วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วิจัยชี้ ของแพง-หนี้สิน-เงินไม่พอใช้ ทำคนไทยเครียดมากสุด

วิจัยชี้ ของแพง-หนี้สิน-เงินไม่พอใช้ ทำคนไทยเครียดมากสุด

  • Share:

ผลสำรวจเอยูโพล ม.อัสสัมชัญ พบความเครียดของไทยในเขต กทม.และหัวเมืองใหญ่ วิตกกังวลเรื่องเศรษฐกิจ การเงินมากที่สุด โดยเฉพาะปัญหาหนี้สิน สินค้าแพง รายรับไม่พอรายจ่าย  

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.59 สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอยูโพล) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง ดัชนีความเครียดของคนไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 2,000 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความเครียดน้อย ซึ่งมีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.28 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดมากที่สุดคือ ด้านเศรษฐกิจ การเงิน คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.85 คะแนน โดยเฉพาะในเรื่องราคาสินค้าแพง ปัญหาหนี้สิน รายรับไม่พอกับรายจ่าย และค่าครองชีพสูง ตามลำดับ

สำหรับปัจจัยรองลงมาคือ ด้านการทำงาน คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.81 คะแนน โดยเฉพาะเรื่องปริมาณงานที่ทำ ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ สวัสดิการ ค่าตอบแทน และความมั่นคงในงานที่ทำ ซึ่งอีกด้านที่มีคะแนนความเครียดเท่ากันคือ ด้านการเรียน คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.81 คะแนน โดยเฉพาะเรื่องผลการเรียน อาชีพในอนาคต อนาคตในการทำงาน เนื้อหาการเรียน และด้านสิ่งแวดล้อม คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.59 คะแนน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาการจราจร รถติด ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน และสภาพแวดล้อม เช่น ขยะ เสียงดัง และน้ำเสีย เป็นต้น

เมื่อพิจารณาจำแนกตามพื้นที่ พบว่า ตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร มีความเครียดมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด คือมีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.32 คะแนน โดยเครียดเรื่องเศรษฐกิจ การเงินมากที่สุด รองลงมาคือเรื่องการทำงาน และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาการจราจร รถติด ในขณะที่ตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด มีระดับความเครียดน้อยกว่า คือมีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.24 คะแนน โดยเครียดในเรื่องการเรียนมากที่สุด รองลงมาคือ การงาน และเครียดเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน ตามลำดับ

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความเครียดแต่ละเรื่องในแต่ละเจเนอเรชั่น (Generation) พบว่า Gen Z อายุระหว่าง 15-18 ปี มีความเครียดเรื่องการเรียน และเพื่อนมากที่สุด คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 3.06 และ 2.23 คะแนน ตามลำดับ ส่วน Gen M อายุระหว่าง 19-24 ปี มีความเครียดเรื่องการงาน ความรัก และเรื่องตัวเองมากที่สุด คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.87, 2.63 และ 2.53 คะแนน ตามลำดับ

สำหรับ Gen Y อายุระหว่าง 25-35 ปี มีความเครียดเรื่องการงาน สิ่งแวดล้อม เช่นสภาพอากาศ การจราจร และการเมืองมากที่สุด คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.87, 2.65 และ 2.54 คะแนน ตามลำดับ ส่วน Gen X อายุระหว่าง 36-50 ปี มีความเครียดเรื่องเศรษฐกิจ การเงินมากที่สุด คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.94 คะแนน และ Gen B อายุระหว่าง 51-69 ปี มีความเครียดเรื่องสุขภาพ ครอบครัว การเมืองและความเครียดที่เกิดจากตัวเอง เช่น ไม่สามารถทำได้อย่างที่ตัวเองคาดหวัง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า มากที่สุด คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.71, 2.55, 2.54 และ 2.53 คะแนน ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้ว่าคะแนนความเครียดโดยภาพรวมของประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับน้อย แต่เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกเชิงลบในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาพบว่า ตัวอย่างเกือบ 70% ระบุรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นครั้งคราวถึงบ่อยๆ กว่า 60% ระบุรู้สึกไม่มีความสุขเลยเป็นครั้งคราว ถึงบ่อยๆ 49.67% ระบุรู้สึกหมดกำลังใจเป็นครั้งคราวถึงบ่อยๆ 45.18% ระบุรู้สึกไม่อยากพบปะผู้คนเป็นครั้งคราวถึงบ่อยๆ และตัวอย่าง 30.42% ระบุรู้สึกตนเองไม่มีคุณค่าเป็นครั้งคราว ถึงบ่อยๆ ตามลำดับ ซึ่งสามารถสะท้อนความเครียดของตัวอย่างได้ในระดับหนึ่ง

เมื่อสอบถามถึงวิธีการปฏิบัติตนเมื่อรู้สึกเครียดใน 3 เรื่องแรก พบว่า 1.เครียดเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน พบว่า ตัวอย่างครึ่งหนึ่งหรือ 50.00% ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ประหยัด ลดค่าใช้จ่าย ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายแต่สิ่งที่จำเป็น รองลงมาคือทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และทำงานหารายได้เพิ่มเพื่อแก้ปัญหาความเครียดที่เกิดขึ้น

2.สำหรับเครียดเรื่องการงาน พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่ 23.11% ระบุทำใจยอมรับ อดทน อีก 18.37% ตั้งใจทำงานและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ในขณะที่ 8.33% มองหาอาชีพเสริมหรือหารายได้เพิ่ม และหากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เที่ยว

ส่วน 3.เครียดเรื่องการเรียน พบว่า ตัวอย่างเกือบครึ่ง หรือ 48.11% แก้ปัญหาโดยใส่ใจการเรียนให้มาก ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน และพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เรียน 15.09% บริหารวางแผนการเรียนให้เป็นระบบ และ 13.68% ทำกิจกรรมที่ทำให้คลายเครียด เช่น เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้