วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตำนานแห่งเถาองุ่น

ไดโอนีซุส

พืชพันธุ์ที่หล่อเลี้ยงมนุษย์มาเนิ่นนานหลายสหัสวรรษนอกเหนือจากธัญพืช จำพวกข้าว ข้าวโพด และเหล่าพืชที่ให้แป้งแล้ว ก็มีผลไม้เถาเลื้อยอย่างต้นองุ่นนี่ละครับที่มีความเกี่ยวพันกับคนเรามายาวนาน ทั้งการนำผลมารับประทานสดและแปรรูปเป็นอาหารชนิดอื่นอีกมากมาย วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนจึงขอนำเอาตำนานน่ารู้ของพืชชนิดนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ

มนุษย์เราปลูกองุ่นไว้รับประทานกันมานาน มีการค้นพบโถโบราณบรรจุเมล็ดพันธุ์องุ่นซึ่งมีอายุกว่า 8,000 ปีก่อนคริสตกาลในประเทศอิหร่าน ชาวไอยคุปต์โบราณก็มีการเพาะปลูกองุ่นด้วยเช่นกัน สำหรับประเทศไทยนั้นสันนิษฐานว่าน่าจะมีการนำพันธุ์องุ่นเข้ามาปลูกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ทั้งนี้เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาก็มีสถานที่ซึ่งเรียกว่า ป้อมสวนองุ่น จึงอาจเป็นไปได้ว่าในยุคนั้นไทยเราอาจเคยมีการปลูกองุ่นกันบ้างแล้ว

ตำนานปรัมปราที่โด่งดังที่สุดเกี่ยวกับองุ่นก็ต้องกล่าวถึงเทพของชาวกรีกที่มีนามว่าไดโอนีซุส (Dionysus) หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า แบกคัส (Bacchus) หนึ่งในทวยเทพแห่งขุนเขาโอลิมปัส พระองค์เป็นลูกครึ่งเทพกับมนุษย์เพียงองค์เดียวที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นเทพโดยสมบูรณ์ และยังมีพระชนมายุน้อยที่สุดด้วย พระองค์ทรงเป็นเทพแห่งต้นองุ่น การเก็บเกี่ยวองุ่น รวมถึงการทำเหล้าองุ่นหรือไวน์ นอกจากนั้นยังเป็นเทพแห่งเทศกาลรื่นเริง การละคร และความสนุกสนานอีกด้วย ซึ่งความสนุกของพระองค์นั้นก็มาจากความมึนเมาเนื่องจากการดื่มไวน์เข้าไปนั่นเอง



ประวัติของไดโอนีซุสนั้นไม่ ธรรมดา พระองค์เป็นบุตรของมหาเทพซูส (Zeus) กับนางซีมีลี (Semele) ผู้เป็นธิดาของเจ้าเมืองธีบส์ เทพซูสได้จำแลงแปลงองค์เป็นมนุษย์มาลอบรักและมีสัมพันธ์กับสาวงามซีมีลี ที่ต้องลอบก็เพราะชายาของซูสคือพระนางเฮรา (Hera) นั้นขึ้นชื่อเรื่องความหึงหวงและความพยาบาท โดยเฉพาะกับบรรดาชายาองค์อื่นๆของสวามี ซึ่งในกรณีนี้ก็เช่นกัน เมื่อพระนางรู้ถึงความสัมพันธ์นี้เข้าก็ใช้ฤทธิ์ปลอมตนเป็นพี่เลี้ยงของนางซีมีลี ใช้วาจาชักจูงให้นางนึกสงสัยในตัวตนของสามีว่าเป็นเทพซูสจำแลงองค์มาจริงหรือ ซึ่งแน่นอนว่าซีมีลีต้องหลงเชื่อตามแผนปั่นหัวของเฮรา

เมื่อถึงยามที่ซูสเสด็จมาหาซีมีลี นางก็อ้อนวอนขอให้ซูสสาบานต่อแม่น้ำสติกซ์ (Styx) อันศักดิ์สิทธิ์ว่าจะประทานอนุญาตตามคำขอของนางสักประการหนึ่ง ด้วยความรักอันเปี่ยมล้นทำให้ซูสยอมตามใจแม่สาวชาวดิน ซึ่งสิ่งที่นางขอก็คือการได้เห็นร่างที่แท้จริงของสามี นั่นทำให้ซูสตกพระทัยมาก เพราะนางเป็นมนุษย์ธรรมดา ย่อมไม่อาจทนทานต่อรัศมีอันทรงฤทธีของมหาเทพได้ แต่เมื่อสาบานแล้วแม้แต่มหาเทพก็ต้องทำตาม ซึ่งทันทีที่ซูสแสดงรูปกายแห่งเทพให้ประจักษ์ ร่างของนางซีมีลีก็มอดไหม้ด้วยแรงฤทธิ์แห่งเทพจนสลายเป็นจุณไปในพริบตา แต่ทว่าซูสสามารถช่วยทารกในครรภ์ของนางไว้ได้ โดยเก็บทารกนั้นไว้ในต้นขาของตนเอง จนถึงกำหนดคลอดทารกชายครึ่งเทพก็ถือกำเนิดขึ้นมา ซูสมอบทารกนามไดโอนีซุสให้เหล่านางไม้ไนสิยาดีส (Nysiades) เป็นผู้เลี้ยงดูจนเติบโตเป็นชายหนุ่มรูปงาม

ไดโอนีซุสนั้นชอบท่องเที่ยวไปอย่างอิสระเสรีและรักความบันเทิงเริงรมย์ พระองค์ทำให้องุ่นรสเลิศงอกงามบนผืนดิน ที่สำคัญคือประทานเมรัยหมักบ่มจากผลองุ่นให้ผู้คนที่ได้ดื่มกินเสพสุขสนุกสนานเริงรื่น จนบางครั้งก็สนุกเกินขีดถึงขั้นเสียจริตกันเลยทีเดียว เช่นเหล่าสตรีที่มีนามว่า เมนาดส์ (Maenads) พวกนางถูกความมึนเมาจากเมรัยองุ่นเล่นงานเอาถึงขั้นฟั่นเฟือน กระโดดโลดเต้นร้องรำทำเพลงไปทั่วแดนไพรราวกับคนบ้า และมักจะแห่แหนร่ายรำตามห้อมล้อมไดโอนีซุสไปด้วยเสมอ (คงไม่ต่างจากเหล่านักเต้นนำขบวนขันหมากและขบวนแห่นาคในบ้านเรา)

ชะตากรรมของไดโอนีซุสยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากความพยาบาทของเฮรารุนแรงยิ่งนัก นางลวงไดโอนีซุส ไปให้ยักษ์ไททันฆ่าด้วยการฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ไม่ต่างอะไรกับต้นองุ่นที่ชาวไร่นิยมตัดแต่งกิ่งก้านออกจนเหลือแต่ลำต้นด้วนกุด เพื่อรอให้ต้นองุ่นผลิตาใหม่พร้อมกับออกดอกออกผลอันงดงาม ซึ่งไดโอนีซุสก็ได้รับการช่วยเหลือจากพระบิดาและเหล่าเทพเก็บเศษร่างกายที่ยังหลงเหลืออยู่มาชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นใหม่

ในบางตำนานก็กล่าวว่า ไดโอนีซุสบุกไปตามหามารดาที่ไม่เคยพบหน้าในแดนปรโลก โดยท้าทายเทพเฮดีสเจ้าแห่งความตายว่าหากตนตายแล้วฟื้นได้ ก็ขอให้มารดาของตนได้ฟื้นคืนกลับมาด้วย ซึ่งเฮดีสย่อมไม่ยอมให้ใครมาเอาชนะความตายเย้ยพระองค์เช่นนั้นได้ จึงให้บริวารสับร่างไดโอนีซุสเป็นชิ้นๆ แต่ไดโอนีซุสก็สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ดั่งต้นตอองุ่นที่แตกกิ่งก้านใหม่ ทำให้เขาสามารถเรียกคืนชีวิตมารดาแล้วพาออกจากแดนปรโลก และนางก็กลายเป็นมนุษย์ปุถุชนเพียงคนเดียวที่ได้ไปอยู่บนเขาโอลิมปัสดินแดนแห่งทวยเทพอย่างมีความสุข

ในเทพปกรณัมกรีกนั้น ไดโอนีซุสคือผู้สร้างไวน์ขึ้นมาจากองุ่น แต่ทางฝั่งตำนานของมนุษย์นั้นกล่าวว่า แรกเริ่มเดิมทีไวน์เกิดจากผลองุ่นที่ตกหล่นจากต้นลงมาทับถมในแอ่งน้ำบนพื้นดินและหมักบ่มจนน้ำตาลเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์และมีฟองจากคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นด้วย เมื่อมนุษย์เราไปพบเข้าก็เกิดความสงสัยว่าน้ำที่มีกลิ่นหอมหวนเย้ายวนใจนั้นคืออะไร ก็ลองชิมและพบว่ามีรสชาติถูกใจ เมื่อดื่มเข้าไปมากเข้าก็มึนเมาหัวหมุน ซึ่งในช่วงแรกนั้นก็คงกลัวๆกันอยู่แหละครับว่าน้ำนี้คืออะไร ทำไมดื่มเข้าไปแล้วเกิดอาการเช่นนี้

จนกาลเวลาผ่านไปมนุษย์เราก็ค้นหาวิธีหมักบ่มไวน์ขึ้นมาได้ มีประวัติว่ามีการผลิตไวน์กันเป็นล่ำเป็นสันมาอย่างน้อย 1,500 ปีก่อนคริสตกาลและพัฒนาวิธีมาต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน

สำหรับชาวคริสต์ ไวน์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในพิธีศีลมหาสนิท (Communion) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของพิธีมิสซาที่ทำกันทุกวันอาทิตย์ ขั้นตอนหนึ่งในพิธีดังกล่าวผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกจะมีการเสกและรับประทานขนมปังไร้เชื้อ ซึ่งเรียกว่า ปัง และดื่มไวน์ โดยเชื่อว่าพระเยซูเจ้าจะสถิตอยู่ในปังและไวน์ที่ทำการเสกนั้น ซึ่งไวน์เปรียบประดุจโลหิตของพระองค์ การดื่มไวน์และรับประทานปังจึงเท่ากับเป็นการรับพระองค์เข้าไปประทับอยู่ในตัวของคริสตชน นอกจากนี้ในคัมภีร์ไบเบิลยังมีการกล่าวถึงไวน์อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆไว้มากมายเลยครับ

เมรัยจากองุ่นนั้นเราคงคุ้นกันว่าของดีต้องมาจากฝรั่งเศส แต่คุณผู้อ่านทราบไหมครับว่าประเทศที่มีพื้นที่ปลูกองุ่นทำไวน์มากที่สุดนั้นกลับไม่ใช่ฝรั่งเศส แต่เป็นสเปน ซึ่งมีประวัติศาสตร์การทำไวน์กันมาอย่างยาวนานไม่แพ้ชาติอื่นในยุโรป และถือว่าเป็นผู้ผลิตไวน์โลกเก่าคุณภาพเยี่ยมชาติหนึ่งของโลกเลยล่ะครับ

กล่าวกันว่าไร่องุ่นแห่งแรกของสเปนมีมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อน ในเมืองท่าบนอ่าวกาดิซ บริเวณชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นอันดาลูเซีย โดยคนกลุ่มแรกที่เข้ามาทำไร่องุ่นบนดินแดนแห่งนี้คือ ชาวฟินิเชียน (Phoenician) ยอดนักเดินเรือและพ่อค้าจากแถบเมดิเตอเรเนียนเมื่อครั้งอดีต เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าไปตั้งอาณานิคมในเมืองเคเรซ บริเวณตอนกลางของสเปน ก็ริเริ่มการทำไร่องุ่นบนรอบๆเนินเขา ภูมิอากาศอันอบอุ่นของดินแดนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไวน์ของสเปนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ชาวฟินิเชียนนั้นเป็นนักการค้า ไวน์จากสเปนจึงเป็นสินค้าสำคัญของแถบเมดิเตอเรเนียนในยุคนั้น แต่พอถึงศตวรรษที่ 8 ชาวอาหรับก็เข้ามายึดครองดินแดนแถบนี้ ทำให้การผลิตไวน์ของสเปนหยุดชะงักไป ระยะหนึ่ง เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นขัดกับหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลาม จนกระทั่งกษัตริย์คาทอลิกได้กลับมาครองแผ่นดินสเปน การผลิตไวน์ก็กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

ไวน์ที่มีชื่อเสียงของสเปนผลิตกันอยู่ในเขต ริเบรา เดล ดูเอโร่ (Ribera del Duero) ซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับปลูกองุ่นชั้นดีมีคุณภาพ ซึ่งหนึ่งในไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของสเปน คือ วาลดูเอโร่ (Valduero) ก็มาจากแหล่ง ริเบรา เดล ดูเอโร่ นี่ละครับ

วาลดูเอโร่เป็นโรงไวน์ในครอบครัวและเป็นหนึ่งในกลุ่มคนแรกๆที่ผ่านการการันตีจาก Denomination of Origin (DO) สถาบันหลักที่ควบคุมคุณภาพไวน์ในระดับนานาชาติ จุดเด่นที่น่าสนใจของไวน์นี้ก็คือ กระบวนการทำงานของไวน์เมกเกอร์หรือคนทำไวน์ ซึ่งเป็นผู้หญิงครับ

สำหรับประเทศสเปนแล้วการที่ผู้หญิงจะถูกยอมรับในสาขาอาชีพนี้ในสมัยก่อนนั้นยากนัก เธอจึงต้องใช้ความพยายามมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า เพื่อให้ได้ไวน์ที่ดีมีคุณภาพ มีความโดดเด่น จนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ต้องพิถีพิถันในทุกกระบวนการผลิต เริ่มตั้งแต่การปลูกต้นองุ่น เพราะผลองุ่นที่นำมาใช้ต้องมาจากต้นองุ่นที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป มีผลผลิตสูงสุดไม่เกินปริมาณที่กำหนด การเก็บผลองุ่นต้องใช้มือเท่านั้น เพื่อคัดสรรองุ่นที่มีคุณภาพเหมาะสม และในบางปี เช่นเมื่อปี 2008 เธอตัดสินใจไม่ทำไวน์เนื่องจากผลองุ่นในปีนั้นคุณภาพไม่ดีพอ สำหรับพันธุ์องุ่นก็เลือกปลูกพันธุ์พื้นเมืองที่ให้รสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดิน น้ำ ภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อม ในริเบรา เดล ดูเอโร่ ส่งผลต่อคุณภาพของผลองุ่น ซึ่งก็ไม่แน่นอนในแต่ละปี จึงเป็นที่มาว่าทำไมไวน์จากแหล่งผลิตเดียวกันจึงมีคุณภาพแตกต่างกัน จนส่งผลให้ราคาต่างกันไปในแต่ละปี

การหมักบ่มที่ยาวนานและได้มาตรฐานในทุกขั้นตอน อุณหภูมิ กลิ่น และความชื้นในถ้ำที่ใช้เก็บไวน์ ก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพ ดังเช่น ไวน์ของวาลดูเอโร่นั้นเก็บไว้ในถ้ำซึ่งมีความลึกถึง 40 เมตรในสภาวะที่เหมาะสมโดยที่ในถ้ำไม่ต้องใช้ระบบปรับอากาศ ทำให้ได้รับรางวัลผู้นำในการอนุรักษ์พลังงานจากรัฐบาลท้องถิ่น

บันทึกแห่งต้นองุ่นนั้นทอดเถาไว้ยาวไกลบนหน้าประวัติศาสตร์ แตกกิ่งก้านสาขาออกไปในหลายชนชาติและอารยธรรม มีเรื่องราวเกี่ยวพันแนบแน่นกับมนุษย์ทั้งในฐานะอาหาร เครื่องดื่ม และความเชื่อทางจิตวิญญาณ น่าทึ่งนะครับที่เถาไม้ที่มีผลเล็กๆดูบอบบางจะสร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้...!

โดย :ประลองพล เพี้ยงบางยาง
ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

10 ก.ย. 2559 09:27 ไทยรัฐ