วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่องคดีมั่นคง นับเสียงระเบิดปลายด้ามขวาน ไฉนดังถี่เดือนสิงหา!?

"สิ่งที่เป็นข้อสังเกตมาตลอด 12 ปี ยังไม่เคยมีองค์กรเอกชน หรือ NGOs ใดๆ ออกมาเรียกร้อง หรือปกป้องสิทธิ์ให้เหยื่อของความรุนแรงที่เกิดจากกลุ่มโจร แต่กลับมาเรียกร้องบิดเบือนการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ก่อเหตุว่ารัฐละเมิดสิทธิมนุษยธรรมสากลโดยต่อเนื่อง จึงขอเรียกร้องให้ช่วยกันตรวจสอบ และช่วยกันประณามพฤติกรรมของคนร้ายให้มากที่สุด"

ข้างต้นเป็นเสียงของ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า หลังเกิดเหตุจักรยานยนต์บอมบ์ หน้าร้านขายของชำเลขที่ 320/10 ตรงข้ามโรงเรียนบ้านตาบา เขตเทศบาลเมืองตากใบ อ.ตากใบ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดย 2 รายแรก คือ นายมะเย็ง เวาะบะ และ ด.ญ.มิตรา เวาะบะ ซึ่งเป็นพ่อมาส่งลูกที่โรงเรียนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนอีก 1 ราย คือ นายตัลมีซี มะดาโอ๊ะ ได้มาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 8 ราย เป็นตำรวจและชาวบ้านในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดครั้งนี้ ย้อนกลับไปไม่กี่วัน ก็มีเหตุการณ์ระเบิดขบวนรถไฟท้องถิ่นที่ 176 สุไหงโก-ลก-หาดใหญ่ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยเหตุระเบิดเกิดในพื้นที่หมู่ 9 ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายชวลิต คงปาน พนักงานรักษารถที่นั่งมาในตู้โดยสารคันสุดท้าย และมีผู้บาดเจ็บอีก 3 ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวบ้าน 2 ราย และเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟอีก 1 ราย

  • ระเบิดรถไฟครั้งเลวร้ายที่ หาดใหญ่ ตาย 3 เจ็บกว่า 70 อีกครั้งพลาดคนร้ายร่างแหลกดับ 2

เป็นอีกครั้งที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ใช้คลังข้อมูลอันมีค่ามหาศาลของ "ศูนย์ข้อมูลไทยรัฐ" ที่ได้เก็บรวบรวมสถิติ เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะเหตุวางระเบิดรถไฟ โดยขอเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ระเบิดสถานีรถไฟครั้งเลวร้ายที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2535

สถานีรถไฟหาดใหญ่ จ.สงขลา นับเป็นเป้าหมายก่อความไม่สงบมาแล้วหลายครั้ง และครั้งสำคัญเกิดขึ้น เมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 13 ส.ค.2535 ขณะนั้นมีผู้โดยสารนับร้อยไปยืนรอซื้อตั๋วและส่งญาติ จากนั้นเสียงระเบิดก็ดังขึ้น เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 3 ศพ บาดเจ็บ 72 คน ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายสุดที่เคยเกิดขึ้นกับชาวหาดใหญ่ ครั้งนี้ มีการอ้างความรับผิดชอบว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม “พูโล” เพื่อเรียกร้องให้ปลดปล่อยรัฐปัตตานีให้เป็นรัฐอิสระ หลังจากนั้นก็มีเหตุวุ่นวายตามมา เช่น การลอบเผาโรงเรียน วางระเบิด

ต่อมา เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 มกราคม 2538 ในระหว่างที่ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ บริเวณสถานีรถไฟหาดใหญ่ 2 ใกล้กับตลาดสดเทศบาลเมืองหาดใหญ่ ใกล้คลังน้ำมันของ ปตท. เพียง 300 เมตร จู่ๆ ก็มีเสียงตูม! ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว เศษดิน หิน ของรางรถไฟ กระเด็นไปไกลถึง 15 เมตร ตกไปในชุมชนแออัดใกล้ๆ เมื่อควันเริ่มจาง ความวุ่นวายจากเสียงกรีดร้องของชาวบ้านที่ดังขึ้นเริ่มสงบ พ.ต.อ.มาโนช ไกรวงศ์ รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา พร้อมทีมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดก็ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที

ในที่เกิดเหตุ พบหลุมระเบิดกว้าง 1 ฟุต ลึกประมาณ 5 ซม. มีกระเดื่องอยู่ในหลุมด้วย ที่สำคัญ ยังพบศพชายวัยรุ่น 2 คน ถูกแรงระเบิดฉีกร่างเสียชีวิตอย่างสยดสยอง แขนขาขาด มันสมองกระจาย ตายห่างกันประมาณ​ 3 เมตร เจ้าหน้าที่เก็บชิ้นส่วนระเบิดแสวงเครื่อง ระบุว่าเป็น ระเบิดทีเอ็นที และยังมีกระเป๋าอีก 1 ใบ ภายในมีผ้าขนหนู ซองบุหรี่ ซองแว่นตา และหนังสือวารสารกำนันผู้ใหญ่บ้าน และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

ห่างออกไป บริเวณริมทางรถไฟใกล้โรงลิเก ที่มาเปิดหน้าตลาดสด พบรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ อากิร่า สีดำ ทะเบียน ค 4906 สตูล จอดอยู่ ซึ่งชาวบ้านยืนยันว่าเป็นของ 2 วัยรุ่นที่เสียชีวิต และทราบชื่อเจ้าของรถในเวลาต่อมาคือ นายสุกรี หลังจิ อายุ 26 ปี และ อีกคนที่เสียชีวิต ชื่อ นายบราเฮม หลีหวัง อายุ 25 ปี ชาว อ.เมืองสตูล เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าต้องการก่อวินาศกรรมด้วยการระเบิดรถไฟ

ในขณะที่หน่วยข่าวกรองของ "กรมตำรวจ" ระบุว่า เป็นกลุ่มก่อความไม่สงบกลุ่มใหม่ที่ต้องการสร้างชื่อให้กับตนเอง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองอธิบดีกรมตำรวจ (ขณะนั้น) กล่าวว่า ทางการสืบสวนคาดว่าเป็นฝีมือกลุ่มที่ฝักใฝ่ในขบวนการก่อความไม่สงบกลุ่มหนึ่ง ต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ หากสังเกตว่าทุกต้นปีจะมีการก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว เพื่อเรียกร้องการสนับสนุนจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็เป็นได้

หลังจากเหตุการณ์นี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ลงพื้นที่ระดมกวาดล้างอาวุธสงคราม โดยมีการตรวจค้นกลุ่มบ้านผู้นำท้องถิ่น ซึ่งก็พบอาวุธและระเบิด ส่วนผู้ต้องสงสัย ได้หลบหนีออกจากประเทศในเวลาต่อมา

  • อีกครั้ง...รถไฟหาดใหญ่ เด็ก 7 ขวบดับ เจ็บระนาว 38 สาหัส 5 ราย

14.25 น. วันที่ 7 เม.ย. 44 เสียงระเบิดดังสนั่นอีกครั้งที่บริเวณหน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ที่ชานชาลาที่ 1 เป็นขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก ที่จอดอยู่ห่างประมาณ 20 เมตร แรงระเบิดทำให้เกิดหลุมลึก 20 ซม. เป็นวงกว้างรูปวงกลม 30 ซม. แรงอัดทำให้คานของกำแพงฉีกออกจนเห็นเหล็กเส้นด้านใน ระเบิดครั้งนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากถึง 38 ราย สาหัส 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ได้แก่ ด.ช.ณัฐพงศ์ ช่วงเพชรจินดา อายุ 7 ขวบ

ใกล้กันพบถ่านไฟฉาย 2 ก้อน สายไฟจำนวนหนึ่ง และเศษกระเป๋าผ้ายีนส์ ซึ่งคาดว่าเป็นของคนร้าย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่คาดว่าระเบิดที่ใช้คือ ระเบิด “ซีโฟร์” จุดระเบิดด้วยการตั้งเวลา

ทั้งนี้ ก่อนจะเกิดเหตุทราบว่า ทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้มีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.ว่า ให้ระมัดระวัง 5 จุด อันได้แก่ 1.สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำสายบุรี อ.รือเสาะ 2.สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก รวมทั้งในรถไฟที่จอดในชานชาลา 3.สะพานบ้านหน้าเกษตร อ.ธารโต จ.ยะลา 4.โรงซ่อมรถไฟชุมทางรถไฟหาดใหญ่ และ 5.โรงซ่อมเครื่องจักรสถานีรถไฟ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเหตุระเบิดดังกล่าวเป็น 1 ใน 5 เป้าหมาย ที่ทาง ศอ.บต. แจ้งเตือนแล้ว

ในเวลาต่อมา ขบวนการ “พูโล” ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุครั้งนี้ โดยอ้างว่า พูโลจะไม่ทำร้ายประชาชน ขณะที่บีอาร์เอ็นที่มี นายเปาะมะ สุไหงบาตู ผบ.กองกำลัง ก็ได้ปฏิเสธเช่นกัน...

พล.ต.ท.ธวัชชัย จุลสุคนธ์ ผบช.ภ.9 (ขณะนั้น) ได้กล่าวหลังประชุมว่า จากการสอบพยาน 37 ปาก เชื่อว่าคนร้ายไม่ได้ประสงค์ต่อชีวิต เน้นเป็นการสร้างสถานการณ์ แต่เด็กที่เสียชีวิตนั้น เพราะถูกแรงกระแทกอย่างแรง และจากการประมวลพยานหลักฐานสรุปได้ 4 ประเด็น คือ 1.เป็นฝีมือของขบวนการก่อการร้าย (ขจก.) ที่ต้องการสร้างผลงาน แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มไหน 2.ความขัดแย้งภายในการรถไฟกับชาวบ้าน 3.การสร้างสถานการณ์กลุ่มที่เรียกร้องผลประโยชน์ และ 4.กลุ่มคนที่ต้องการทำลายภาพพจน์การท่องเที่ยวของไทย

  • กล่องกระดาษปริศนาซุกใต้เก้าอี้รถไฟสายสุไหงโก-ลก - ยะลา รปภ.-ตร. แกะ ตูมสนั่น

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.ค.45 ระหว่างที่คนลงจากรถไฟสายสุไหงโก-ลก- ยะลา และจอดเทียบที่ชานชาลา 3 ที่สถานีรถไฟยะลา ขบวนที่ 454 ระหว่างที่คนลงทั้งหมด รปภ.และตำรวจรถไฟ ก็พบกล่องกระดาษสีน้ำตาล มัดด้วยเชือกฟาง วางอย่างปริศนาใต้เก้าอี้คนนั่งในโบกี้ที่ 1 แต่เมื่อเปิดดูก็ระเบิดขึ้นทันที ทั้งสองถูกแรงระเบิดได้รับบาดเจ็บ ท่ามกลางเหตุความวุ่นวาย ประชาชนใกล้เคียงหนีตายกันอลหม่าน

ต่อมา เจ้าหน้าที่สามารถตามจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 ราย เป็นชายวัย 37 ปี ซึ่งจากการตรวจค้นภายในบ้าน พบระเบิดเอ็ม 67 จำนวน 1 ลูก เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวนข้อเท็จจริง

  • สถิติ ระเบิด ตั้งแต่ปี 2547 -2559 พบปีนี้เดือนสิงหาคม บึมบ่อยสุด

จากข้อมูล ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวบรวมคดีความมั่นคง ซึ่งมีตัวเลขสถิติที่น่าสน คือ หากนับเหตุลอบวางระเบิดในพื้นภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีแนวโน้มเริ่มเพิ่มขึ้น และลดลงในบางช่วง

ปี 2547 มีเหตุระเบิด 99 ครั้ง
ปี 2548 มีเหตุระเบิด พุ่งขึ้น 237 ครั้ง
ปี 2549 มีเหตุระเบิด 235 ครั้ง
ปี 2550 มีเหตุระเบิด 475 ครั้ง (มากที่สุดในรอบ 13 ปี)
ปี 2551 มีเหตุระเบิด 268 ครั้ง
ปี 2552 มีเหตุระเบิด 288 ครั้ง
ปี 2553 มีเหตุระเบิด 247 ครั้ง
ปี 2554 มีเหตุระเบิด 302 ครั้ง
ปี 2555 มีเหตุระเบิด 237 ครั้ง
ปี 2556 มีเหตุระเบิด 310 ครั้ง
ปี 2557 มีเหตุระเบิด 238 ครั้ง
ปี 2558 มีเหตุระเบิด 152 ครั้ง
ปี 2559 ตั้งแต่ต้นปี ถึงเดือนสิงหาคม 157 ครั้ง

ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีเหตุระเบิดมากที่สุดในรอบปี คือ 39 ครั้ง ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะมีการพูดคุยระหว่าง พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ และ กลุ่ม "มาราปาตานี" ในวันที่ 2 ก.ย. ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งผลการพูดคุยนั้น สำนักข่าวอิศรา ได้รายงานว่า การพูดคุยดังกล่าวใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่ง พล.อ.อักษรา ระบุว่า ไม่มีการลงนามร่างบันทึกข้อตกลงทางธุรการ หรือ ทีโออาร์ โดยรัฐบาลมีความเป็นห่วงเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้น จึงได้สอบถามและได้รับคำตอบว่า มาราปาตานี ไม่ได้เป็นคนกระทำ พร้อมกับให้คำยืนยันในการที่จะดูแลในพื้นที่ 

ในขณะที่ กลุ่ม มาราปาตานี แถลงการณ์อ้างว่า ทางรัฐบาลไทยได้ยอมรับร่างกรอบการพูดคุยกัน หรือ ทีโออาร์ฉบับล่าสุด อันได้แก่ ตกลงหารือประเด็นเขตปลอดภัยในการพูดคุยรอบหน้า, ยอมรับข้อเสนอจากคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ที่ให้มีการประเมินและหารือเพิ่มเติม รวมทั้งให้การประชุมของคณะทำงานดำเนินต่อไปอย่างไม่เป็นทางการ

  • วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน อดีตหัวหน้าศูนย์ ศรภ. ตั้งข้อสังเกต ก่อเหตุเพื่อนับสถิติ คาดเกี่ยวข้องกับการเมือง ทางใดทางหนึ่ง 

พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) วิเคราะห์เหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ในขณะนี้ว่า การลงมือกับเป้าหมายอ่อนแอ นั้น มีเหตุให้สงสัยหลายประการ ประการแรก คือ การเลือกลงมือในสถานที่ที่มีชาวไทยมุสลิมอยู่มาก เช่น โรงเรียน หรือ โรงแรม อย่างโรงแรมเซาท์เทิร์นที่เพิ่งเกิดเหตุเมื่อเร็วๆ นี้ โดยผู้ลงมือไม่ได้กลัวว่าระเบิดจะไปโดนชาวบ้านทั้งไทยพุทธหรือมุสลิม ซึ่งสิ่งนี้แตกต่างจากสมัยก่อน เพราะชาวไทยมุสลิมก็มีความเดือดร้อนไปด้วย

“ประการที่สอง การก่อเหตุช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มคนร้ายพยายามใช้ระเบิดคาร์บอมบ์ หรือ จักรยานยนต์บอมบ์ การลงมือแบบนี้คล้ายกับการพยายามเก็บสถิติ เพราะในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคาร์บอมบ์มาแล้ว 3 ครั้ง เขาพยายามนับคาร์บอมบ์ที่โรงแรมเซาท์เทิร์น ปัตตานี เป็นคาร์บอมบ์ครั้งที่ 4 เขาพยายามก่อเหตุเพื่อโฆษณาให้เรื่องนี้ออกไปสู่สากล”

อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศรภ. กล่าวต่อว่า หากเราสังเกตวิธีการลงมือ หรือ สถานที่ จะเห็นว่ามีความแตกต่างจากกลุ่มก่อความไม่สงบในสมัยก่อน สมัยก่อนที่เขาทำเพราะหวังจะส่งตัวแทนไปพบ องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงน่าวิเคราะห์ได้ว่า กลุ่มโจรเหล่านี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการเมือง ทางใดสักทางหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล

การวางระเบิดรถไฟ มีการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์อะไรหรือไม่ พล.ท.นันทเดช กล่าวว่า คนที่ขึ้นรถไฟเป็นพี่น้องชาวไทยมุสลิมมากกว่า 80% ดังนั้น คนที่เดือดร้อนก็คือคนกลุ่มนี้ โดยเขาพยายามเรียกร้องอิสรภาพ โดยที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ต้องการ ดังนั้น การวางระเบิดรถไฟ จึงมองออกมาได้แบบเดียวก็คือ “การก่อกวน” และเป็นเป้าหมายอ่อนแอทั้งสิ้น เพราะในระหว่างเดินทางมีเส้นทางที่ผ่านยาวเหยียด ยากที่จะป้องกันหรือระมัดระวัง

เหตุป่วนจะเกิดขึ้นต่อเนื่องอีกหรือไม่ และจะหนักหน่วงแค่ไหน พล.ท.นันทเดช คาดการณ์ว่าน่าจะเกิดขึ้นอีกแน่ อย่างที่บอกในข้างต้นว่า กลุ่มโจรเหล่านี้พยายามปั่นตัวเลขเก็บสถิติ เพื่อให้สากลพยายามรับรู้ ซึ่งเมื่อดูวิธีการแล้ว ก็ไม่เหมือนจะเป็นคาร์บอมบ์ แต่เป็นการนำระเบิดไปใส่ไว้ในรถเฉยๆ ส่วนความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ตนเห็นว่าเป็นความรุนแรงแบบปกติ เพียงแต่รู้สึกว่า “เป้าหมาย” ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะทำ ตรงนี้เป็นเรื่องลำบากที่รัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐจะดูแลป้องกัน

“ปัจจุบันนี้กลุ่มโจรที่ก่อเหตุในพื้นที่ภาคใต้ ทำงานในลักษณะออกหากิน หรือ รับจ้าง ใครจ้างให้ทำอะไรก็ทำได้ เพื่อที่จะรับผลประโยชน์เป็นตัวเงิน ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มก่อความไม่สงบในสมัยก่อน ที่มีอุดมการณ์การทำงาน การเลือกที่เป้าหมายอ่อนแอ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมแปลกใจ และสงสัยว่าอุดมการณ์ของกลุ่มที่ก่อเหตุในพื้นที่ยังมีหรือไม่ จากสิ่งที่เปลี่ยนไปดังกล่าว ทำให้เราแยกแยะกลุ่มก่อความไม่สงบเหล่านี้ได้ยากขึ้น”

ส่วนตัวยังเชื่อว่ากลุ่มโจรที่ก่อเหตุในลักษณะแบบปัจจุบันยังมีสมาชิกไม่มาก เพราะถ้าสังเกตดู เขาจะเลือกแต่เป้าหมายอ่อนแอ เนื่องจากกลุ่มที่เคยก่อเหตุเลิกหรือหยุดไปบ้างแล้วจำนวนหนึ่ง ไปทำมาหากิน เรียนหนังสือ หรือ อพยพไปอยู่มาเลเซีย แต่กลุ่มที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น จะมีคนที่เคยก่อเหตุรวมอยู่บ้าง เพราะติดยึดอยู่กับผลประโยชน์ เช่น เรียกค่าคุ้มครอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่เห็นว่าโจรกลุ่มนี้จะเข้าตีฐานที่มั่นแข็งแรง หรือ ด่านเจ้าหน้าที่ เหมือนสมัยก่อน แต่จะลงมือเป็นจุดๆ หรือ เป้าหมายอ่อนแอ ซึ่งการลงมือแบบนี้เหมือนกับการไม่รักษาแนวร่วม ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน

ส่วนกรณีสำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานอ้างว่า ได้สัมภาษณ์แกนนำ RKK กลุ่มบีอาร์เอ็น แล้วกล่าวถึงการระเบิดป่วน 7 จังหวัด ในระหว่างวันที่ 10-12 ส.ค.ที่ผ่านมาว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม บีอาร์เอ็น นั้น พล.ท.นันทเดช กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่าไม่น่าจะใช่ฝีมือกลุ่มนี้อย่างแน่นอน เพราะกลุ่มบีอาร์เอ็นจะไม่ทำเหตุรุนแรงกับชาวมุสลิม

พล.ท.นันทเดช ยังฝากถึงรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ว่า ควรจะเข้มงวดในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น ใช้แนวทางในการรุกต่อกลุ่มก่อความไม่สงบมากขึ้น พยายามประสานงานกับกลุ่มไทยพุทธ และ มุสลิม เพื่อสร้างเครือข่ายในการป้องกัน สิ่งที่ควรกระทำคือ ต้องพยายามแยกที่จอดรถ เช่น ที่จอดรถจักรยานยนต์ ควรจะแยกออกไปจอดไกลๆ ไม่ให้มาจอดที่หน้าร้าน เรื่องแบบนี้ต้องออกเป็นกติกา ซึ่งตอนนี้ในพื้นที่ก็เริ่มทำแล้ว แต่ยังอ่อนการประชาสัมพันธ์


สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

จากข้อมูล ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวบรวมคดีความมั่นคง ซึ่งมีตัวเลขสถิติที่น่าสน คือ หากนับเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน... 11 ก.ย. 2559 13:28 12 ก.ย. 2559 01:30 ไทยรัฐ