วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ให้กฎแห่งกรรมทำหน้าที่

การพิจารณาความผิดนักการเมืองในระยะนี้ค่อนข้างจะมีความถี่มากขึ้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพิ่งจะมีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิดอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย 5 คน รวมทั้งนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา เจ้าของฉายา “ขุนค้อน” มีทั้งส่งให้ สนช.ถอดถอน และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง

เป็นมูลความผิดกรณีเสนอร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อหลายปีก่อน แต่การกระทำยังไม่ได้รับการชำระ จึงเป็นอำนาจของกระบวนการยุติธรรม และกฎแห่งกรรมที่จะต้องทำหน้าที่ต่อไป ข้อกล่าวหาลักษณะนี้มักจะเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลมีเสียงท่วมท้นในสภา นักการเมืองมักจะเชื่อว่าตนมีอำนาจสูงสุด จะออกกฎหมายหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้

ที่ผ่านๆมานักการเมืองบางคนประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยุบศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นแผนกหนึ่งในศาลฎีกา และยุบศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยอ้างว่าขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่สาเหตุที่แท้จริงอาจเพราะรู้สึกรำคาญที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระตรวจสอบการใช้อำนาจของตน “ที่มาจากประชาชน”

นักการเมืองบางส่วนมักอ้าง “การเลือกตั้ง” เป็นสรณะ “ถือว่าผู้ชนะเลือกตั้งคือผู้มีอำนาจเด็ดขาด ไม่ต้องถูกตรวจสอบโดยองค์กรใดๆที่ไม่ได้ยึดโยงประชาชน บางส่วน ลุแก่อำนาจตามคำกล่าวของนักปราชญ์ ฝ่ายประชาธิปไตยที่ว่า “มนุษย์ทุกคนที่มีอำนาจมักจะลุแก่อำนาจ จะถูกขัดขวางได้ ก็โดยให้อำนาจหยุดยั้งอำนาจด้วยกันเอง”

หลักการดังกล่าวเป็นที่มาของระบบตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งเป็นเสาหลักอีกเสาหนึ่งของประชาธิปไตย มีการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แต่กลไกการตรวจสอบตามปกติ ไร้ประสิทธิภาพ ในประเทศไทย จึงต้องเพิ่มองค์กรอิสระขึ้นมาช่วยตรวจสอบตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้ สนช.อัยการ และศาลฎีกาตรวจสอบอดีต ส.ส.

ยามใดที่มีพรรคการเมืองชนะเลือกตั้ง ได้เสียงข้างมากท่วมท้นและจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวมักจะย่ามใจเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใดๆ หรือเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อล้างผิด ให้ตนกับพรรคพวกอย่างเร่งด่วนและสุดซอย จึงนำไปสู่ความขัดแย้ง เมื่อแก้ไขในสภาไม่ได้ก็ลากการเมืองออกไปเล่นกลางถนน

รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 มีกลไกตรวจสอบให้แข็งแกร่ง แม้ร่างฉบับ มีชัยจะตัดบทบัญญัติเรื่องการถอดถอนออกไป แต่ก็ยังมีมาตรการที่จะลงโทษนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น อาจถูกห้ามดำรงตำแหน่งทาง การเมืองใดๆ หรือต้องโทษทางอาญาถึงติดคุก.

12 ก.ย. 2559 11:42 ไทยรัฐ