วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนช.-สปท.ยืนกราน ส.ว.โหวต-ชงนายก

กรธ.ติงฟังปชช.บ้าง ห่วง‘สังคม’รับไม่ได้

“สุรชัย” เมิน “เลิศรัตน์” แย้ง ส.ว.ไม่มีสิทธิชงชื่อนายกฯ กอดแน่นหลักการให้ ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ ตั้งแต่รอบแรก และเสนอชื่อนอกบัญชีก๊อกสอง “เสธ.อู้” เสียงอ่อยไม่ได้ฟันธงปิดทาง โยนไปดูคำอภิปรายสมาชิกพอกล้อมแกล้มตีความเจตนารมณ์ “วันชัย” ออกโรงยัน 1 เม.ย. ลุกขึ้นชงขอสิทธิ ส.ว.ร่วมโหวต-ชงชื่อผู้นำ “เสรี” ยกมติ 11 เม.ย. วัน สปท.ส่งเหตุผลต้องมีคำถามพ่วง ผูกมัด ส.ส.และ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ โฆษก กรธ.หัวชนฝาเห็นต่างสุดขั้ว ไล่ไปถามชาวบ้านบ้างตีความอย่างไร ห่วงสังคมรับได้หรือไม่ สภาปฏิรูปฯเปิดเวทีชำแหละ 2 ก.ม. ลูก สปท.การเมืองงัดยาแรงสกัดนายทุน เอื้อนักการเมืองน้ำดี กรธ.ยังไม่เคาะปรับโฉม กกต.จังหวัด “อภิสิทธิ์” หนุนฟันพรรคขายฝันหลอกลวง ส่ายหัวดิกรีเซ็ตบัญชีสมาชิกเพราะอะไร “ปู” แอ่วเชียงใหม่ร่วมรับน้อง มช. “พาลูกช้างขึ้นดอย”

จากกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เร่งรวบรวมความเห็นการพิจารณาเนื้อหาการปรับร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงส่งกลับไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุด สนช.รวบรวมประเด็นและเอกสารบันทึกการประชุม ยืนยันเจตนารมณ์ให้ ส.ว.มีสิทธิร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีได้ตั้งแต่รอบแรก และ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯได้ หากไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองเสนอในรอบแรก ส่วน สปท.จะแนบเอกสารการอภิปรายของสมาชิก ตอกย้ำเจตนารมณ์ให้ ส.ส.และ ส.ว.ร่วมกันเลือกนายกฯ

“สุรชัย” เมินข้อโต้แย้งคำถามพ่วง สนช.

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช.กล่าวถึงการรวบรวมประเด็นตามเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติของ สนช.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่รวบรวมประเด็นคำถามพ่วงประชามติเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างส่งเรื่องมาให้ตนพิจารณา ยังไม่เห็นเนื้อหาที่เจ้าหน้าที่สรุปมา จึงไม่อยากให้ความเห็นอะไรมาก แต่ต้องส่งประเด็นดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 12 ก.ย. ส่วนที่ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ระบุว่าข้อเสนอประเด็นคำถามพ่วงที่ สปท.ส่งไปให้ สนช.ไม่มีประเด็นให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้นั้น ไม่เป็นไรถือเป็นเรื่องการส่งความเห็นของแต่ละสภา แต่เท่าที่ได้รับทราบข้อมูลจาก สปท.บางคนระบุว่า สิ่งที่ สปท.เสนอไม่ได้เป็นไปตามที่ พล.อ.เลิศรัตน์พูด ดังนั้นต้องเห็นประเด็นที่ สปท.จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการก่อน จึงจะพูดได้แต่เชื่อว่าคงไม่สร้างความสับสน เพราะเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า จะยึดตามเจตนารมณ์ฝ่ายใด ไม่อยากพูดมาก เกรงจะชี้นำศาลรัฐธรรมนูญ

ยืนหลักการให้ ส.ว.ชงชื่อนายกฯได้

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ กมธ.สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช.กล่าวว่า กมธ.ได้นำเอกสารบันทึกการประชุม สนช.เพื่อลงมติคำถามพ่วงประชามติ การลงพื้นที่ของ สนช.ชี้แจงคำถามพ่วง มารวบรวมเรียบเรียงสรุปเป็นประเด็นสั้น กระชับ เข้าใจง่ายส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันตามเจตนารมณ์เดิมคือ การให้ ส.ว.มีสิทธิร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีได้ตั้งแต่รอบแรก และ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯได้ หากไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอมาในรอบแรกได้ เป็นหลักการเดิมไม่มีอะไรแตกต่างจากที่เคยไปชี้แจงเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทราบ สนช.ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ส่วนที่ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสปท.ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. (วิป สปท.) ระบุว่าข้อเสนอประเด็นคำถามพ่วงที่ สปท.ส่งไปให้ สนช. ไม่มีประเด็นให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้นั้น ถือเป็นเจตนารมณ์ของ สปท.เป็นคนละส่วนกับ สนช. การที่ สนช.จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ยึด หรือต้องทำเจตนารมณ์ของ สปท.ถือเป็นคนละส่วนกัน สนช.ยืนยันตามเจตนารมณ์เดิม ไม่ทราบว่าเป็นการตีความเจตนารมณ์ที่ขัดกันระหว่าง สนช.กับ สปท.หรือไม่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยเองว่าจะยึดเจตนารมณ์ของฝ่ายใด

“เสธ.อู้” เสียงอ่อยไม่ห้าม ส.ว.เสนอชื่อ

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช วิป สปท.กล่าวถึงการรวบรวมประเด็นตามเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติของ สปท. ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมประเด็นที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะส่งให้ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.ลงนาม เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ในวันที่ 12 ก.ย.ตามกำหนด เบื้องต้นหลักการและเหตุผลที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญคือ ในช่วง 5 ปีแรกของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้นายกฯต้องมาจากความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภา ตนไม่ได้พูดชัดเจนถึงขั้นว่า สปท.ไม่มีเจตนารมณ์ให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ แค่บอกว่าประเด็นให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯไม่ได้อยู่ในตัวหนังสือตามที่เป็นมติจากที่ประชุม สปท.ต้องไปดูคำอภิปรายในวันที่ สปท.มีมติส่งคำถามพ่วงดังกล่าวว่า มีสมาชิก สปท.คนใด อภิปรายในลักษณะให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯหรือไม่ ถ้ามีผู้อภิปรายอาจพอตีความได้ว่าอยู่ในเจตนา­­รมณ์ของ สปท.แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ถือว่าเป็นเจตนารมณ์ สปท.

“วันชัย” ยันชงเอง ส.ว.โหวต–ชงชื่อผู้นำ

นายวันชัย สอนศิริ สปท. กล่าวว่า ตนเป็นผู้เสนอญัตติคำถามพ่วงประชามติต่อที่ประชุม สปท. เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ว่า “ในช่วง 5 ปีแรกของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภา” จนที่ประชุม สปท.เห็นชอบคำถามพ่วงที่ตนเสนอ เจตนารมณ์ในคำถามพ่วงดังกล่าวของตนชัดเจนว่า ในช่วง 5 ปีแรกให้นายกฯมาจากการพิจารณาร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งหมายถึงให้นายกฯมาจากการโหวตและเสนอชื่อจาก ส.ส.และ ส.ว. และไม่ได้กระทบบทหลักของรัฐธรรมนูญ เพราะให้เป็นเพียงบทเฉพาะกาล 5 ปีเท่านั้น หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะไปรวบรวมความเห็นการอภิปรายของสมาชิก สปท.แต่ละคนในวันที่ 1 เม.ย. เพื่อเรียบเรียงส่งเป็นความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

สปท.เเนบเหตุผลเน้นสิทธิดันชื่อนายกฯ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญส่งหนังสือขอเหตุผลและหลักการของคำถามพ่วงประชามติมาที่เเม่น้ำ 3 สายว่า โดยรวมหลักการคงไม่เปลี่ยนจากเดิม แต่ถ้าจะดูถึงเหตุผล ต้องนำหลักการวันที่ 11 เม.ย.ที่ สปท.มีมติส่งเหตุผลการมีคำถามพ่วงไปให้ สนช.มาประกอบว่าเป็นอย่างไร แล้วนำส่งไปให้ศาลพิจารณาด้วย ตอนนั้น สปท.การเมือง ไม่เห็นด้วยกับร่างของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เรื่องบท บัญญัติที่มานายกฯ ที่ว่าบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯต้องมาจากบัญชีรายชื่อ 3 คน ของพรรคการเมืองเสนอมาเท่านั้น จึงนำไปสู่การมีคำถามพ่วง โดยเสนอให้ ส.ว.เข้าไปมีส่วนให้ได้มาซึ่งบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ และเห็นชอบให้ ส.ส. และ ส.ว.ร่วมกันเลือกบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ ศาลรัฐธรรมนูญต้องดูร่างแก้ไขที่กรธ.ปรับและเสนอไปยังศาลสอดคล้องกับหลักการของคำถามพ่วงหรือไม่ สปท.ต้องส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายของสมาชิกไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทราบที่มาที่ไปต่อเจตนารมณ์ของคำถามพ่วง คาดว่าประธาน สปท.จะส่งหนังสือกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 12 ก.ย.

กรธ.ติงถาม ปชช.บ้างตีความอย่างไร

วันเดียวกัน นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรธ. กล่าวถึง การรวบรวมประเด็นตามเจตนารมณ์คำถามพ่วงประชามติของ สนช.และ สปท.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความคิดเห็นของ สนช. และสปท.แตกต่างจาก กรธ.อยู่แล้ว เพราะตามร่างที่กรธ.เขียนคือ ให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกฯจากรายชื่อที่เสนอให้ กกต. แต่หากเลือกกันไม่ได้ ก็ให้ประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อปลดล็อกนายกฯคนนอก ส.ว.ไม่ได้มามีส่วนร่วมโหวตและเสนอชื่อเลย แต่ก็มีคำถามพ่วงเพิ่มเข้ามา ปัญหาคือการตีความขอบเขตของคำถามพ่วงเป็นอย่างไร กว้างหรือแคบขนาดไหน ตรงนี้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย ผลจะออกมาอย่างไร กรธ.พร้อมจะทำตามอยู่แล้ว เพราะเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดไว้ หากศาลจะวินิจฉัยให้ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาคือสังคมจะรับได้หรือไม่ ต้องไปถามประชาชนและรับฟังเขาบ้างว่าตอนที่เขาลงมติผ่านคำถามพ่วง เขาตีความว่ายังไง

สปท.เปิดเวทีชำแหละ 2 ร่าง ก.ม.ลูก

สำหรับความคืบหน้าในการพิจารณาจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่สำคัญ 4 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องการเลือกตั้งและพรรคการเมืองนั้น วันเดียวกัน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง (สปท.) กล่าวว่า สปท.การเมืองได้นำร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง เสนอต่อที่ประชุมวิป สปท.ไปแล้วเมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่ประชุมวิป สปท.ไม่ได้คัดค้านอะไร ยังยืนยันตามหลักการเดิมของร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับที่ กมธ.เคยมีมติเสนอไป และจะนำร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับเข้าสู่ที่ประชุมของ สปท.ในวันที่ 12 ก.ย.เพื่อให้สมาชิก สปท.ได้ช่วยกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อส่งต่อให้ กรธ. สนช. และ คสช.ต่อไป

แจงงัดยาแรงสกัดนายทุน–เอื้อน้ำดี

นายเสรีกล่าวว่า ส่วนกรณีพรรคการเมืองโจมตีข้อเสนอกฎหมายพรรคการเมืองของ สปท.การเมืองนั้น การที่เราเสนอยาเเรง เพื่อนำพรรคกลับมาเป็นของประชาชนอย่างเเท้จริง ไม่ต้องการทำให้พรรคการเมืองใดเสียประโยชน์ เป็นระบบกลั่นกรองคนของประชาชน ไม่ให้เหมือนในอดีต ที่เป็นแหล่งรวมแต่กลุ่มทุน คนจะเข้ามาลงทุนทางการเมืองนัก การเมืองที่มีจิตวิญญาณความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองต้องดีใจ และยอมรับว่าระบบพรรคการเมืองที่ผ่านมา ไม่เอื้อประโยชน์ ให้โอกาสคนดีๆ เข้ามาสู่การเมือง ไม่คิดเตะตัดขาใครทั้งนั้น

ยังไม่เคาะยุบ กกต.จังหวัด

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.กล่าวถึงการเตรียมประเด็นเพื่อพิจารณาจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฉบับใหม่ ล่าสุดมีข้อเสนอจาก สปท.ด้านการเมือง ที่ให้ยกเลิก กกต.จังหวัดว่า จากการแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. พบว่า กกต.จังหวัดยังมีส่วนสำคัญต่องานกำกับ และตรวจสอบการเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ เนื่องจาก กกต.ส่วนกลางไม่สามารถดูแล หรือลงพื้นที่เลือกตั้งได้ครบทุกจังหวัด หรืออย่างทั่วถึงได้ ส่วนที่มีข้อครหาเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ กกต.จังหวัดไม่เป็นกลาง เป็นสิ่งที่ต้องนำกลับมาพิจารณา อย่างไรก็ตาม ในการหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นนั้น ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะให้มีหน่วยงานของ กกต.ระดับจังหวัดไว้แบบเดิม หรือปรับเปลี่ยนบุคคลที่เข้าไปทำหน้าที่

“มาร์ค” หนุนฟันพรรคขายฝันต้ม ปชช.

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ถนนสุโขทัย นายอภิสิทธิ์ เวชชา–ชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการยกร่างกฎหมายลูกว่า ยอมรับว่ากังวลต่อการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ต้องขอดูรายละเอียดก่อน แต่ข้อเสนอของ กกต.ยังไม่มีปัญหามากเท่าไร ส่วนข้อเสนอใหม่ๆ จาก สปท.และ สนช.ต้องรอดูว่า กรธ.จะพิจารณาอย่างไร สำหรับข้อเสนอให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบจัดการเลือกตั้งนั้น เห็นด้วยว่า กกต.ควรมีหน่วยงานราชการอื่นและอาสาสมัครจากภาคธุรกิจ ที่ไม่ใช่จากหน่วยงานราชการอย่างเดียว กกต.ไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้เพียงหน่วยงานเดียว และเห็นด้วยที่ให้พรรคการเมืองต้องส่งรายละเอียดนโยบายชัดเจนที่จะใช้หาเสียงกับประชาชน ให้ กกต.พิจารณาก่อนการเลือกตั้ง ควรชี้แจงให้ชัดว่างบประมาณจะมาจากไหน ผลกระทบเป็นอย่างไร ควรเข้มงวดเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เช่น กรณีมีการนำเสนอข้อเท็จจริง แต่ต่อมาเห็นได้ชัดว่าเป็นการหลอกลวง หรือทำไม่ได้ ควรมีความผิดเหมือนทุจริตการเลือกตั้ง เพราะเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน เพื่อให้ได้คะแนนเสียง แต่ไม่ใช่ กกต.วินิจฉัยได้ทั้งหมด เป็นเรื่องที่พิสูจน์กันภายหลัง จึงควรมีกลุ่มที่น่าเชื่อถือในภาคการศึกษาหรืออาสาสมัครภาคธุรกิจเข้ามาเป็นตัวเสริมร่วมกับ กกต. อย่าไปมองเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

ค้านยุบทิ้งไม่ส่ง ส.ส.–โละบัญชีสมาชิก

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ข้อเสนอของ กกต.ที่ให้ยุบพรรคการเมืองที่ไม่ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ตามหลักแล้ว ถือเป็นสิทธิของพรรคการเมืองในการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง หากพรรคใดส่งผู้สมัครเพียงคนเดียว จะถือว่าเป็นการบอยคอตหรือไม่ ขอให้ดูอย่างรอบด้านว่าแท้จริงแล้วปัญหาคืออะไร ส่วนการรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมือง ไม่เข้าใจข้อเสนอนี้ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่เพราะอะไร เรื่องการส่งชื่อแทนกันเพื่อสมัครลงเลือกตั้งคิดว่า กกต.มีการจัดฐานข้อมูลอยู่แล้ว ผู้เสนอเรื่องนี้อาจไม่ทราบก็ได้ และที่ให้สมาชิกพรรคจ่ายค่าบำรุงพรรค 200 บาทต่อปี ปัจจุบันมีเงินบำรุงพรรคอยู่แล้ว ถ้าไม่จ่ายเงินคนนั้นต้องพ้นจากสมาชิกพรรคไป ทำไมต้องมาเริ่มต้นใหม่ให้วุ่นวาย ถ้าให้เหตุผลมาพร้อมจะรับฟัง แต่เหตุผลที่เสนอให้รีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองมาขณะนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ขอกองทัพมีเอกภาพเป็นหลักป้องชาติ

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการแถลงผลงานของรัฐบาลครบรอบ 2 ปีสัปดาห์หน้าว่า อย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์ ต้องรอฟัง 2 ส่วน คือ 1.งานปกติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและความก้าวหน้าต่างๆ ว่าคืบหน้ามากแค่ไหน 2.งานด้านการปฏิรูป ภารกิจสำคัญของรัฐบาลในการใช้อำนาจผลักดัน หวังว่ารัฐบาลจะชี้แจง 2 ส่วนนี้ ส่วนงานด้านการปราบปรามการทุจริตที่รัฐบาลประกาศเป็นนโยบายหลักนั้น ประชาชนพึงพอใจจากการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดขึ้นมาก แต่การวางระบบในอนาคตนั้น ยังมีหลายเรื่องที่ยังไม่สำเร็จ ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปตามระบบ เราหวังจะให้กองทัพเป็นเอกภาพ เป็นหลักในการปกครองที่ดูแลป้องกันประเทศ ทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย ที่ผ่านมาประชาชนเชื่อมั่นกองทัพในภาพรวม ขอให้รักษาภาพรวมนี้ไว้ให้ได้ต่อไป

“วรชัย” ฝาก ผบ.ทบ.เลิกชูธงยึดอำนาจ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึง ผบ.เหล่าทัพใหม่ว่า ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่เมื่อรับตำแหน่งผู้นำรั้วของชาติแล้ว ประชาชนคาดหวังให้เข้ามาดูแลประเทศและประชาชน ที่ผ่านมาการทำรัฐประหารนั้น ผบ.ทบ.เป็นส่วนสำคัญที่สุด เมื่อเข้ามาแล้วขอให้ยึดมั่นในการเป็นกองทัพแห่งชาติเพื่อประชาชน อย่านำกองทัพมายึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็แล้วกัน ขอให้การยึดอำนาจในรุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรุ่นสุดท้าย ขอให้ดำเนินการปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจัง และขอให้สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

เมื่อถามถึงงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่เพิ่มขึ้นในงบฯปี 2560 ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบของ สนช. นายวรชัยตอบว่า เห็นเพิ่มขึ้นทุกปี การทำงานประมาณนั้น ทำโดยกลไกของรัฐ กองทัพในวันนี้เป็นคนกุมกลไกนี้ทั้งหมด วันนี้เขามีอำนาจที่จะออกกฎหมายเอง แล้วใช้กฎหมายเอง ก็อย่างที่เห็นกันอยู่ อย่างไรก็ตาม ขอให้ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพิ่มขึ้นได้ แต่อย่าให้ใครมาครหา

“สมชัย” แสลงหู “ปลื้ม” วิจารณ์ ก.ม.ลูก

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กตอบโต้ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล พิธีกรและผู้ดำเนินรายการช่องวอยซ์ทีวี ที่วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอ กกต.ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า “กกต.ถือวิสาสะอะไรมาเสนอให้พรรคการเมืองต้องส่งนโยบายให้อนุมัติก่อนนำไปหาเสียง พูดอย่างกับรู้ว่าประชาชนต้องการอะไร และนโยบายประเภทไหนควรนำไปปฏิบัติ” โดยนายสมชัยระบุว่า เอาอีกามาคาบกิ่งใบมะกอก ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นนกพิราบ เมื่ออยากเป็นสื่อ ควรลงลึกข้อเท็จจริง ก่อนจะชี้นิ้วว่าใครไปทั่ว การที่ให้พรรคการเมืองเสนอนโยบาย พร้อมการวิเคราะห์ที่มางบประมาณ ระยะเวลาในการดำเนินการ ประโยชน์ ความคุ้มค่า ผลกระทบและความเสี่ยงต่อ กกต. เพื่อให้ กกต.นำไปประกาศต่อสาธารณะ ไม่ใช่เพื่อ “อนุมัติ” ประชาชนจะได้ร่วมกันตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ถูกฝ่ายการเมืองหลอก โดยเสนอนโยบายที่เป็นไปไม่ได้หรือเป็นนโยบายนำไปสู่การสร้างหายนะทางเศรษฐกิจแก่ประเทศในอนาคตอีก ที่เขียนส่ง กรธ.ไม่ใช่ภาษาที่เข้าใจยาก ขอโทษ ลืมไปว่ามิใช่นกพิราบ

ป.ป.ช.ปรับ ก.ม.สอดรับ รธน.ใหม่

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. ...ให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า เนื้อหาในกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ ต้องปรับให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งต้องแก้ไขเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของ ป.ป.ช.ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้กฎหมาย ป.ป.ช.สร้างความเกรงกลัวแก่คนทุจริต

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.จัดทำร่างกฎหมายลูกเสร็จสิ้นแล้ว อยู่ในขั้นตอนการหารือกับคณะอนุกรรมการที่ กรธ.ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาว่ากฎหมายลูกที่ ป.ป.ช.ร่างขึ้นสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เบื้องต้นกฎหมายลูกของ ป.ป.ช. ได้เปลี่ยนหลักการจากเดิมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการกำหนดกรอบระยะเวลาการพิจารณาคดีในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ตั้งแต่การแสวงหาข้อเท็จจริง การไต่สวน จะต้องใช้เวลาเท่าใด ให้สอดรับกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งคดีที่ซับซ้อนต้องใช้เวลาเท่าใด

ชาวบ้านเชื่อ ลต.ปี 60 ยังมีซื้อเสียง

วันเดียวกัน กรุงเทพโพล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “คิดอย่างไรต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2560” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,156 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 6-7 ก.ย.พบว่าร้อยละ 78.0 เห็นว่าการเลือกตั้งปี 60 น่าจะยังมีการซื้อเสียงอยู่ ร้อยละ 16.6 ระบุไม่น่าจะมี และร้อยละ 5.4 ไม่แน่ใจ โดยร้อยละ 53.2 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุดว่า กกต.จะแก้ปัญหาการซื้อเสียงได้ ร้อยละ 37.0 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 9.8 ไม่แน่ใจ เมื่อถามต่อว่า เห็นด้วยหรือไม่หากจะให้กระทรวงมหาดไทยมาช่วย กกต.จัดการเลือกตั้ง เพื่อลดการซื้อเสียง ร้อยละ 68.2 เห็นด้วย ร้อยละ 25.1 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 6.7 ไม่แน่ใจ

เห็นควรรีเซ็ตปฏิรูปพฤติกรรมโกง

ด้านนายนพดล กรรณิกา ประธานชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจ “โพล รีเซ็ต ปฏิรูปการเมืองกับความต้องการของสาธารณชนต่อนักการเมืองในการปฏิรูปตัวเอง” กรณีศึกษาตัวอย่าง 1,259 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 7-9 ก.ย.พบว่าร้อยละ 86.3 ระบุนักการเมืองเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งมากที่สุด ร้อยละ 10.9 ระบุสื่อมวลชน และร้อยละ 2.8 ระบุอื่นๆ เช่น ประชาชนที่แบ่งขั้ว นายทุนพรรคการเมือง ตำรวจ ทหาร เป็นต้น เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่เสนอทางออกให้ประเทศที่ชอบมากที่สุดขณะนี้ ร้อยละ 69.1 ระบุไม่มีพรรคใดเลย ร้อยละ 14.6 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 11.5 พรรคเพื่อไทย และร้อยละ 4.8 พรรคอื่นๆ ทั้งนี้ร้อยละ 93.3 ให้นักการเมืองปฏิรูปตัวเองเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน ร้อยละ 88.5 การหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ร้อยละ 82.9 การยั่วยุ ก้าวร้าว ปลุกระดม และเมื่อถามถึงการรีเซ็ต ปฏิรูปการเมือง ร้อยละ 77.6 ระบุเห็นด้วย ร้อยละ 22.4 ระบุไม่เห็นด้วย

ศาลฟันคดีการเมืองชี้ทุจริตรุมเร้า ปท.

ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “การถูกลงโทษของนักการเมืองและแกนนำ ในสายตาประชาชนกรณีสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกจำคุก 20 ปี คดีทำเอกสารเท็จ” โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,319 คน ระหว่างวันที่ 7-9 ก.ย. พบว่าร้อยละ 80.82 หากมีความผิดจริง ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ร้อยละ 76.95 ควรดำเนินการด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และร้อยละ 61.18 บ้านเมืองจะได้พัฒนาในทางที่ดีขึ้น เป็นแบบอย่างให้กับคดีอื่น โดยร้อยละ 86.20 ระบุว่าสะท้อนว่าไทยยังมีปัญหาการทุจริตอีกมาก ร้อยละ 77.56 คนทำผิดสมควรได้รับการลงโทษ และร้อยละ 74.53 กฎหมายต้องเข้มแข็ง บังคับใช้ได้กับทุกคน โดยร้อยละ 78.01 ระบุว่าโทษดังกล่าวสมควรแล้ว ร้อยละ 12.06 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 9.93 ไม่สมควร ขณะที่ร้อยละ 76.14 เห็นว่าการถูกลงโทษดังกล่าวไม่ว่าช้าเร็ว คนทำผิดย่อมได้รับโทษตามกฎหมาย ร้อยละ 71.65 สังคมไทยควรหันมาให้ความสำคัญเรื่องการปลูกฝังความซื่อสัตย์ สุจริต และร้อยละ 63 เป็นกรณีตัวอย่างให้กับคนในสังคมไม่หลงในอำนาจและผลประโยชน์

“ปู” รับน้อง มช.พาลูกช้างขึ้นดอย

ด้านความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ก.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางไปพักผ่อนที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมกับ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร (น้องไปก์) บุตรชาย โดยช่วงเช้าวันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมกับเพื่อนๆคณะรัฐศาสตร์รุ่นที่ 21 เพื่อร่วมกิจกรรม “เจียงใหม่เจ็ดร้อยซาวปี๋ ลูกจ๊างฮ่วมสืบป๋าเวณี น้องปี้เตียวขึ้นดอย” สืบสานตำนานประเพณีลูกช้างขึ้นดอย นำนักศึกษาใหม่ทุกคณะขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ ประจำปีการศึกษา 2559 เพื่อความเป็นสิริมงคล มีนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวต้อนรับนักศึกษา ก่อนที่นักศึกษาทั้งหมดเดินไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมกับเพื่อนๆ เดินทางโดยรถยนต์ไปยังดอยสุเทพ สักการะอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย นมัสการพระธาตุดอยสุเทพ และเดินลงมาที่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงพระธาตุ เพื่อร่วมกิจกรรมเมื่อคณะนักศึกษาเดินทางมาถึง

เข้าใจคนห่างไกลบ้านรู้สึกเหงา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่เหล่าบรรดานักศึกษาเดินทางถึงดอยสุเทพ ต่างตื่นเต้นที่เห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เข้ามาขอถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า วันนี้มาในฐานะรุ่นพี่ ทำให้นึกถึงวันเก่าๆ ที่ผ่านไปเร็วมาก 31 ปีแล้ว น้องใหม่ต้องปรับตัวทั้งเรื่องเรียนและความเป็นอยู่ ยิ่งมาจากต่างถิ่นยิ่งต้องปรับตัวมาก บางคนห่างไกลบ้านก็รู้สึกเหงา กิจกรรมนี้ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี การเดินขึ้นดอยสุเทพต้องใช้ความพยายาม แม้เหนื่อย โดยเฉพาะโค้งสุดท้ายที่เรียกกันว่า “โค้งสปิริต” เป็นโค้งที่ชัน ต้องใช้ความอดทน

“วรงค์” แขวะสับสนท่องบทมาพูด

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระบุผ่านสื่อพาดพิงถึงตนในคดีความรับผิดทางแพ่งของโครงการรับจำนำข้าวว่ามีข้อมูลรั่วไหลสู่ภายนอกว่า น่าจะเข้าใจว่าทุกที่ยังมีคนไทยที่รักประเทศ รักความถูกต้องชอบธรรมอยู่ คงมีคนให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ท่องบทมาพูด จึงสับสนเอาคำว่า ความเป็นกลางมาปะปน ทั้งที่ได้ประโยชน์เต็มๆ นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ต้องอธิบายสังคมให้ได้ว่า เหตุใดจึงคิดค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์จาก 2.86 แสนล้านบาท เหลือ 1.78 แสนล้านบาท และยังมีส่วนลดให้คิดเพียง 20% ของยอดความเสียหาย เหลือเพียง 35,717 ล้านบาท คณะกรรมการชุดนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯในฐานะประธานคณะกรรมการรับผิดทางแพ่งคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ได้สอบสวนสรุปกำหนดค่าเสียหายให้กรรมการชุดนายมนัสให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบ ในฐานะนายกฯและประธาน กขช. 2.86 แสนล้านบาท ไม่ใช่สอบความรับผิดของบุคคลหลายคน ไม่อาจนำหลักเกณฑ์ในหนังสือ กระทรวงการคลัง ที่ลดให้เหลือเพียง 20% ของยอดเสียหายมาใช้

“สุรชัย” เมิน “เลิศรัตน์” แย้ง ส.ว.ไม่มีสิทธิชงชื่อนายกฯ กอดแน่นหลักการให้ ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ ตั้งแต่รอบแรก และเสนอชื่อนอกบัญชีก๊อกสอง “เสธ.อู้” เสียงอ่อยไม่ได้ฟันธงปิดทาง... 11 ก.ย. 2559 05:41 11 ก.ย. 2559 05:41 ไทยรัฐ