลไกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และตามหลักสิทธิมนุษยชน อาศัยมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฯ หัวหน้า คสช.จึงมีคำสั่งให้ 1.การกระทำความผิดตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาศาลทหาร ประกาศที่ 38/2557 เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจศาลทหาร และประกาศ คสช.ฉบับที่ 50/2557 เรื่อง ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะสงคราม ตั้งแต่วันที่คำสั่ง ให้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

ทั้งนี้การกระทำความผิดที่กฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารบัญญัติให้เป็นอำนาจ ยังให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารต่อไป และให้เจ้าพนักงานตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ยังมีอำนาจหน้าที่ต่อไป บังคับใช้วันที่ 12 ก.ย.เป็นต้นไป

โอ่ยกเลิกขึ้นศาลทหารเพื่อเป็นสากล

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 55/2559 เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับคดีบางประเภทที่อยู่ในอำนาจศาลทหารว่า เป็นการผ่อนคลายบรรยากาศภายในประเทศให้เป็นสากลมากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือ ตามที่นานาชาติเรียกร้องให้การกระทำความผิดตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลทหาร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 107-112 และประกาศ คสช.ฉบับที่ 38/2557 คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน อาทิ กระทำความผิดเกี่ยวกับระเบิด ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แบ่งเป็น 2 คดี คือมีคดีระเบิดมีไว้ในความครอบครอง ต้องขึ้นศาลทหาร แต่เมื่อเกิดระเบิดขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นความผิดอาญา ต้องขึ้นศาลยุติธรรม แต่เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวโยงจึงต้องขึ้นศาลทหาร ส่วนประกาศที่ 50/2559 ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปืนเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด หลังจากประกาศฉบับที่ 55/2559 หากมีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น ให้คดีขึ้นศาลยุติธรรม ส่วนคดีที่เกิดขึ้นก่อนการประกาศฉบับนี้ ให้พิจารณาพิพากษาในชั้นศาลทหารจนกว่าจะสิ้นสุดคดี ท้ายคำสั่งได้แจ้งไว้ว่าในกรณีเห็นสมควร มีเหตุการณ์ที่ส่อไปในความไม่เรียบร้อย หัวหน้า คสช.พิจารณานำกลับมาใช้ใหม่ได้

“บิ๊กปุย—เจี๊ยบ—จอม” ขอบคุณนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายทหารประจำปี 2559 จำนวน 798 นาย ไปเมื่อวันที่ 9 ก.ย. เมื่อเวลา 10.00 น. นายทหารที่ได้รับแต่งตั้ง ได้แก่ พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ เสนาธิการทหาร ว่าที่ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ.ว่าที่ ผบ.ทบ. พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง เสนาธิการทหารอากาศ พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสนาธิการทหารบก ว่าที่รอง ผบ.ทบ. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึง พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก (อัตราพลโท) ทยอยเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เพื่อขอบคุณและขอรับโอวาท ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้มอบพระเครื่องสมเด็จพิมพ์ใหญ่เนื้อผงผสมว่าน 108 พร้อมกระเป๋าสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เป็นที่ระลึกกับบรรดานายทหารที่เข้าพบ

“บิ๊กตู่” กำชับยศตำแหน่งแค่หัวโขน

พล.ต.สรรเสริญเปิดเผยว่า ถือเป็นประเพณีและธรรมเนียมของทหารที่จะเข้าขอพรผู้บังคับบัญชาสูงสุดและอดีตผู้บังคับบัญชา ที่เป็นทั้งรุ่นพี่ที่ให้ความเคารพ เพื่อขอพรในโอกาสได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการทำหน้าที่ นายกฯได้ให้โอวาทตอนหนึ่งว่า การที่ทุกคนได้เลื่อนยศและตำแหน่ง เป็นไปตามกุศลงานที่แต่ละคนได้ทำไว้ แต่ยศและตำแหน่งเป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งและหัวโขนเท่านั้น ขออย่าลืมความรับผิดชอบที่ต้องทำต่อประเทศชาติ และในฐานะผู้บังคับบัญชา ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยการมองที่ใจ ทำให้เขามีความสุขจะได้ตอบสนองงานของหน่วยและประเทศได้ด้วย ดังนั้น ทุกคนจะต้องทำหน้าที่ให้ดีเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่สร้างบรรทัดฐานให้สังคมเข้าใจผิดว่า เมื่ออยู่ในตำแหน่งจะต้องสร้างสิ่งต่างๆไว้เป็นอนุสรณ์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องขับเคลื่อนงานของหน่วยงานให้มีศักยภาพ นั่นคือภารกิจหลักของทหาร

ขณะที่ พล.ต.วีรชนเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบพระเครื่องพิมพ์สมเด็จให้กับทุกคน พร้อมให้โอวาทโดยขอให้ทุกคนทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ระมัดระวังและดูแลทุกคนให้เกิดความเท่าเทียม ทำงานทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ สถาบัน ประชาชน ทำให้กองทัพเป็นที่พึ่งของประชาชน

ผู้ตรวจการฯสรุปคดี “ธีรวัฒน์”

นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินวันที่ 13 ก.ย. จะมีการพิจารณาคำร้องที่ขอให้ผู้ตรวจการฯตรวจสอบนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์-วิทย์ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กระทำการใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เข้าข่ายขัดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ หลังจากที่ผู้ตรวจการฯรับคำร้องเมื่อเดือน ก.ค.58 และได้ทำหนังสือขอคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนายธีรวัฒน์ในฐานะผู้ถูกร้องโดยตรง ส่วนที่ล่าช้าเนื่องจากตัวผู้ร้องเพิ่งส่งข้อมูลให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ในวันที่ 12 ก.ย.

มท.แต่งตั้งโยกย้าย ผวจ.30 ตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า ในการประชุม ครม. วันที่ 13 ก.ย.นี้ กระทรวงมหาดไทยจะเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในตำแหน่งบริหารระดับสูง (ซี 10) โดยจะมีการแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ 24 ตำแหน่ง โยกสลับผวจ. 3 ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย 3 ตำแหน่ง รวม 30 ตำแหน่ง โดยมีตำแหน่งที่สำคัญอาทิ นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผวจ.นครนายก เป็น ผวจ.พระนครศรีอยุธยา นายโชคชัย เดชอมรธัญ ผวจ.มหาสารคาม เป็น ผวจ.ภูเก็ต นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ รอง ผวจ.จันทบุรี เป็น ผวจ.สระแก้ว นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น ผวจ.สมุทรสงคราม นายอวยชัย อินทร์นาค รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็น ผวจ.สุราษฎร์ธานี นายวีรนันท์ เพ็งจันทร์ รอง ผวจ.ปัตตานี เป็น ผวจ.ปัตตานี นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล รอง ผวจ.ปทุมธานี เป็น ผวจ.เพชรบูรณ์ นายประดิษฐ์ ยมานันท์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง

“อุตตม” ยื่นลาออกจาก รมว.ไอซีที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ย. นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง รมว.ไอซีทีแล้ว ถือเป็นการลาออกจากตำแหน่งก่อน ที่ พ.ร.บ.กระทรวง ทบวง กรม จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ เมื่อ พ.ร.บ.กระทรวง ทบวง กรม มีผลบังคับใช้ จะมีผลให้กระทรวงไอซีทีถูกยุบและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และทำให้ตำแหน่งของ รมว.ไอซีที ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ การพ้นตำแหน่งของ รมว.ไอซีที พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะสามารถแต่งตั้ง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงไอซีที เป็นผู้รักษาการ รมว.ดิจิตอลฯ ไปจนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง รมว.ดิจิตอลฯ คนแรก ทั้งนี้ นายอุตตมเข้ามารับตำแหน่ง รมว.ไอซีที เมื่อวันที่ 26 ส.ค.58

สปท.เปิดเวทีชำแหละ 2 ร่าง ก.ม.ลูกฝีมือ กมธ.การเมือง สมาชิก เสียงแตกแบ่งข้างหนุน-ค้าน มท.จัดการเลือกตั้ง “นิกร-ชิดชัย” โดดขวางผวาขัด รธน. “อำนวย นิ่มมะโน” จวกยับหลับหูหลับตาชงเอามันสุดโต่ง ห้ามผู้สมัครและ ส.ส.ใส่ซองช่วยงานทำไม 13 ก.ย. 2559 07:56 ไทยรัฐ