วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โรคหัวใจเต้นระริก เสี่ยง!ทุกกลุ่มอายุ

ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุของ “โรคหัวใจ” และ “หลอดเลือด” สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“ภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก” หรือ ถ้าเป็นภาษาทางการแพทย์ก็คือ “Atrial Fibrillation” ตัวย่อที่ใช้กันเป็นสากลคือ “AF” หมอจะรู้ว่าเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ใหญ่

พญ.ชาร์มิลา เสรี โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ บอกว่า ถ้าดูตามอุบัติการณ์การเกิดโดยทั่วไปในต่างประเทศพบร้อยละ 1-2 ในประชาชนทั่วไป แต่โรคนี้เราจะพบบ่อยขึ้นตามอายุที่มากขึ้น

คำถามสำคัญมีว่า...ความเสี่ยงที่ว่านี้จะเกิดขึ้นในช่วงอายุเท่าไหร่?

“จริงๆมันเกิดได้ทุกกลุ่มอายุ เพียงแต่ว่า...ในช่วง 40 ปี ต่ำกว่า 40 ปี อุบัติการณ์การเกิดก็จะต่ำ น้อยกว่าร้อยละ 0.5 แต่พอในกลุ่มอายุ 80-90 ปี...ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5-15 ได้ ส่วนเรื่องเพศไม่ค่อยแตกต่าง...พอๆกัน”

โรคหัวใจ “AF” คือภาวะหัวใจเต้นผิดปกติชนิดหนึ่ง อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ...คนเราทุกคนหัวใจมี 4 ห้อง...ข้างบน 2 ห้อง...ข้างล่าง 2 ห้อง การทำงานของหัวใจควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า คนเราทุกคนจะมีปุ่มกำเนิดไฟฟ้าอยู่ใกล้กับห้องบนขวา เวลาปุ่มตรงนี้ส่งกระแสไฟฟ้าออกมาจะกระตุ้นหัวใจห้องบนทั้ง 2 ห้องพร้อมๆกัน

“หัวใจห้องบนก็จะบีบตัว ลิ้นหัวใจก็จะเปิดออกเลือดก็จะผ่านจากห้องข้างบนลงมาที่ห้องข้างล่าง แล้วหลังจากนั้นก็คือระบบไฟฟ้าที่ต่อลงไปที่ห้องข้างล่าง พอหัวใจห้องข้างล่างได้รับเลือดก็จะบีบตัวส่งเลือดออกไป สูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย หัวใจห้องข้างล่างขวาส่งเลือดที่มีออกซิเจนต่ำไปฟอกที่ปอด หัวใจห้องล่างซ้ายส่งเลือดที่มีออกซิเจนดีไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย”

ฉะนั้น ในคนปกติหัวใจห้องบนและห้องล่างจะทำงานสัมพันธ์กัน ...ใน “AF”... หัวใจห้องบนจะมีวงจรไฟฟ้าที่ผิดปกติ ซึ่งจะเป็นลักษณะกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ทำให้การบีบตัวของหัวใจห้องบนเสียไป

สิ่งที่เกิดตามมาที่อาจเกิดขึ้นได้...ทำให้มีเลือดบางส่วนคลั่งอยู่ที่ห้องข้างบน เพราะหัวใจไม่สามารถบีบตัวได้ตามปกติ ในบางคน...คนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือด โอกาสที่จะมีลิ่มเลือดเกิดในหัวใจห้องบนก็จะเกิดขึ้นได้ ทีนี้...ถ้าเกิดคนไข้มีลิ่มเลือดอยู่ที่หัวใจห้องบนบางทีอาจจะหล่นลงมาที่หัวใจห้องล่างซ้ายได้

แล้ว...เวลาหัวใจบีบตัวออกไปลิ่มเลือดนี้ก็ไปตามหลอดเลือดแดง สิ่งที่เรากลัวที่สุดก็คือถ้าไปที่สมอง ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ไปอุดและทำให้สมองขาดเลือด เหมือนกับโรคสมองขาดเลือดได้ คำศัพท์ที่แพทย์ใช้บ่อยๆก็จะเป็น “stroke” ก็คือเป็น...“โรคสมองขาดเลือด”

นี่คือความสำคัญของโรคนี้ สำคัญเพราะเพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคสมองขาดเลือดได้ถึง 5 เท่า...เมื่อเทียบกับคนทั่วไป เพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจล้มเหลวได้แล้วก็เพิ่มอัตราการตายด้วย

“เราจะต้องตื่นตัว จะต้องรู้จักโรคนี้ให้มากขึ้น แล้วก็ป้องกันไม่ให้คนไข้เป็นภาวะโรคสมองขาดเลือด”

คราวนี้มาว่ากันต่อถึงสาเหตุ แบ่งได้เป็น 3 อย่าง...กลุ่มที่ 1 เกิดจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น คนไข้มีปัญหาโครงสร้างหัวใจที่ผิดปกติเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบอยู่ หรือเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ที่พบบ่อยๆก็จะเป็นกลุ่มของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือว่าโรคความดันโลหิตสูง

กลุ่มที่ 2 ก็จะเป็นโรคเกิดจากระบบอื่นๆ อย่างเช่น คนไข้เป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษหรือว่าโรคปอดเรื้อรัง หรืออย่างในภาวะเจ็บป่วยฉับพลันบางอย่าง เช่น คนไข้ไอซียู มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรือว่าภาวะหลังการผ่าตัดต่างๆ แต่พบบ่อยหน่อยหลังการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด

กลุ่มที่ 3 ไม่ทราบสาเหตุ อยู่ดีๆก็เป็นเลย ไม่รู้เรื่องเลย ทั้งๆที่ไม่มีปัจจัยอะไรที่จะเสริมให้เป็น

หลายคนคงอยากจะรู้ว่า เราจะสามารถป้องกันหรือว่ารับมือได้อย่างไรบ้าง พญ.ชาร์มิลา บอกว่า โดยส่วนใหญ่กว่าครึ่งคนไข้จะไม่มีอาการอะไร คนที่มีอาการอาจจะมีอาการใจสั่นหรือว่าอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายเวลาที่ออกแรงทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ บางกลุ่มก็จะมาด้วยเจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบากมาด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว

บางกลุ่มก็โชคร้ายหน่อยมาด้วยจากผลแทรกซ้อน เช่น เป็นโรคสมองขาดเลือดมาด้วยอาการอัมพาตอย่างนี้ ทีนี้การตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะทุกชนิดเราวินิจฉัยจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพราะฉะนั้นก็คือต้องมาที่โรงพยาบาลและเราถึงจะตรวจและวินิจฉัย ยืนยันการวินิจฉัย

ทีนี้...คนที่อยู่ที่บ้านหรือว่าคนที่ใส่ใจสุขภาพอยากรู้ว่าหัวใจเราเต้นเป็นจังหวะดีไหม หนึ่งเราต้องดูแลสุขภาพโดยรวม พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง ทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ แล้วก็ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน...อย่างน้อย 5 วัน ต่อสัปดาห์

แล้วก็สิ่งที่จะแนะนำเพิ่มก็คือ “การตรวจชีพจร” ด้วยตนเอง ถ้าถนัดขวาก็หงายมือซ้ายวางบนโต๊ะ แล้วก็ใช้นิ้วชี้แล้วก็นิ้วกลางของมือขวาไปวางตรงใต้ข้อมือทางด้านของนิ้วโป้งของมือซ้าย...จะมีร่องอยู่ กดลงไปเบาๆก็จะรู้สึกเต้น...ตุบๆๆ อันนั้นก็คือ “ชีพจร”

“การเต้นของชีพจรก็คือการที่หัวใจห้องล่างบีบตัวก็เลยเกิดแรงดันเข้าไปในหลอดเลือดใหญ่ เราก็เลยสัมผัสได้ว่าตอนนี้คือหัวใจเต้น 1 ครั้ง...เท่ากับชีพจรเต้น 1 ครั้ง ในคนปกติความรู้สึกที่เราได้จากการสัมผัสตรงนี้จะชัดเจน สม่ำเสมอ แต่คนที่เป็น AF จะไม่ค่อยชัด ไม่สม่ำเสมอ เต้นความถี่...ห่างไม่เท่ากัน”

ถ้าสังเกตเห็นลักษณะที่ผิดปกติแบบนี้ก็ให้มาปรึกษาคุณหมอมาตรวจให้แน่ใจ จะได้สบายใจ

เนื่องในวันหัวใจโลก “World Heart Day 2016” ตรงกับสัปดาห์ที่สามของเดือนกันยายน รพ.หัวใจกรุงเทพ จัดนิทรรศการให้ความรู้ด้านสุขภาพหัวใจ ในวันอังคารที่ 20 กันยายน 2559 เวลา 13.30-15.30 น.

หลายเรื่องน่าสนใจ อาทิ Power your life...เพราะหัวใจคือพลังของชีวิต Fuel your heart...เรียนรู้เรื่องหัวใจและอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังหัวใจ Move your heart...หยุดทุกความเสี่ยงเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อนให้หัวใจ Love your heart...รักหัวใจ รู้ทันโรค เพื่อป้องกันและรักษา พร้อมรับคำปรึกษาทางการแพทย์ ตรวจเลือกแพ็กเกจหัวใจ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Call Center 1719

พญ.ชาร์มิลา เสรี ฝากว่า กลุ่มวัยทำงาน...รู้สึกว่าโรคทางด้านระบบหัวใจและก็ทางด้านหลอดเลือดจะพบบ่อยขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิถีชีวิตปัจจุบัน ชีวิตที่เร่งรีบอาจจะทำให้ไม่ได้ทานอาหารที่ดี...ได้ครบ 5 หมู่ แล้วก็พักผ่อนไม่เพียงพอ

“สิ่งแวดล้อมที่มีแต่การแข่งขัน แล้วก็มีมลพิษทำให้มีผลหลายอย่างต่อร่างกาย วันนี้...โรคไม่ติดต่อเรื้อรังในปัจจุบันพบบ่อยขึ้น...ความดันโลหิตสูง โรคอ้วนน้ำหนักเกิน เบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง เมื่อบวกกับปัจจัยเสี่ยงรอบตัว...โอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดก็จะเพิ่มขึ้น”

สิ่งที่สำคัญ เราควรจะหันมาใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น ดูว่ามีปัจจัยเสี่ยงอะไรหรือเปล่า ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ เมื่อไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ ได้รับการวินิจฉัยรักษาอย่างถูกต้อง ควบคุมปัจจัยเสี่ยงได้ดี โอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตก็จะลดลง

“หัวใจ” เป็นสิ่งสำคัญ ป้องกัน ตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อน เป็นพลังของชีวิต...ต่อยอดคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น.

11 ก.ย. 2559 12:41 12 ก.ย. 2559 11:15 ไทยรัฐ