วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่ ใช้ ม.44 สั่งแก้ประมงผิดกฎหมาย รอบ 3 พบผิดโทษปรับ 8 แสน

หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจ ม.44 ออกคำสั่ง 13 ข้อ แก้ประมงผิด ก.ม.ครั้งที่ 3 ชี้ หากพบมีความผิด มีโทษปรับสูงถึง 8 แสนบาท

วันที่ 9 ก.ย. ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ลงนาม คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 53/2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 

ตามที่ประเทศไทยได้มีการบังคับใช้พระราชกําหนดการประมง พ.ศ. 2558 เพื่อกําหนดหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทําการประมงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง แต่โดยที่สภาพข้อเท็จจริงของการทําการประมงในบางกรณีนั้น อาจนําไปสู่ปัญหาสําคัญอื่น หรือ มีผลกระทบต่อสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศได้โดยง่าย หรือ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาการขาดมาตรการในการควบคุมเฝ้าระวังและขาดการติดตาม ซึ่งประเด็นปัญหาเหล่านี้ จําเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว และทันท่วงที ซึ่งหากล่าช้า หรือ ต้องรอกระบวนการตามขั้นตอนปกติ จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของนานาประเทศ โดยเฉพาะต่อการรับการตรวจประเมินโดยสหภาพยุโรป ในการแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมายของประเทศไทย 

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้ 


ข้อ 1 เจ้าของหรือผู้ครอบครองเรือประมงพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ที่ไม่มีทะเบียนเรือ หรือมีทะเบียนเรือ แต่ไม่มีใบอนุญาตทําการประมง ต้องแจ้งจุดจอดเรือ โดยระบุสถานที่จอดเรือให้ชัดแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้อํานวยการสํานักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขา ในเขตที่จะจอดเรือภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และให้ผู้อํานวยการสํานักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขา หรือ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย มีอํานาจสั่งติดเครื่องมือติดตรึงพังงาเรือ และทําเครื่องหมายบนเรือประมงลําดังกล่าวตามระเบียบที่กรมเจ้าท่าประกาศกําหนด 
ห้ามมิให้ผู้ใดปลดเครื่องมือติดตรึงพังงาเรือ หรือเคลื่อนย้ายเรือประมงออกจากจุดที่แจ้งจอดเรือตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่จะมีเหตุจําเป็นและได้รับอนุญาตจากผู้อํานวยการสํานักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขา หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายในเขตที่จอดเรือ หรือ กรณีมีเหตุฉุกเฉินให้สามารถปลดเครื่องมือติดตรึงพังงาเรือหรือเคลื่อนย้ายเรือประมงออกจากจุดที่แจ้งจอดเรือได้ โดยต้องแจ้งต่อผู้อํานวยการสํานักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภายในสิบสองชั่วโมง นับแต่เวลาที่มีการเคลื่อนย้ายเรือประมง ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเรือประมงที่ได้ดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องติดตั้งระบบติดตามเรือประมงตามข้อ 6 (2) ของคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ลงวันที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2558

ข้อ 2 ในกรณีเรือประมงตามข้อ 1 มีทะเบียนเรือ แต่ไม่มีใบอนุญาตทําการประมง หากเจ้าของเรือไม่ดําเนินการแจ้งของดใช้เรือ หรือขอเปลี่ยนประเภทเรือต่อเจ้าท่าตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ําไทยภายในสามสิบวัน นับจากวันที่คําสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ให้นายทะเบียนเรือตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยมีคําสั่งเพิกถอนทะเบียนเรือไทย และจําหน่ายทะเบียนเรือออกจากสมุดทะเบียนเมื่อได้มีคําสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนเรือแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของเรือส่งคืนใบทะเบียนเรือภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากนายทะเบียนเรือ


ข้อ 3 เพื่อประโยชน์ในการควบคุมจํานวนเรือประมง ให้กรมเจ้าท่ามีอํานาจออกประกาศงดการจดทะเบียนเรือไทยสําหรับการประมงเป็นการชั่วคราว หรือกําหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการจดทะเบียนเรือไทย และการงดใช้เรือสําหรับการประมงเป็นการเฉพาะได้ 


ข้อ 4 ห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ควบคุมเรือประมงพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการประมงขนถ่ายคนประจําเรือระหว่างนําเรือออกไปทําการประมง เว้นแต่เพื่อความปลอดภัยของคนประจําเรือ หรือมีปัญหาข้อพิพาท หรือตามความประสงค์ของคนประจําเรือ หรือในกรณีมีเหตุสุดวิสัยอื่น โดยให้แจ้งต่อศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกทันที 


ข้อ 5 เจ้าของหรือผู้ครอบครองเรือประมงพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทสําหรับเรือขนาดสิบตันกรอส และปรับเพิ่มขึ้นตามขนาดของเรือในส่วนที่เกินสิบตันกรอสขึ้นไป ตันกรอสละหนึ่งพันบาท


ข้อ 6 ผู้ใดไม่ส่งคืนใบทะเบียนเรือภายในระยะเวลาที่กําหนดในข้อ 2 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท 


ข้อ 7 เจ้าของหรือผู้ควบคุมเรือผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามข้อ 4 ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่าสี่แสนบาท แต่ไม่เกินแปดแสนบาทต่อคนประจําเรือหนึ่งคน 


ข้อ 8 บรรดาความผิดตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ลงวันที่ 29 เมษายน 
พุทธศักราช 2558 คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 24/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหา 
การทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติม ลงวันที่ 5 สิงหาคม 
พุทธศักราช 2558 และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 42/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหา 
การทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 2 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2558 และตามคําสั่งนี้ ให้อธิบดีกรมประมงหรืออธิบดีกรมเจ้าท่าแล้วแต่กรณี 
มีอํานาจเปรียบเทียบได้



ข้อ 9 ในการเปรียบเทียบตามข้อ 8 อธิบดีกรมประมงหรืออธิบดีกรมเจ้าท่ามีอํานาจมอบหมายให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการประมง กฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ําไทย หรือกฎหมายว่าด้วยเรือไทยแล้วแต่กรณี ดําเนินการเปรียบเทียบได้โดยจะกําหนดหลักเกณฑ์ในการเปรียบเทียบหรือเงื่อนไข ประการใดๆ ให้แก่ผู้ได้รับมอบหมายตามที่เห็นสมควรก็ได้ 
ให้พนักงานสอบสวนที่ได้รับมอบหมายตามวรรคหนึ่ง มีอํานาจดําเนินการเปรียบเทียบได้ แม้จะอยู่นอกเขตอํานาจของตน เมื่อผู้ต้องหาได้ชําระค่าปรับตามจํานวนที่ได้เปรียบเทียบตามข้อ 8 ภายในระยะเวลาที่กําหนด ซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 



ข้อ 10 ให้บรรดาใบอนุญาตให้ออกไปทําการประมงในน่านน้ําของรัฐต่างประเทศและในทะเลหลวง 
ที่ได้ออกให้ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหา
การทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ลงวันที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2558 เป็นใบอนุญาตทําการประมงนอกน่านน้ําไทย ตามพระราชกําหนดการประมง พุทธศักราช 2558 จนกว่าจะสิ้นอายุใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต 



ข้อ 11 ห้ามมิให้ผู้มีอํานาจในการออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประมงออกใบอนุญาตทําการประมงนอกน่านน้ําไทยให้แก่ผู้ยื่นคําขอ ซึ่งอยู่ในระหว่างการดําเนินคดี ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ ตามพระราชกําหนดการประมง พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ จนกว่าผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการ 
แก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมายจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น


ข้อ 12 ในกรณีจําเป็น ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้ 



ข้อ 13 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 
สั่ง ณ วันที่ 9 กันยายน พุทธศักราช 2559 


พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจ ม.44 ออกคำสั่ง 13 ข้อ แก้ประมงผิด ก.ม.ครั้งที่ 3 ชี้ หากพบมีความผิด มีโทษปรับสูงถึง 8 แสนบาท 9 ก.ย. 2559 18:36 ไทยรัฐ