วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ส่องเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2016 ของใครเจ๋งมาดูกัน

ส่องเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2016 ของใครเจ๋งมาดูกัน

  • Share:


International Engine of The Year คือรางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมที่สื่อมวลชนทั่วโลกมอบให้กับบริษัทรถยนต์ที่สามารถผลิตเครื่องยนต์เจ๋งๆออกมาให้ใช้งาน International Engine of The Year ยังถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยนิตยสาร Engine Technology โดยมีคณะกรรมการที่มาจากสื่อมวลชนสายยานยนต์ทั่วโลก ร่วมให้คะแนนเครื่องยนต์ที่คิดว่าทำงานได้ดีที่สุด และมอบประสิทธิภาพการขับเคลื่อนให้กับรถยนต์รุ่นนั้นๆ ได้เหนือกว่าเครื่องยนต์ชนิดอื่นที่มีขนาดความจุเท่ากัน การตัดสินที่เป็นไปตามมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขแรงบิด การตอบสนองขณะทดสอบ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และการปล่อยของเสียรวมถึงระดับเสียง ไล่เรียงจากเครื่องความจุน้อยสุด ไปจนถึงเครื่องยนต์ของรถซุปเปอร์คาร์ และนี่คือเครื่องยนต์ 8 ตัวที่เข้าวินในปีนี้ 



1. รถพลังงานไฟฟ้า
รางวัลรถที่สะอาดสุดก็คือรถที่ไม่มีเครื่องยนต์?? แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ EV ประสิทธิภาพเหลือร้าย ยี่ห้อ Tesla คว้าชัยเหนือยานยนต์ไฟฟ้าแบบอื่นๆ อย่างขาดลอย ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าพลังสูงที่ไม่มีการปล่อยมลพิษออกมาแม้แต่น้อย (แต่ไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จแบตเตอรี่อาจได้มาจากการเผาถ่านหิน หรือจากโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์!!) รถ Tesla รุ่น Model S และ Model X ได้รับตำแหน่งรถที่มีหัวใจสะอาดที่สุดประจำปี 2016 แม้จะกลายร่างเป็นรถแท็กซี่ที่ยุโรปไปนมนานแล้ว แต่อย่าเพิ่งฝันหวานว่า Tesla จะเข้ามาขายในไทยกันนะครับ!! หลังจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีการปล่อยข่าวกันวุ่นวายขายปลาช่อนว่ารถไฟฟ้ายี่ห้อนี้ที่ผลิต และคิดค้นในซิลิคอนวัลเลย์-สหรัฐอเมริกา จะมาเปิดตลาดในประเทศไทย สุดท้ายก็แห้วเนื่องจากบริษัทที่พยายามจะนำเข้านั้น ยังไม่มีความพร้อมอะไรทั้งสิ้น (ไม่ว่าจะเป็นโชว์รูม หรือสเตชั่นชาร์จเร็ว 250 สถานี ก็ยังไม่มีทั้งนั้น) บริษัทแม่อย่าง Tesla คงไม่กล้าปล่อยรถออกมาให้เสียชื่อหรอกครับ หรือว่าไม่จริง

2. เครื่องยนต์ความจุไม่เกิน 1,000 ซีซี
แม้เกียร์จะเน่าจนถูกลูกค้าในประเทศไทยฟ้องร้องกันให้วุ่น แต่เครื่องสามสูบ Ecoboost กลับคว้าอันดับหนึ่งเครื่องยนต์ที่มีปริมาตรความจุไม่เกิน 1,000 ซีซี บริษัท Ford วิจัยและพัฒนาเครื่องตัวเล็กรุ่นนี้ ทั้งแบบเบนซินและดีเซลสามสูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบ โดยเฉพาะเครื่อง Ecoboost เวอร์ชั่นดีเซลเทอร์โบนั้น เต็มไปด้วยประสิทธิภาพแทบทุกด้าน ไล่จากขนาดและน้ำหนัก แรงบิดและอัตราสิ้นเปลืองที่มีตัวเลขเหนือกว่าเครื่อยนต์สามสูบ 1,000 ซีซี ของ volkswagen แถมเครื่องยนต์คู่แข่งยังมีปัญหาด้านการหมกเม็ดตัวเลขการปล่อย Co2 ทำให้เครื่อง Ecoboost ของ Ford เข้าวินอย่างง่ายดาย แต่ทำเครื่องยนต์ออกมาแจ่มแบบนี้ทำไมไม่คิดทำระบบส่งกำลัง หรือเกียร์ ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เกียร์ปัญหาท่วมของ Fiesta กับ Focus บั่นทอนความเชื่อถืออย่างชัดเจน แถมหลังบ้านหรือบริการหลังการขายก็ยังคิดอุ้มลูกค้าให้จบปัญหาจูบปากกันเหมือนเดิม บอกไปกี่ครั้งกี่หนก็ยังทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คือ ปล่อยให้ลูกค้าฟ้องกันวุ่นวาย หลังบ้านเละแบบนี้แม้จะมีปัญญาผลิตเครื่องยนต์ดีๆ ออกมาให้ใช้งาน ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ลูกค้าที่มีปัญหาเรื่องเกียร์ออโตยื่นเรื่องร้องเรียนเรียกค่าเสียหายกับ Ford โดยส่งเรื่องไปถึง สคบ. และรัฐบาล ให้ช่วยลงมาแก้ปัญหา หลังจากการพูดคุยที่ไม่ประสบความสำเร็จ ระหว่างบริษัทรถและลูกค้าที่เกิดปัญหา โดนเข้าไปหนักข้อแบบนี้ชื่อเสียงของ Ford ในไทยคงป่นปี้ไม่เหลือความเชื่อมั่นอะไรอีกต่อไปแล้ว

3. เครื่องยนต์ความจุไม่เกิน 1.4 ลิตร
รางวัลเครื่องเล็กยอดเยี่ยมประจำปี 2016 ได้แก่เครื่องยนต์ 1.2 ลิตรของ PSA จากรถยี่ห้อ Citroen และ Peugeot ของฝรั่งเศส เข้าวินมีชัยเหนือกว่าเครื่อง 1.2 ลิตรของ BMW ไปได้อย่างฉิวเฉียด เครื่อง Pure Tech จาก PSA เป็นเครื่องยนต์เบนซินแบบแถวเรียง 3 กระบอกสูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบ กำลัง 110 แรงม้า เสื้อสูบทำจากอัลลอยด์ ทำให้เครื่องยนต์มีอุณหภูมิพร้อมทำงานเร็วกว่าเครื่องตัวเล็กแบบอื่น แม้จะมีแค่ 3 กระบอกสูบ แต่เครื่อง Pure Tech ก็ยังถือว่าเดินเรียบใช้ได้และมีแรงบิดที่ดี ประหยัดเชื้อเพลิงแถมยังปล่อย Co2 ต่ำสุดๆ จนคว้าชัยชนะในอันดับที่หนึ่งไปอย่างง่ายดาย

4. เครื่องยนต์ความจุไม่เกิน 1.8 ลิตร
ปี 2016 นับว่าเป็นปีทองของเครื่องยนต์แบบสามสูบ ประสิทธิภาพสูง อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเครื่องยนต์ของ BMW i8 แบบ 1.5 ลิตรเทอร์โบสามสูบ ซึ่งเป็นขุมกำลังของสปอร์ตไฮบริด อย่าง BMW i8 หัวใจของการขับเคลื่อนใน i8 เกิดจากเครื่องยนต์เบนซินอัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผัน ขนาด 3 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผันบนเทคโนโลยี BMW Twin Power Turbo เครื่องสามสูบที่พัฒนามาใช้ร่วมกันในรถ MINI Cooper 2015 สร้างกำลังได้ 170 กิโลวัตต์ หรือ 231 แรงม้า กับแรงบิด 320 นิวตันเมตร เมื่อเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานพร้อมกัน ทำให้ i8 มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 362 แรงม้า กับแรงบิด 570 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.4 วินาที สมรรถนะเทียบเท่า BMW M3 e46 เพียงแต่การใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยของเสียลดลงมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ส่วนความเร็วสูงสุดของ i8 ถูกตอนเอาไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลือง 40 กิโลเมตรต่อลิตร ทำให้มันขึ้นถึงจุดสุดยอดของรถแรงที่มีความประหยัดมากที่สุด ในปัจจุบัน โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนๆ วิ่งได้ไกลถึง 35 กิโลเมตร ก่อนที่เครื่องยนต์จะเข้ามารับหน้าที่ต่อเมื่อแบตเตอรี่มีกระแสไฟมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัว รับหน้าที่เสริมแรงในการขับเคลื่อน ชุดแบตเตอรี่ Hybrid ที่ทรงประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ลิเธียมโพลิเมอร์แบบ 98 เซลส์ เป็นแหล่งสำรองปริมาณไฟฟ้าหลักของระบบ Hybrid บวกกับเทคโนโลยีของระบบ Plug-in Hybrid เจ้าของรถสามารถเสียบไฟบ้านเพื่อชาร์จกระแสไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟ 220 โวลต์ 16 แอมป์ โดยใช้เวลาในการชาร์จรวดเร็วกว่าเดิม ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 3 ชั่วโมง แต่หากชาร์จเจ้า i8 ในสถานีชาร์จเร็วที่รองรับรถยนต์พลังงานผสม สถานีชาร์จกระแสไฟฟ้าแบบเร็ว ซึ่งมีแรงเคลื่อนถึง 380 โวลต์ จะใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 44 เท่านั้น ระบบขับเคลื่อนตัวรถวางมอเตอร์ขับเคลื่อนที่ล้อคู่หน้า ขนาด 96 กิโลวัตต์ 131 แรงม้า แรงบิดจากมอเตอร์วัดบนไดโนได้ที่ 250 นิวตันเมตร โดยที่ยังไม่ได้บวกกับกำลังของเครื่องยนต์

5. เครื่องยนต์ความจุไม่เกิน 2.0 ลิตร
ต้องยอมรับว่าเครื่อง 2 ลิตร เบนซินแถวเรียง 4 สูบเทอร์โบของ Mercedes Benz AMG นั้นแจ่มจริง การคว้าอันดับที่หนึ่งไม่ใช่งานง่ายๆ ของเครื่องยนต์จากสำนัก AMG เนื่องจากมีคู่แข่งมากมาย แต่เครื่อง 2 ลิตรบ้าพลังตัวนี้ก็สามารถทำได้ หลังจากเคยคว้าอันดับที่ 1 ในปี 2014 มาถึงปี 2016 สำนักโม AMG จัดการปรับจูนจนเครื่องยนต์ 2 ลิตรเทอร์โบ มีแรงม้าเพิ่มมากขึ้นจนทะยานขึ้นไปติดอันดับเครื่องยนต์ 2 ลิตร ที่แรงที่สุดในโลก ​ซึ่งไม่ได้ประจำการอยู่แค่ในรถแข่ง!! กำลัง 280 กิโลวัตต์ หรือ 381 แรงม้านั้น แรงกว่าเครื่องยนต์คู่แข่งแบบเห็นๆ แรงบิดทะยานขึ้นไปที่ 475 นิวตันเมตร ทำให้ A45 AMG / CLA45 AMG และ GLA45 AMG กลายเป็นจักรกลสปอร์ตตัวเล็กที่มีกำลังรุนแรงมากสุดแล้วในปัจจุบัน สมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 4.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 265 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลือง 7.9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ปล่อย Co2 170 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร

6. เครื่องยนต์ความจุไม่เกิน 2.5 ลิตร
แบรนด์ 4 ห่วง Audi จากเยอรมนี คือต้นตำรับของการพัฒนาเครื่องยนต์แบบ 5 สูบ พิกัดความจุไม่เกิน 2,500 ซีซี เครื่องยนต์ตัวนี้แซงเข้าวินแบบชิลๆ โดยทำคะแนนเหนือกว่าเครื่องยนต์สูบนอน Boxer ขนาด 2 ลิตร เทอร์โบที่ประจำการอยู่ใน Porsche 718 Boxster กับเครื่องยนต์ดีเซล SkyActiv-D 2.2 ลิตร จากค่าย Mazda เครื่อง 2.5 TFSI ของ Audi มีปริมาตรความจุ 2480 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบ ให้กำลัง 367 แรงม้า ประจำการอยู่ใน Audi RS3 Sportback และ RSQ3 ให้กำลัง 270 กิโลวัตต์ หรือ 367 แรงม้า แรงบิด 465 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 4.3 วินาที ท็อปสปีดล่อกันถึง 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้องๆ ซุปเปอร์คาร์กันเลยทีเดียว อัตราสิ้นเปลือง 8.1 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ปล่อย Co2 189 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร

7. เครื่องยนต์ความจุไม่เกิน 3 ลิตร
ปี 2016 ค่ายม้าป่าจากเมืองสตุ๊ตการ์ท Porsche มีชัยเหนือเครื่อง 3 ลิตรแบบอื่น ด้วยเครื่องยนต์ตัวใหม่แบบสูบนอนขนาด 3 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผัน ประจำการอยู่ในรถสปอร์ตสมรรถนะสูงของแบรนด์อย่างรุ่น 911carrera 370 แรงม้า / 911 carrera 4 370 แรงม้า / 911 carrera s 400 แรงม้า / 911 carrera 4S 420 แรงม้า เครื่องยนต์ตัวนี้มีปริมาตรความจุ 2981 ซีซี ให้กำลัง 272 กิโลวัตต์ หรือ 370 แรงม้าใน 911 รุ่นมาตรฐานไปจนถึง 420 แรงม้าในรุ่น carrera 4S แรงบิด 448 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 293 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลือง 7.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ปล่อย Co2 190 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร

8. เครื่องยนต์ความจุไม่เกิน 4 ลิตร
เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบของ Ferrari 488 GTB ซิวรางวัลเครื่องยนต์ความจุไม่เกิน 4 ลิตร ไปครองแบบขาดลอย ขุมกำลังของม้าลำพองตัวใหม่รุ่นนี้ มีชัยชนะเหนือเครื่องยนต์สมรรถนะสูงของ Mercedes Benz AMG GTS / Porsche 911GT3 RS / Porsche 911carrera GTS / McLaren 675LT / Porsche 911 Turbo เครื่อง V8 เทอร์โบคู่ที่ได้รับชัยชนะในปีนี้มีปริมาตรความจุ 3902 ซีซี กำลัง 492 กิโลวัตต์ หรือ 670 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลที่ 760 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.0 วินาที ถ้วนๆ อัดจนสุดไปได้ถึง 330 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กินเชื้อเพลิงเฉลี่ย 11.4 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร และปล่อย Co2 แค่ 260 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร นับเป็นครั้งแรกที่ม้าลำพองนำเอาระบบอัดอากาศมาประจำการในรถสปอร์ตรุ่นขายดีของแบรนด์ หลังจากเคยติดตั้งเทอร์โบให้กับ Ferrari F40 จนทำให้รถรุ่นนั้นขึ้นไปติดอยู่บนทำเนียบรถแรงตลอดกาลของวงการซุปเปอร์คาร์.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้