วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลประโยชน์แฝง ยัดไส้ชิงอำนาจ

จับตาพฤติกรรมอำนาจ “ปฏิรูป”เปลี่ยนผ่านประเทศ

เป็นการย้ำพันธสัญญาบนเวทีระดับโลกอีกรอบ

ในโอกาสที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้ยืนยันกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในการหารือแบบทวิภาคีระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ประเทศไทยจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และจะนำไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่วางไว้ โดยหวังว่ายูเอ็นและประชาคมระหว่างประเทศจะสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป

การประกาศของผู้นำรัฐบาลทหารไทยเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ

ตามสถานการณ์ที่ล้อกันไปกับจังหวะการเดินหน้าตามโรดแม็ปที่อยู่ในขั้นการก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญใหม่ ในกระบวนการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงแล้วเสร็จ ส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ

เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 37/1

กั๊กเชิงทางกฎหมายอยู่หลายยก ก่อนที่จะมีการรับไว้ในสารบบ

โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญยังได้ขอข้อมูลจากคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อประกอบการพิจารณา

ในจังหวะที่มีการลุ้น จะมีรายการพลิกโผมาตรา 272 ให้สมาชิกวุฒิสภาสรรหาหรือ “ส.ว.ลากตั้ง” มีสิทธิร่วมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่

และที่ตีคู่ไปพร้อมๆกันก็คือความคืบหน้าในการจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่แยกเป็น 2 ส่วน

ด้านหนึ่งในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับ กกต.ทั้ง 4 ฉบับ เพื่อความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่ และส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา

ขณะที่อีกด้านก็เป็นในส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ดำเนินการผ่านคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เพื่อส่งข้อเสนอกฎหมายลูก 4 ฉบับของ สปท.ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญประกอบการพิจารณายกร่างกฎหมายลูก

สปท.ก็สูตรหนึ่ง กกต.ก็สูตรหนึ่ง คนละพิมพ์เขียวกัน

ซึ่งดูเหมือนจะเป็นจุดไฮไลต์ ประเด็นของกฎหมายลูกได้ก่อกระแสรายวัน

ตามปฏิบัติการทิ้งทุ่นที่ กกต.และ สปท.สาย “ไอ้ห้อย–ไอ้โหน” ช่วยกันโยนหินถามทาง

ทั้งเจแปนโมเดล ห้ามปราศรัยใหญ่หาเสียง การกำหนดโทษหนักห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิตสำหรับหัวหน้าพรรคที่ปล่อยให้ลูกทีมโกงเลือกตั้ง นักการเมืองที่โกงเลือกตั้งเจอคุก 10 ปี ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีพ

หรือการย้อนยุคกลับไปให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง โดยที่ กกต.มีหน้าที่แค่ตัดสินให้ใบเหลือง ใบแดงตามสำนวนที่เจ้าหน้าที่มหาดไทยชงให้

การทำให้พรรคการเมืองตั้งยากขึ้น ดำรงอยู่ยากขึ้น และการยุบพรรคยากขึ้น

สารพัดสูตรยาขมที่พยายามชงกัน

ทั้งหมดทั้งปวง เป้าหมายอยู่ที่การดัดหลัง ล้างกระดานนักการเมืองพันธุ์เก่า

และเท่าที่จับอาการได้ นักเลือกตั้งอาชีพก็ทำได้แค่ส่งเสียงโวยดักคอ “นักลากตั้งอาชีพ”

แต่ถึงที่สุดเลยก็หือไม่ขึ้น เพราะทำเสียของเอง นักการเมืองเป็นต้นตอก่อวิกฤติจนประเทศเข้าสู่ภาวะเกือบรัฐล่มสลาย จนประชาชนต้องมอบฉันทามติให้ทหารนำธงเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การปฏิรูปใหญ่

ทำได้แค่นั่งรอกติกาใหม่อยู่ข้างสนาม เล่นตามเกมที่ทหารกำหนด

นักการเมืองหมดฤทธิ์ เจอปฏิบัติ-การตีกรอบในรัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายลูกอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกันก็ได้เห็นปรากฏ-การณ์ความคืบหน้าในคดีสำคัญๆ ที่มาแบบไม่คาดฝัน

ล่าสุดถึงคิวของคนดังอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 20 ปี จากคดีปลอมเอกสารเท็จกู้เงินธนาคารกรุงไทย

ขาใหญ่ม็อบเสื้อเหลืองที่นำม็อบไล่คนโกง ต้องเข้าไปอยู่ ในคุก จากคดีทุจริต

ต่อเนื่องกับจังหวะก่อนหน้าที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที รัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินลงโทษ

จำคุกเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมเอื้อประโยชน์บริษัท ชินคอร์ป

อดีตรัฐมนตรีมือดีของ “นายใหญ่” ต้องถอดสูทเข้าไปใส่ชุดนักโทษในเรือนจำ

ชะตากรรมเดียวกันกับนักการเมืองรุ่นใหญ่ลายครามอย่างนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย กับนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ที่โดนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุกในคดีทุจริตโครงการจัดซื้อปุ๋ยปลอม

ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำตอนแก่

เจอวิบากกรรมแย่ไปตามๆกัน เมื่อกฎหมายไล่ล่าคนผิด คดีทุจริตติดคุกจริง ไม่เว้นอดีตรัฐมนตรีขั้ว “ทักษิณ” ไม่ผ่อนให้แกนนำขาใหญ่ขั้วพันธมิตร

มาตรฐานยุติธรรมไม่เลือกข้าง

กระตุกบรรทัดฐานภายใต้ยุคทหารคุมเกมอำนาจปูทางไปสู่การปฏิรูป

ตามปรากฏการณ์เข้มๆ ในเกมล้างกระดานนักการเมืองพันธุ์เก่า ต่อเนื่องกับความคืบหน้าในคดี

สำคัญว่าด้วยการทุจริตที่มาถึงจุดตัดสินล็อกคนผิดเข้าคุกเข้าตะราง

ยังไม่นับสถานการณ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ใน

การจัดการกับข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่นที่อยู่ในข่ายถูกตรวจสอบคดีทุจริตคอร์รัปชัน

ฟันไม่ไว้หน้า แบบที่มีการสั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.

โดยเฉพาะการจ่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งใน

คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวนมหาศาลจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเครือข่ายอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

คสช.เดินหน้ากระบวนการอำนาจพิเศษเต็มอัตรา

มันชัดเจนว่า ทหารชุดนี้ไม่ยอมให้การเสี่ยงยึดอำนาจปกครองประเทศรอบนี้ “เสียของ” ซ้ำรอยยุคอดีตคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แน่

แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเดินหน้าเคลียร์สิ่งปฏิกูลทางการเมือง

ทีมงานอำนาจภายใต้ยุค คสช.ได้โชว์มาตรฐานการลุยล้างปมหมักหมมที่ฉุดประเทศไทยติดหล่มมานานหลายปี ปูทางไปสู่การปฏิรูปประเทศ

ตามเงื่อนไขที่รับอาสาประชาชน แลกกับการตี “เช็คเปล่า” ให้

มันก็ยังมีปมสวนความรู้สึกสังคมมากระตุกกระแสชื่นชม “นายกฯลุงตู่”

เป็นปมที่กระตุกเครื่องหมายคำถามในกระบวนการยุติธรรม

ไม่ว่าจะเป็นมุมของประเด็นร้อนๆ ที่อัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ที่รับผิดชอบสำนวน มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ปลอมเอกสารสิทธิการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่

อย่าว่าแต่ชาวบ้านทั่วไปจะกังขา แม้แต่ในหมู่อัยการเองก็หักกันเอง

ตามข่าวที่อัยการคดีอาญากรุงเทพใต้เจ้าของสำนวนพิจารณาสั่งไม่ฟ้อง แต่รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้มีความเห็นแย้งให้ฟ้อง

โดยรูปการณ์หนีไม่พ้นถูกจับตามองปมที่ซับซ้อนกว่าเงื่อนกฎหมาย

ในจังหวะท้าทายไม่แพ้กัน ตามมุมแหลมๆที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่นำโดย พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.

ลงมติด้วยคะแนนเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง

ฟันธงโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ เป็นการดำเนินการถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติทุกประการ

ไม่พบความผิดปกติ ตามที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ยื่นร้องให้ไต่สวน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. และ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

เคลียร์ให้ พล.อ.อุดมเดชพ้นภาพมัวหมอง โครงการราชภักดิ์โปร่งใส

แต่ในทางตรงข้าม มันยิ่งกระตุกภาพขมุกขมัวของ ป.ป.ช.เอง

เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ในชุดของ พล.ต.อ.วัชรพลก็มีปมคาราคาซังกับการถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ เมื่อปี 2551 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่ถูกโยงว่าเป็นการพยายามช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ในฐานะน้องชาย ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

พล.ต.อ.พัชรวาท คือน้องในสายเลือด ส่วน พล.อ.อุดมเดชเป็นน้องรัก

มันจึงเป็น 2 คิวติดๆ กันที่ ป.ป.ช.ในยุค พล.ต.อ.วัชรพลนั่งแท่นเป็นประธาน ได้ดำเนินการในลักษณะเป็นคุณ

กับเครือข่าย “พี่ใหญ่” ที่เคยตั้ง พล.ต.อ.วัชรพลเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เป็นอะไรที่ยากจะปฏิเสธสายสัมพันธ์ที่โยงเป็นเงื่อนไขกัน

และนั่นก็เป็นการเพิ่มโจทย์ความยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ในการเคลียร์เครื่องหมายคำถาม

ตามสถานการณ์ย้อนแย้ง ขณะที่ทีมงาน คสช.กำลังปั่นแต้ม ล้างบางนักการเมืองพันธุ์เก่า ยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทางกฎหมาย ไม่เลือกขั้วทักษิณ ขั้วพันธมิตร

แต่มาติดปมผลประโยชน์เครือข่ายคนใกล้ชิดที่แฝงอยู่ในการใช้อำนาจพิเศษห้วงเปลี่ยนผ่าน

โดยรูปการณ์สะท้อนภาพวังวนเดิมๆ คำปรามาสที่

ดักทางกันไว้ ไม่ว่ากติกาจะออกแบบมาสวยหรูอย่างไร รัฐธรรมนูญใช้มาไม่รู้กี่ฉบับ ตราบใดถ้าคนยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมก็เหมือนเดิม

หรือเอาเข้าจริง ข้ออ้างปฏิรูปก็แค่สมบัติผลัดกันชม

จังหวะทหารสลับฉากมาแทนนักการเมือง.

“ทีมการเมือง”

10 ก.ย. 2559 09:15 ไทยรัฐ