วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลุยล้างบาง ทัวร์ศูนย์เหรียญ แฉต่างด้าว

แห่มาสวมบัตร ทําลายศก.ไทย เป็นภัยมั่นคง!

ผบก.ทท. ผ่าขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ ซื้อขายสิทธิทะเบียนประวัติบุคคลภาคเหนือ ในโครงการมิยาซาวา แจ้งเกิดเท็จหรือ “สต๊อกลม” เฟ้นเป้าหมายคนตายและข้าราชการที่ไม่มีข้อมูลภาพถ่ายและลายนิ้วมือ มีข้าราชการรู้เห็นทำเป็นขบวนการสวมบัตรประชาชนเป็นแสนใบ ใช้เครือข่ายธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมของคนไทยเป็นนอมินี สร้างมูลค่าธุรกิจมหาศาลโกยเงินกลับประเทศ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ทำลายเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง

กรณีเจ้าหน้าที่ ปปง.ร่วมกับกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) และเจ้าหน้าที่ทหาร อายัดทรัพย์เครือข่ายบริษัททัวร์ศูนย์เหรียญของบริษัทฝูงอันทราเวล จำกัด และบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด มูลค่ากว่า 13,200 ล้านบาท ที่ร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยว ทำให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยได้รับความเสียหาย

ความคืบหน้าการขุดรากถอนโคนขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ วันที่ 11 ก.ย. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.ทท. เปิดเผยว่า การประกอบธุรกิจนำเที่ยวหรืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่กฎหมายผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประเภทนี้ต้องเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทย และนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยเท่านั้น เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรของชาติซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ การท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

“ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บุคคลต่างด้าวบางกลุ่มที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งบุคคลต่างด้าวที่แฝงตัวเข้ามาในประเทศไทย ที่มีจุดมุ่งหมายที่จะหาประโยชน์จากการประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยผิดกฎหมาย ต้องการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐซึ่งมีไว้สำหรับบุคคลที่ถือสัญชาติไทยเท่านั้น เช่น สิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิการศึกษา สิทธิการประกอบอาชีพ สิทธิในการทำธุรกรรมต่างๆ เช่น ซื้อบ้าน หรือที่ดิน และการลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะในการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวในประเทศไทยบุคคลเหล่านี้ได้ใช้ความพยายามอย่างมากด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ตนเองมีสัญชาติไทย และมีชื่ออยู่ในรายการทะเบียนราษฎร จึงเป็นที่มาของการทุจริตบัตรประจำตัวประชาชนขึ้น ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีการสวมบัตรประชาชนไทยแล้วมากกว่า 100,000 ใบ” ผบก.ทท.กล่าว

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า บุคคลต่างด้าวเหล่านี้ใช้วิธีการสวมบัตรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกซื้อขายสิทธิกันในการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคล ในโครงการมิยาซาวาที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสำรวจและการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลบนที่ราบสูงทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย เมื่อเดือนกันยายน 2542 ขั้นตอนที่ 2 การสวมบัตรประชาชน และการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎร มีเจ้าพนักงานปกครองบางคนอยู่ในขบวนการโดยการแจ้งเกิดเท็จ หรือสต๊อกลม เจ้าพนักงานในการแจ้งเกิดรู้เห็น เช่นแจ้งเกิดในวันที่ 24 ม.ค.2556 จากนั้นเจ้าพนักงานที่ร่วมทุจริตจะเข้าไปแก้ไขรายการ โดยใช้ระเบียบ ที่อนุญาตให้แก้ไขเมื่อเกิดความผิดพลาด โดยปัจจุบันจะแก้ไขให้เกิดหลังปี 2527 ไม่ให้เกิดพิรุธ เนื่องจากบัตรประชาชนสัญชาติไทยในปัจจุบันจะขึ้นต้นด้วยเลข 1 หมายถึงผู้ที่เกิดหลังปี 2527 ขั้นตอนที่ 2 คนกลุ่มนี้จะใช้คนเป้าหมายที่ไม่เคยทำบัตรประชาชนมาก่อน ไม่มีหลักฐานภาพถ่ายและลายนิ้วมือ ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว สูญหาย หรือเป็นข้าราชการที่ไม่เคยไปทำบัตรประชาชน ตั้งแต่เปลี่ยนระบบมาเป็นออนไลน์ ใช้บัตรข้าราชการแทนตัว จึงไม่มีข้อมูลภาพถ่ายและลายนิ้วมือปรากฏ ได้แล้วก็จะถ่ายสำเนาทะเบียนบ้าน และใบสูติบัตรเพื่อมาขอทำบัตร

ผบก.ทท.กล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย การที่กลุ่มบุคคลต่างด้าวใช้วิธีการสวมบัตรประชาชนไทยเพื่อประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยกลับเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เป็นการทำลายทรัพยากรของชาติ และเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจของชาติอย่างร้ายแรง เห็นได้จากขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญและธุรกิจเครือข่าย การใช้คนไทยเป็นนอมินีในการทำธุรกิจร้านอาหาร โรงแรมที่พัก ร้านขายของที่ระลึก ธุรกิจให้เช่ารถยนต์ ให้เช่าเรือ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากจีนโดยเฉพาะ ขบวนการเหล่านี้มีเงินหมุนเวียนมหาศาล แต่รายได้จากธุรกิจถูกนำออกนอกประเทศไทยโดยปราศจากการชำระภาษีแก่ประเทศไทย อีกทั้งยังส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวชาวไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายสูญเสียรายได้อันเนื่องจากถูกกลุ่มบุคคลต่างด้าวใช้วิธีการผูกขาดทางธุรกิจกับนักท่องเที่ยว บก.ทท.เร่งปราบปรามจับกุมขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมายและคำนึงถึงผลประโยชน์คนไทย

ผบก.ทท. ผ่าขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ ซื้อขายสิทธิทะเบียนประวัติบุคคลภาคเหนือ ในโครงการมิยาซาวา แจ้งเกิดเท็จหรือ “สต๊อกลม” เฟ้นเป้าหมายคนตายและข้าราชการที่ไม่มีข้อมูลภาพถ่ายและลายนิ้วมือ มีข้าราชการรู้เห็นทำเป็นขบวนการ 12 ก.ย. 2559 07:56 ไทยรัฐ