วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทิศทางหุ้น 12/09/59

ภาวะการซื้อขายหุ้น

ดัชนีหุ้นไทยปรับร่วงลงตามแรงขายของนักลงทุนสถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ประกอบกับตลาดหุ้นต่างประเทศก็ร่วงลง หลังผิดหวังกับผลการประชุม ECB ที่ยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,445.28 จุด ลดลง 5.01% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 21.32% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 67,407.54 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 530.91 จุด ลดลง 10.18% จากสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยปรับร่วงลงในสัปดาห์นี้ จากความกังวลของนักลงทุน รวมทั้งมีแรงเทขายทางเทคนิค หลังจากที่ดัชนี SET หลุดแนวรับที่สำคัญ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดัน sentiment ของตลาดหุ้นทั่วโลก และตลาดหุ้นไทย

สำหรับสัปดาห์นี้ (12-16 ก.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,425 และ 1,400 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,460 และ 1,480 จุด โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และดัชนีราคาผู้บริโภค ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ คงได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน รวมทั้งการประชุมธนาคารอังกฤษ (BOE)

ภาวะตลาดเงินและอัตราแลกเปลี่ยน

เงินบาทร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือนที่ 34.83 บาทต่อดอลลาร์ โดยเผชิญแรงเทขายในช่วงต้นสัปดาห์ สอดคล้องกับแรงขายสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ และการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ดี เงินบาทฟื้นตัวขึ้นช่วงสั้นๆกลางสัปดาห์ หลังข้อมูลดัชนี PMI ภาคบริการของสหรัฐฯที่ออกมาแย่กว่าที่คาด กระตุ้นให้มีแรงเทขายเงินดอลลาร์ออกมา ก่อนเงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์

สำหรับสัปดาห์นี้ (12-16 ก.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 34.60-35.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่ผลการประชุม กนง. (14 ก.ย.) ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สำคัญ ได้แก่ ผลสำรวจดัชนีกิจกรรมการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก และเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ตลอดจนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงต้นเดือน ก.ย. ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. สต๊อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจและข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิเดือน ก.ค. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (15 ก.ย.) ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ส.ค.ของจีน อาทิ การผลิตภาคอุตสาหกรรม การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และยอดค้าปลีก.

11 ก.ย. 2559 11:20 ไทยรัฐ