วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไม่ควรมโนจากประชามติ

ไม่ควรมโนจากประชามติ

โดย หมัดเหล็ก
13 ก.ย. 2559 05:01 น.
  • Share:

แข่งบุญแข่งวาสนา แข่งกันไม่ได้ เป็นสัจธรรมของชีวิต ในอดีตนายทหารที่ก้าวเข้ามาเล่นการเมือง ส่วนใหญ่มักจะอยู่ได้ไม่นาน บางคนมีความฝันที่จะเป็นผู้นำประเทศ ปกครองภายใต้รัฐบาลทหารเป็นสูตรสำเร็จ เพราะคิดว่าการใช้ ปลายกระบอกปืน สั่งซ้ายหันขวาหันนักการเมืองและประชาชนได้

แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ

ต้องกลับไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้าน จบไม่สวย บนเรียนในประวัติศาสตร์การเมืองก็คือ ไว้วางใจนักการเมืองไม่ได้ ถึงขนาดเรียกนักการเมืองว่า พวกปลาสองน้ำ จะเป็นน้ำร้อนหรือน้ำเย็นก็อยู่ได้ ปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับยุคสมัยได้ตลอดเวลา

ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร

สุดท้ายรัฐบาลที่มาจากทหารจึงคิดสูตรกันใหม่ ไม่ว่าประเทศไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน ที่การพัฒนาทางด้านการเมืองและประชาธิปไตยยังอยู่ในระดับด้อยโอกาส ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ ในการที่จะยัดไส้เอาทหารและอดีตทหาร หรือนักลากตั้งเข้ามาแฝงเอาไว้ในกลไกระบอบประชาธิปไตยเพื่อเป็นไม้ค้ำให้การปกครองไม่สะดุด

วันนี้ระหว่างการปฏิรูปประเทศที่ไม่เป็นไปตามหลักกติกาสากลในระบอบประชาธิปไตย ปกครองด้วยอำนาจกองทัพ กับ การปฏิรูป โดยประชาชนและตัวแทนประชาชน ที่มาตามกติกา

อะไรคือมาตรฐานของการเมืองไทย

เพราะการสอนประชาธิปไตยในโรงเรียนให้กับเยาวชนของชาติในอนาคต จะต้องสาธิตจากเรื่องจริง คำจำกัดความหรือนิยามของระบอบประชาธิปไตย ต้องพิสูจน์ได้และยึดหลักความจริง

ไม่ใช่เอะอะก็อ้างประชาชนเป็นตัวประกัน

หากวันนี้ นักลากตั้ง สปท.–สนช. จะยังดึงดัน เรียกร้องสิทธิในการโหวตนายกฯและเสนอชื่อนายกฯในสภาได้ หน้ากากการเมืองที่สวมทับซับซ้อนกันมา ตั้งแต่การยึดอำนาจจนกระทั่งถึงเวลาสืบทอดอำนาจ

จะสะท้อนให้เห็นถึงการชิงอำนาจที่ชัดเจน

สุดท้ายจะมาจบลงที่วาสนาของผู้นำแต่ละคน จะอยู่ได้ถึงสองสมัยแล้วถูกชาวบ้านไล่หรือ อยู่ได้ไม่ถึงเดือน ก็ต้องลงจากตำแหน่ง การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ค่านิยมทางการเมืองที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของชาวบ้าน

คือปัจจัยความไม่แน่นอน

จะมายึดประชามติ แล้วมโนไปว่า เป็นฉันทามติจากชาวบ้าน เป็นการคำนวณที่ผิดพลาด และเป็นการมโนเข้าข้างตัวเอง ซึ่งจะนำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมืองในอนาคตไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้