วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ป.ป.ช.ลงดาบ อดีตส.ส. กดบัตรแทน

สลับร่างรธน.ไร้คนรับรอง เจอถอดถอนพ่วงคดีอาญา ‘มีชัย’ห่วงกม.ตั้งพรรคยาก

มติ ป.ป.ช.ลงดาบเชือดอดีต ส.ส.เพื่อไทย กรณีกดบัตรแทนกัน-ปลอมแปลงร่าง รธน. “นริศร ทองธิราช” ไม่รอดหลักฐานชัดเสียบบัตรลงคะแนนแทน “อุดมเดช รัตนเสถียร” สลับร่าง รธน. โดยไม่มีคนรับรอง อ่วมชง สนช. ถอดถอนพ่วงคดีอาญา “ขุนค้อน” ยังไม่พ้นบ่วงกรรม โดนหางเลขละเลยไม่ตรวจทาน ต้องไปสู้ข้อหาอาญา “อุดมเดช” ยันทำถูกถ้วนตามขั้นตอนทุกอย่าง ขอก้มหน้าพิสูจน์ตัวเองต่อไป “ณัฐวุฒิ” ชี้ชั่วโมงนี้คนเห็นต่างรัฐบาลมีสิทธิติดคุกได้ง่ายๆ ทำใจหมดอนาคตทางการเมืองแน่ กรธ. ถก กกต. แนวทางจัดทำ ก.ม.ลูก “มีชัย” ไม่ปลื้มข้อเสนอตั้งพรรคการเมืองยาก ระบุควรทำแบบพอดีพอได้เฉยๆ สนช.ยังตามบี้ให้ส.ว.ชงชื่อนายกฯ โยนศาล รธน.ฟันธง สนช.ผ่านฉลุยงบ 60 วงเงิน 2.73 ล้านล้านบาท นายกฯปิดจ๊อบภารกิจประชุมสุดยอดอาเซียนชื่นมื่น อวยพร “โอบามา” โชคดีหลังพ้นตำแหน่ง

คดีความทางการเมืองทยอยตัดสินกันออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีทางแพ่ง อาญา หรือความอยู่รอดทางการเมือง ล่าสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยมติการสอบสวนข้อกล่าวหาอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กรณีกดบัตรแทนกัน และการปลอมแปลงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ

ป.ป.ช.ลงดาบ “นริศร” เสียบบัตรแทน

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. เวลา 15.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุม ป.ป.ช.กรณีการพิจารณาข้อกล่าวหา 4 อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้แก่ นายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร นายคมเดช ไชยศิวามงคล อดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.มหาสารคาม และนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี เพื่อดำเนินการถอดถอนและเอาผิดทางอาญา กรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน และการใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลอม ในระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด นายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร มีความผิดกรณีการใช้บัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนแทนบุคคลอื่น ระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. วาระ 9 และ 10 ทำให้ผลการลงมติบิดเบือนจากความเป็นจริง จึงมีมูลความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามมาตรา 123 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เห็นควรส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และส่งรายงานให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติถอดถอน ออกจากตำแหน่งต่อไป

“คมเดช–ยุทธพงศ์” เป่าปากรอดตัว

น.ส.สุภากล่าวว่า ส่วนการกระทำของนายคมเดช ไชยศิวามงคล อดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ และนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.มหาสารคาม ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอว่า มีพฤติการณ์ฝากบัตรแสดงตนไว้กับนายนริศร เพื่อให้ออกเสียงแทนตนเอง และมิได้เป็นผู้ใช้ หรือเป็นตัวการร่วมกับนายนริศรในการแสดงตนและลงคะแนนแทนสมาชิกรัฐสภารายอื่น แม้ ป.ป.ช.จะติดใจ แต่เมื่อไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ และทั้งสองคนได้ชี้แจงเหตุผลในการฝากบัตรไว้กับนายนริศร จึงยกประโยชน์ให้ ดังนั้น นายคมเดชและนายยุทธพงศ์จึงไม่มีความผิด ให้ข้อกล่าวหาตกไป

“อุดมเดช” เจอเช็กบิลใช้ร่างปลอม

น.ส.สุภากล่าวว่า ส่วนนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี กรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า มีความผิดทางอาญาตามมาตรา 123/1 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีสลับร่างรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. โดยนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาไม่ตรงกับร่างฉบับที่มีการเข้าชื่อเสนอขอแก้ไข ไปเปลี่ยนใช้ในวาระรับหลักการ โดยไม่มีสมาชิกรัฐสภาลงลายมือชื่อรับรอง จึงเห็นควรส่งรายงานและเอกสาร พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และส่งเรื่องไปยังประธาน สนช. เพื่อดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่งต่อไป

ชงฟันอาญา “ขุนค้อน” ไม่ตรวจทาน

น.ส.สุภากล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ยังชี้มูลความผิดอาญานายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กรณีการรู้เห็นให้สลับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตรวจสอบให้ถูกต้องตามหน้าที่ของประธานรัฐสภา ตามข้อ 90 ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2553 รวมทั้งไม่สั่งให้มีการนำไปเสนอให้สมาชิกรัฐสภาร่วมลงชื่อรับรองญัตติตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ และกรณีจงใจนับระยะเวลาแปรญัตติย้อนหลัง ทำให้เหลือระยะเวลาให้สมาชิกรัฐสภาเสนอคำแปรญัตติเพียง 1 วัน กรณีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการกำหนดระยะเวลาที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ให้โอกาสสมาชิกรัฐสภามีเวลาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเห็นควรส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนการถอดถอนออกจากตำแหน่งนั้น เนื่องจาก ป.ป.ช.เคยมีมติส่งเรื่องไปยัง สนช.เพื่อดำเนินการถอดถอน แต่ที่ประชุม สนช.พิจารณาและมีมติไม่ถอดถอน จึงไม่ต้องส่งรายงานความเห็นเรื่องกรณีการถอดถอนไปให้ สนช.อีก

ปชป.ได้ทีบี้ขยายผลให้ได้อีก

น.ส.รังสิมา รอดรัศมี อดีต ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในฐานะที่ต่อสู้เรื่องการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันในสภาฯมาตลอด 12 ปี ขอให้ฝ่ายที่บังคับใช้กฎหมายเร่งดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายให้ถึงที่สุด อย่าละเว้นหรือช่วยเหลือ เพื่อให้นักการเมืองรุ่นใหม่ดูเป็นตัวอย่างว่าต้องซื่อสัตย์สุจริตในการทำหน้าที่ ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพที่ตัวเองทำ ขอให้สังคมแยกแยะว่านักการเมืองมีทั้งดีและไม่ดี อย่าเลือกคนที่ไร้ความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและวิชาชีพของตัวเอง และขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช.ขยายผลสอบว่าบัตรประจำตัวในมือนายนริศรที่รับมาเสียบบัตรลงคะแนนแทนคนอื่นเป็นใคร อดีต ส.ส.จังหวัดไหน และมีกี่คน เพราะควรต้องถูกลงโทษด้วยเช่นกัน สมควรจะถูกประจานต่อสังคมว่าเข้าสภามาแล้วแต่ไม่ทำหน้าที่

“อุดมเดช” ยันทำถูก–ขอพิสูจน์ต่อ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีความผิด กรณีสลับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.ว่า สิ่งที่ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขร่างนั้น เป็นไปตามที่ได้ตกลงกับสมาชิก ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มา ส.ว. เมื่อพบข้อบกพร่องของตัวร่างที่ ส.ว.ปัจจุบันไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ จึงขอปรับปรุงให้เป็นไปตามที่ได้พูดคุยตกลงกันไว้ และการเสนอร่างที่ขอปรับปรุงแล้วนี้ต่อรัฐสภา ก็ไม่มีสมาชิกที่ร่วมลงชื่อไว้ทักท้วง เพราะเนื้อหาเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ได้ตกลงกันไว้ และเราดำเนินการก่อนที่ประธานรัฐสภาจะบรรจุระเบียบวาระการประชุม ซึ่งยังสามารถปรับปรุงได้อยู่ การดำเนินการก็ส่งให้เจ้าหน้าที่รัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อไม่ขัดกับข้อบังคับการประชุม เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการไป และเราไม่ได้ปกปิดแต่อย่างใด มีการแถลงข่าวถึงสาระสำคัญที่ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างเกิดขึ้นก่อนจะมีการพิจารณาในวาระที่ 1 ยืนยันตนทำตามข้อบังคับ หลังจากนี้เมื่อต้องไปชี้แจงกับหน่วยงานอื่น ก็พร้อมจะชี้แจงเพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อไป

คนเห็นต่างรัฐบาลมีสิทธิติดคุกง่ายๆ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีอัยการยื่นถอนประกันตัวว่า ที่ผ่านมาการยื่นถอนประกันแกนนำ นปช.มักดำเนินการโดยฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่กระบวนการครั้งนี้ตั้งต้นจากดีเอสไอแล้วต่อไปอัยการ น่าคิดอยู่เหมือนกันว่าเป็นไปตามสัญญาณอะไรหรือไม่ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่ได้กระทำผิดเงื่อนไข การจัดรายการโทรทัศน์หรือให้สัมภาษณ์เป็นเรื่องปกติที่ทุกฝ่ายทำกัน ไม่มีความคิดจะเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ หากศาลเรียกไต่สวนก็พร้อมชี้แจงและต่อสู้ตามกระบวนการ ทั้งนี้ หลังยึดอำนาจเจอมาแล้วสารพัดรูปแบบ ไม่ได้ท้าทาย แต่ไม่กลัว อะไรที่มั่นใจว่าถูกต้องก็จะทำต่อไป เรื่องไหนต้องพูดก็จะพูด คิดอยู่เสมอว่าวันหนึ่งต้องถูกขัง รู้ด้วยว่ากว่าจะถึงช่วงเลือกตั้งคงไม่เหลือคุณสมบัติให้ลงสมัครได้ แต่ต้องยืนยันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีสิทธิเสรีภาพ และต้องได้รับความยุติธรรม แต่เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่อิสรภาพของแกนนำ แต่อยู่ที่ใครเห็นต่างกับรัฐบาลมีสิทธิติดคุกง่ายๆ ถ้าคิดว่าขังแกนนำ แล้วทุกอย่างจะนิ่งก็คิดผิด เพราะสิ่งที่ไม่มีวันขังได้คือสำนึกทางการเมืองของประชาชน

“มีชัย” ไม่ปลื้มวางกฎตั้งพรรคยาก

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมร่วมกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เพื่อสอบถามแนวทางจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองตามที่ กกต.เสนอว่า จะซักถามว่า ตัวกฎหมายเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร มุ่งหวังอะไรบ้าง เบื้องต้นวิธีการจัดตั้งพรรคมีการเปลี่ยนแปลง หาก กกต.อธิบายแล้ว กรธ.เห็นว่าดี ก็จะช่วยทำให้เป็นผล ส่วนที่กังวลกรณีให้ กกต.ควบคุมนโยบายของพรรคการเมืองนั้น ยังไม่เห็นว่าเขียนไว้อย่างไร เชื่อว่าคงไม่ไปไกลถึงขนาดกำหนดว่า หากแถลงนโยบายแล้วทำไม่ได้หมดต้องโดนลงโทษ สำหรับแนวทางที่จะทำให้พรรคการเมืองตั้งยาก ตนมองว่า หากให้ตั้งยากไปคนที่มาใหม่ก็ตั้งลำบาก แต่ถ้าง่ายไปคนที่ไม่คิดทำงานการเมืองก็จะตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อเอาเงินจาก กกต. ดังนั้น จึงต้องเอาพอดีๆ ส่วนกรณีการศึกษาระบบการเลือกตั้งของประเทศอินเดียนั้น กรธ.ไม่ถึงขนาดส่งคนไปที่อินเดีย เพียงแค่ศึกษาด้วยการเปิดเว็บดูก็พอแล้ว

เฉยๆ สนช.บี้ปม ส.ว.ชงชื่อนายกฯ

เมื่อถามถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับสมาชิกพรรค การเมือง นายมีชัยตอบว่า ขึ้นอยู่กับว่าอยากจะให้พรรค การเมืองยึดโยงกับประชาชนมากขนาดไหน ที่เรากำลังอยากจะให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ก็อาจจะต้องมีการกำหนดเกี่ยวกับสมาชิกพรรคพอสมควร เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปมีบทบาทกับพรรค การเมือง เชื่อว่าการสัมมนาที่จะจัดใน 1-2 สัปดาห์หน้า กรธ.น่าจะได้ฟังความเห็นเพิ่มเติมจากหลายฝ่าย เมื่อถามถึงการเรียกเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำถามพ่วงประชามติจากแม่น้ำ 3 สาย ของศาลรัฐธรรมนูญ นายมีชัยตอบว่า กรธ.ไม่ต้องส่งเอกสารเพิ่มเติม ศาลเรียกแต่จากของคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาขับ– เคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ของ กรธ. ศาลบอกแต่รับไว้พิจารณาแล้ว คงตอบแทนศาลไม่ได้ว่าจะเรียกเอกสารอะไรเพิ่มเติมจาก กรธ. อย่าไปคาดการณ์ หากศาลอยากได้อะไรคงบอกมา ตนไม่กังวล ส่วนกรณีที่ สนช. จะชี้แจงเอกสารเพิ่มเติม เพื่อเรียกร้องให้ ส.ว. มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯด้วย ต้องว่ากันตรงไปตรงมา ศาลรัฐธรรมนูญว่าอย่างไรก็จบ ในเมื่อรัฐธรรมนูญมอบความวางใจให้ศาลรัฐธรรมนูญ เราก็ต้องไว้ใจ และเชื่อว่าเมื่อศาลวินิจฉัยออกมาจะมีการให้เหตุผลประกอบด้วย

กรธ.ห่วง ก.ม.ลูกหย่อน–ตึงไป

จากนั้นเวลา 16.30 น. นายสมชัยแถลงภายหลังเข้าชี้แจงกับ กรธ.หลังจาก กกต.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ กกต.ส่งให้ กรธ.ว่า กรธ.ได้แสดงความเป็นห่วงว่าสิ่งที่ กกต.เสนอ อาจตึงหรือหย่อนไป ต้องปรับให้เกิดความพอดี บางข้ออาจทำให้พรรคการเมืองดำเนินการลำบาก เช่น การส่งรายละเอียดของนโยบายให้ กกต.เพื่อใช้หาเสียง พรรคอาจคิดนโยบายใกล้กับช่วงที่มีการเลือกตั้ง แล้วส่งรายละเอียดมาไม่ทัน อย่างไรก็ตาม กรธ.ต้องไปพูดคุยกันเอง อาจรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน แต่ความเห็นจากพรรคการเมืองต้องฟังหูไว้หู เพราะมีส่วนได้ส่วนเสียและรักษาผลประโยชน์ตนเอง

ยังไม่คุยให้ มท.จัดเลือกตั้ง

นายสมชัยกล่าวว่า ส่วนที่มีข้อเสนอว่าจะให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดเลือกตั้ง ยังไม่มีการหารือ โดยอาจคุยตอนที่ กกต.ร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องยุบ กกต.จังหวัด ก็อาจหารือตอนที่ส่งร่าง พ.ร.บ.กกต. ทั้งนี้ ได้แจ้งให้ กรธ.ทราบว่า กกต.จะส่งกฎหมายที่เหลือ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาในวันที่ 13 ก.ย. พ.ร.บ.กกต. ส่งวันที่ 20 ก.ย. และ พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. วันที่ 27 ก.ย. หาก กรธ.ต้องการรับฟังเหตุผลเพิ่มเติม กกต.ก็ยินดีที่จะมาชี้แจงถึงเหตุผลในการร่างกฎหมายแต่ละฉบับ

“พรเพชร” ยันไม่ทำสงครามกับใคร

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ให้สัมภาษณ์กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุให้แม่น้ำ 3 สาย ยื่นเหตุผลและเจตนารมณ์เพิ่มเติมสำหรับวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ ที่ปรับแก้ให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงของ สนช.ว่า มอบหมายให้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง เป็นผู้รับผิดชอบ โดย สนช.ได้รวบรวมเอกสารหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำถามพ่วง ตามที่เคยยื่นให้ กกต. ก่อนการทำประชามติเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีเนื้อหาตั้งแต่การอภิปรายคำถามพ่วงในที่ประชุม สนช. ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ตลอดจนคำชี้แจงกับประชาชนในการลงพื้นที่ และล่าสุดที่ไปชี้แจงกับ กรธ.ถือเป็นเรื่องปกติ สนช. ทำไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้เป็นไปตามการรายงานข่าวที่ทำเหมือนกับว่าตนจะไปทำสงคราม หรือจะไปรบกับใคร เมื่อถามว่า มีการวางตัวสมาชิก สนช.สำหรับชี้แจง หากศาลขอพยานบุคคล เพิ่มเติมหรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า มีคิดไว้ แต่คิดว่าศาลไม่น่าเรียก จากเอกสารข้อเท็จจริงของ สนช. ศาลคงนำไปประกอบการการพิจารณาตีความได้แล้ว

สปท.ไม่เปลี่ยนธงคำถามพ่วง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.คนที่ 1 กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญขอให้แม่น้ำ 3 สาย ยื่นเหตุผลและเจตนารมณ์เพิ่มเติมสำหรับวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ ที่ปรับแก้ให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงของ สนช.ว่า สปท.จะสรุป รวบรวมความเห็นและข้อสังเกตจากการประชุม ที่เกี่ยวกับประเด็นคำถามพ่วงที่ผ่านมา เป็นหนังสือส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 12 ก.ย.นี้ รายละเอียดจะเป็นรายงานที่ไม่มีความเห็นใดเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงจากเดิม จากเนื้อหาเหตุผลที่ สปท.เคยส่งไปให้ สนช. เมื่อวันที่ 1 เม.ย. เพราะเป็นเรื่องเก่าที่เคยพิจารณาไปแล้ว ตนเชื่อว่าศาลคงอยากทราบที่มาที่ไปของแนวคิดคำถามพ่วงเท่านั้น โดย สปท.มอบหมายให้นายวิรัช ชินวินิจกุล ประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท.และ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช กมธ.วิป สปท. ตรวจสอบรายงานก่อนส่งให้ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.นำส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

พท.สะกิดอย่าเขียนนอกกรอบ รธน.

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี สปท.เสนอให้สมาชิกพรรค การเมืองเข้าชื่อ 50 คน ตรวจสอบความบกพร่องด้านจริยธรรมของผู้บริหารพรรคการเมือง ลงใน พ.ร.บ.พรรคการเมืองว่า การเขียนอะไรที่เกินกรอบจะทำให้มีปัญหาและวุ่นวายต่อการทำงาน พรรค การเมืองไม่ใช่หน่วยงานราชการหรือเป็นองค์กรที่ต้องตามจี้ ตามตรวจสอบ เป็นเพียงคนที่อุดมการณ์เดียวกันรวมตัวกัน ผลักดันสิ่งที่คิดและเชื่อให้ประชาชนตัดสิน หากเริ่มตั้งพรรคแล้วให้ทะเลาะกันเองมันไม่ใช่ ขณะที่เรื่องไพรมารีโหวตก็คิดมานานแล้ว อาจมี คะแนนไพรมารีโหวตมาจากหลายส่วน เช่น ผลงาน คุณสมบัติ การให้คะแนนจากกรรมการบริหารพรรค ผู้สมัครในพื้นที่ ไม่ใช่จะเอาไพรมารีโหวตอย่างเดียว ส่วนมาตรการลงโทษหากนายทุนให้เงินสนับสนุนเกินที่กฎหมายกำหนดนั้น สปท.คงเป็นห่วงหากมีนายทุนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคมาครอบงำพรรคจึงต้องมีมาตรการเพื่อลงโทษ คงเขียนเพื่อมุ่งเป้ามาที่พรรคเพื่อไทย

ยก รธน.ยัน กกต.ต้องจัดเลือกตั้ง

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี สปท.ยังยืนยันจะเสนอให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง อ้างเหตุ กกต. ขาดกำลังคน และไม่สามารถดูแลการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมได้ว่า การเลือกตั้งของไทยวิวัฒนาการให้มีองค์กรอิสระ อย่าง กกต. จัดและควบคุมการเลือก ตั้งเพราะเป็นกลาง และระบบเก่าที่ให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง เมื่อพรรคการเมืองใดได้เป็นรัฐบาล อาจมีการเอื้อประโยชน์ใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบกันได้ กฎหมายเดิมระบุไว้ชัดในมาตรา 20ว่า ให้ กกต.มีอำนาจในการสั่งให้หน่วยงานราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ให้ปฏิบัติงานในการช่วยสนับสนุนจัดการเลือกตั้งได้อยู่แล้ว เพียงแต่ กกต. อาจต้องปรับปรุงกระบวนการได้มาซึ่ง กกต. จังหวัด และการทำสำนวนคดี เพราะจุดอ่อนในการจัดเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่ระบบ แต่อยู่ที่ตัวบุคคล หากให้มหาดไทยจัดการเลือกตั้งก็เท่ากับเป็นการทำลายองค์กร กกต.

ถกงบปี 60 วงเงิน 2.73 ล้านล้าน

วันเดียวกัน เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2560 วงเงิน 2,733,000 ล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯชุดที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธานพิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายอภิศักดิ์ชี้แจงว่า หลังจากพิจารณาอย่างเข้มงวด กมธ.ได้ปรับลดงบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 17,980,242,800 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 นโยบายความมั่งคงแห่งชาติ แผนแม่บทระดับชาติ ยุทธศาสตร์การจัดการในการจัดสรรงบประมาณประจำปี ตลอดจนเป้าหมาย ความคุ้มค่า ความพร้อม ศักยภาพ โดยตัดรายการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือได้ดำเนินการไปแล้ว งบต่างๆที่สามารถประหยัดได้

ผ่านสะดวกสบายไร้เสียงค้าน

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ส่วนการปรับเพิ่มทั้งสิ้น 17,980,242,800 บาท เท่ากับจำนวนที่ปรับลดลง เพื่อจัดสรรให้ส่วนราชการกองทุน เงินทุนหมุนเวียน หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยองค์กรอิสระของรัฐ และงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รวมทั้งเพื่อเตรียมการรองรับ การดำเนินงานตามร่างกรอบยุทธศาสตร์ 20 ปีระหว่างปี 2560-2579 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 นอกจากนี้ กมธ.ได้เปลี่ยนแปลงงบประมาณปี 2560 รวมทั้งสิ้น 10,680,485,300 บาท เนื่องจาก 3 หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ คือมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้เปลี่ยนแปลงสถานะที่กฎหมายมีผลบังคับแล้ว และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปลี่ยนแปลงงบประมาณ แผนงานบุคลากรภาครัฐไปตั้งที่กรมการท่องเที่ยว

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาเรียงตามมาตราซึ่งมีทั้งหมดจำนวน 59 มาตรา โดยมีสมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นเพียง 2 คน คือนายสมชาย แสวงการ และนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หลังจากใช้เวลาพิจารณาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ที่ประชุมจึงลงมติเห็นชอบในวาระสาม และให้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป ด้วยคะแนน 183 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 1

รัฐบาลให้คำมั่นจะใช้อย่างคุ้มค่า

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทน ครม. ได้กล่าวขอบคุณสมาชิก สนช. ว่า แม้ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ได้ติดตามการประชุมเป็นระยะๆ ตั้งแต่วาระแรก ท่านพอใจและชื่นชมการทำงานของทุกฝ่าย ตนขอขอบคุณที่ใช้ความวิริยะอุตสาหะ พิจารณาในเวลาจำกัด ซึ่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณนี้ จะนำไปใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2559 ถึง 30 ก.ย. 2560 ช่วงปลายถือว่าสำคัญมาก เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างรัฐบาลเก่ากับรัฐบาลใหม่ จะมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น คือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรียกว่าช่วงออกฤทธิ์ แปลว่าการใช้จ่ายงบประมาณจะเข้าสู่ระบบการตรวจสอบภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ และยังมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณ คือร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับวินัยการเงินการคลังภาครัฐ

ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ในเร็วๆนี้ ที่พูดมาทั้งหมดเพื่อให้สมาชิกรับทราบและมั่นใจว่าการใช้จ่ายงบประมาณในปีนี้จะเป็นตัวอย่างของการใช้งบฯของรัฐบาลต่อๆไป ขอให้คำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลนี้จะใช้จ่ายงบฯทั้งหมดให้เป็นไปตามกฎหมาย หลัก-เกณฑ์ และคำแนะนำของสมาชิก

“บิ๊กตู่” ร่วมวงถกผู้นำอินเดีย–สหรัฐฯ

สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในการเข้าประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 28 และ 29 ที่กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) วันสุดท้าย เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติ สปป.ลาว พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดียครั้งที่ 14 กับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกาครั้งที่ 4 กับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 11 ตามลำดับ จากนั้นเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ร่วมพิธีออกแถลงการณ์ร่วมเรื่องความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและถ่ายภาพหมู่กับผู้นำ ก่อนร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน และร่วมพิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 28 และ 29 พิธีส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียนแก่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติวัดไต เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

เร่งสร้างถนนไทย–เมียนมา–อินเดีย

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงการประชุมสุดอาเซียน-อินเดียว่า พล.อ.ประยุทธ์เสนอให้เสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันให้แน่นแฟ้นขึ้นในทุกด้าน อาเซียน-อินเดียควรร่วมมือกันเร่งรัดการสร้างถนน 3 ฝ่าย ไทย-เมียนมา-อินเดีย ให้แล้วเสร็จเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางดังกล่าวไปสู่อนุภูมิภาคแม่น้ำโขง และเห็นว่าอาเซียน-อินเดีย สามารถร่วมมือกันได้ในทุกมิติ ทั้งควรเร่งเพิ่มพูนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจใช้ประโยชน์จากความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดียอย่าง เต็มที่ ไทยยังเสนอที่จะเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าอาเซียน-อินเดีย ในปี 2560 เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย ครบรอบ 25 ปี

เผย “โอบามา” ปลื้มอาเซียนมาก

พล.ต.วีรชนกล่าวถึงการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯว่า ช่วงแรกของการประชุม ประธานาธิบดีโอบามากล่าวทักทายผู้นำอาเซียนว่ามีโอกาสได้พบผู้นำอาเซียนมาแล้วถึง 8 ครั้ง มากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯทุกคนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความสำคัญของภูมิภาคอาเซียนเป็นกุญแจสำคัญของนโยบายปรับสมดุลในภูมิภาคของสหรัฐอเมริกา สหรัฐฯต้องการสร้างรากฐานความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง ส่วนความมั่นคงทางทะเล สหรัฐฯสนับสนุนคำตัดสินเรื่องทะเลจีนใต้เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ช่วยลดความตึงเครียดและสร้างเสถียรภาพแก่ภูมิภาคนี้ สหรัฐฯสนับสนุนการใช้การเจรจาทางการทูตและสันติวิธี ประธานาธิบดีโอบามาได้ให้คำมั่นว่าจะมุ่งสานต่อความร่วมมือในเชิงยุทธศาสตร์กับอาเซียนต่อไปอย่างใกล้ชิด

อวยพรให้แฮปปี้หลังพ้นเก้าอี้ ปธน.

พล.ต.วีรชนกล่าวอีกว่า ส่วนของไทย พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความชื่นชมประธานาธิบดีโอบามาที่ริเริ่มนโยบายปรับสมดุลให้ความสำคัญต่อภูมิภาคนี้ และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนอย่างสม่ำเสมอ พล.อ.ประยุทธ์เสนอว่า ไทยมีโมเดลประเทศไทย 4.0 เพื่อปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่มีผู้ประกอบการเป็นผู้ขับเคลื่อนโดยใช้เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม หวังว่าสหรัฐฯจะสนับสนุนอาเซียนพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไทยยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อจัดตั้งศูนย์ US-ASEAN Connect โดยเฉพาะการขยายความร่วมมือด้านพลังงานผ่านหน่วยงานของสหรัฐฯที่กรุงเทพฯ และไทยให้ความสำคัญต่อความร่วมมือต่อต้านการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ คลี่คลายปัญหาด้วยการเจรจาอย่างสันติวิธี พล.อ.ประยุทธ์ยังได้อวยพรประธานาธิบดีสหรัฐฯให้ประสบความสุขความสำเร็จภายหลังครบวาระด้วย

“บิ๊กตู่” บอกชาวโลกเดินตามโรดแม็ป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวในที่ประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) ครั้งที่ 11 ประกอบด้วยผู้นำอาเซียน 10 ประเทศ ผู้นำจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯและรัสเซียตอนหนึ่งถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าปฏิรูปในระยะที่ 2 โดยการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงขอให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแม็ปที่รัฐบาลประกาศไว้ เพื่อนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ มีธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบ เพื่อกลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง สังคมที่ปรองดอง และมีเสถียรภาพ ซึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่อาเซียนและโลกในภาพรวม

เล็งสร้างกำแพงพรมแดนไทย–มาเลย์

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยคนหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ที่กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ว่า ไทยกับมาเลเซียจะหารือแผนสร้างกำแพงตามแนวพรมแดนระหว่างกัน โดยจะมีอยู่ในวาระการประชุมหารือกันระหว่างนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก ของมาเลเซีย ที่มีกำหนดเดินทางเยือนไทยในวันที่ 9 ก.ย.นี้ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สำหรับการเยือนไทยของนายกฯนาจิบ ราซัก ของมาเลเซียจะเน้นพูดคุยเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงและการลงทุนระหว่างกัน

เปิดทำเนียบฯถกไทย–มาเลย์

ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายนาจิบ บินตุน อับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และภริยา ว่า นอกเหนือฉลองครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 60 ยังเป็นการประชุมร่วมเพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคง อาทิ ความร่วมมือชายแดนใต้ ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแนวคิดที่สุดโต่ง ป้องกันค้ามนุษย์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ก่อการร้ายระหว่างประเทศ และพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจ ตั้งเป้าปี 60 บรรลุมูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งเสริมเชื่อมโยงทางรถไฟฟ้าทางคู่ และลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการยางพารา

ผุดทำซีรีส์ 13 ตอนโชว์ผลงาน 2 ปี

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการแถลงผลการดำเนินงาน 2 ปีรัฐบาลว่า จะเริ่มคิกออฟวันที่ 12 ก.ย.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.00-12.00 น. นายกฯพูดคุยภาพรวมการทำงาน ถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที จากนั้น 6 รองนายกฯชี้แจงงานภายใต้การกำกับดูแลคนละ 10-15 นาที เนื้อหาครอบคลุมเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม ต่างประเทศ กระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย สุดท้ายนายกฯกล่าวสรุป แล้วเปิดให้สื่อซักถาม นอกจากนี้รัฐบาลจัดทำซีรีส์ 13 ตอนรูปแบบสกู๊ป ออกอากาศผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทย (ตอนพิเศษ) ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย.-2 ต.ค.เว้นวันอังคารและวันศุกร์ เนื้อหาหลักๆว่าด้วย 2 ปีลดความเหลื่อมล้ำ วางรากฐานเศรษฐกิจ บทบาทไทยในเวทีโลกในสายตาต่างประเทศ

“บิ๊กโด่ง” ดีใจพ้นผิดคดีราชภักดิ์

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะประธานมูลนิธิโครงการอุทยานราชภักดิ์ กล่าวถึงกรณีที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ไม่พบความผิดปกติตามที่มีการร้องเรียนว่า รู้สึกดีใจ มั่นใจมาตั้งแต่ต้นแล้วไม่ได้ทำให้โครงการนี้เสียหาย ตนตั้งใจทำเพื่อสถาบัน เพื่อให้ประชาชนระลึกถึงคุณูปการแต่ละสมัย ส่วนการตรวจสอบได้ให้ความร่วมมือตั้งแต่กองทัพ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สุดท้ายที่ ป.ป.ช. ซึ่งการตรวจสอบของ ป.ป.ช.เชื่อว่ามีความละเอียด เพราะใช้เวลาตรวจสอบนานพอสมควร เรื่องที่เกิดขึ้นไม่คิดไปโกรธเคืองใคร เมื่อเกิดปัญหาก็มีความหนักใจ ทำให้คิดว่าทำไมสิ่งที่ทำมาดี ตั้งใจดี ทุ่มเททุกอย่าง และยิ่งทหารเรายึดถือการทำเพื่อสถาบันมากๆ เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้นทำให้เสียกำลังใจพอสมควร แต่เราต้องอดทน ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่ว่าสุดๆของรัฐแล้ว ถึงวันนี้ยินดีที่ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงว่า ไม่ได้มีทุจริต ทำให้เรามีกำลังใจทำงานต่อ ไม่ใช่เรื่องอุทยานเท่านั้น รวมถึงงานรัฐบาลที่ได้รับมอบหมาย

“วิลาศ” สวน กปภ.รอไปแจง ป.ป.ช.เอง

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาฯ กล่าวถึงกรณีนายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) แถลงยืนยันกรณีการจัดซื้อคลอรีนเหลวของ กปภ.ว่าทำตามระเบียบไม่ได้ซื้อแพงเกินจริงหรือมีการฮั้วประมูลว่า หากมั่นใจว่าไม่มีการฮั้วประมูลจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องขอให้เตรียมตัวไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช.เอาเอง เพราะไปร้องเรียนไว้แล้ว หรือถ้ามั่นใจว่าจะชี้แจงได้ขอท้าให้ออกโทรทัศน์ชี้แจงผ่านสื่อมวลชน

มติ ป.ป.ช.ลงดาบเชือดอดีต ส.ส.เพื่อไทย กรณีกดบัตรแทนกัน-ปลอมแปลงร่าง รธน. “นริศร ทองธิราช” ไม่รอดหลักฐานชัดเสียบบัตรลงคะแนนแทน “อุดมเดช รัตนเสถียร” สลับร่าง รธน. โดยไม่มีคนรับรอง อ่วมชง สนช. ถอดถอนพ่วงคดีอาญา “ขุนค้อน” ยังไม่ 9 ก.ย. 2559 07:56 ไทยรัฐ