วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เอาจริง! อั้ม ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท บลู ริบบอน เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน

อั้ม อธิชาติ ยื่นฟ้องบริษัท บลู ริบบอน รวมถึงนายวินัยและทนายความ ในความผิดฐานหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท โดยไม่มีการไกล่เกลี่ย นัดไต่สวนมูลฟ้อง 16 ม.ค. 2560 ส่วนจะผลิตละครต่อหรือไม่แล้วแต่ช่องทรูโฟร์ยูจะพิจารณา

เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา ณ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายอธิชาติ ชุมนานนท์ หรืออั้ม อายุ 35 ปี นักแสดงชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท หก หนุมาน จำกัด ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์และละคร เดินทางมายื่นฟ้อง บริษัท บลู ริบบอน แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับจัดงานแสดง, นายวินัย เยี่ยมประเสริฐ กรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท และนายปฏิภาณ วนัสบดี ที่ปรึกษากฎหมายบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328 และ 332 พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

โดยตามคำฟ้องมีข้อสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 59 นายปฏิภาณ จำเลยที่ 3 ได้แถลงข่าวในฐานะตัวแทน จำเลยที่ 1-2 ต่อสื่อมวลชน ที่อาคารวอเตอร์ลีฟ ถ.บรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย ซึ่งเนื้อหามีการกล่าวถึงการจ่ายค่าจ้างนักแสดง ว่ายังมีการค้างจ่าย และข้อความทำนองว่าให้โจทก์และผู้ที่เกี่ยวข้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหาและให้หยุดกระทำการที่ทำให้จำเลยที่ 1-2 เสียหาย อีกทั้งเนื้อความการแถลงข่าวส่วนอื่นซึ่งเป็นการกล่าวหาโจทก์ ทำให้สาธารณะชนที่ได้รับชมการแถลงข่าวเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นคนโกหก ใช้อุบายบิดเบือนข้อเท็จจริงที่โจทก์เคยออกมาแถลงข่าวว่า บริษัท หก หนุมานฯ ได้ชำระเงินค่าจ้างนักแสดงแล้วนั้น แท้จริงโจทก์ยังเป็นหนี้จำเลยทั้งสองและไม่ยอมชำระหนี้ รวมทั้งยังติดค้างค่าจ้างนักแสดง ซึ่งการกระทำของจำเลยนั้นทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าโจทก์เป็นบุคคลประสบปัญหาทางการเงินไม่น่าทำธุรกิจด้วย และโจทก์ไม่มีความสามารถในการจัดทำ และผลิตละครโทรทัศน์ชุด “เจ้าเวหา” รวมทั้งไม่มีคุณธรรมเอาเปรียบจำเลยที่ 1-2 ในการค้างชำระเงิน และเป็นหนี้บริษัทจำเลยที่ 1 อยู่แต่กลับนิ่งเฉย ไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา

ดังนั้นถ้อยคำการแถลงข่าวของจำเลยที่ 3 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1-2 จึงเป็นการใส่ความโจทก์ทำให้เสียชื่อเสียง โดยก่อนการแถลงข่าวของจำเลยที่ 3 นั้น บริษัทจำเลยที่ 1 ได้เผยแพร่ข้อความเชิญชวนสื่อมวลชนต่างๆ ให้มาร่วมรับฟังการแถลงข่าว ซึ่งมีการระบุสถานที่และเวลาการแถลงข่าวไว้ชัดเจน แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่จะให้มีการเผยแพร่การแถลงข่าวต่อสาธารณชนในวงกว้าง โดยโจทก์เป็นนักแสดงมานานกว่า 15 ปี เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศได้รับรางวัลการแสดงจำนวนมาก และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโจทก์ประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี โดยการหมิ่นประมาทของจำเลยทั้งสาม ทำให้กระทบต่อการประกอบอาชีพโจทก์อย่างร้ายแรง จึงขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามด้วยเป็นเงิน 50 ล้านบาท และขอให้จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวัน 5 ฉบับเป็นเวลาติดต่อกัน 7 วันด้วย ซึ่งศาลรับคำฟ้องไว้ในสารบบคดีหมายเลขดำ อ.2954/2559 โดยนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 16 ม.ค.60 เวลา 09.00 น.

หลังจากเสร็จสิ้นการยื่นฟ้องแล้ว อั้ม อธิชาติ พร้อมด้วยนายปรียพล กมลศิลป์ ทนายความ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าวไว้ดังนี้

วันนี้เดินทางมายื่นฟ้องคู่กรณีเรื่องอะไรบ้าง?
อั้ม : วันนี้ทางผมและตัวแทนได้มายื่นฟ้องร้องต่อศาลให้ศาลลงโทษกลุ่มบุคคลและบริษัทที่ได้ทำการหมิ่นประมาทที่มันเป็นเท็จ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับตัวผมและครอบครัวผมครับ การที่เรามายื่นฟ้องต่อศาล เราต้องมีเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นเอกสารที่ศาลสามารถพิสูจน์ทุกอย่างได้จริงครับ ผมขออนุญาตให้เป็นเอกสารที่ให้ไว้กับทางศาลแล้วกัน เพราะต้องเรียนว่าวันนี้เป็นการยื่นฟ้องร้องต่อศาล เพราะฉะนั้นยังไม่มีการตัดสินใดๆ ทั้งสิ้น ยังไม่อยากเอ่ยชื่อผู้ใดหรือกระทำการใดๆ ซึ่งเป็นการไม่ยุติธรรมต่อฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตให้ศาลตัดสินครับ

เราเรียกค่าเสียหายไปเท่าไหร่?
จริงๆ ในวันนี้เราได้ฟ้องร้องค่าเสียหายไปตามตัวเลขที่เรามองว่าเหมาะสม ก็ยื่นฟ้องไป 50 ล้านบาทครับ เป็นเรื่องของค่าเสียชื่อเสียง

ที่ยื่นฟ้องไปมีเรื่องอะไรบ้าง?
ทนาย : ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอย่างที่คุณอั้มได้เรียนไปว่าเป็นเรื่องการหมิ่นประมาท ส่วนเรื่องข้อเท็จจริงผมขออนุญาตเปิดเผยในชั้นต่อไปดีกว่าครับ เพราะเรื่องอยู่กับทางศาลแล้ว

ก่อนหน้านี้ทางเขาออกมาชี้แจงว่าเราติดเงินเขา 27 ล้าน?
อั้ม : อันนี้ผมขออนุญาตชี้แจงเท่าที่ผมจะชี้แจงได้นะครับว่าบริษัท หก หนุมาน จำกัด เป็นผู้ผลิตที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีสัญญาการผลิตจากทางช่องทรูโฟร์ยู ในการทำงานเนี่ย บริษัท หก หนุมาน ได้มีการร่วมกับทีมงานหลายๆ ท่านในบริษัทต่างๆ ซึ่งบริษัทหกหนุมานได้กระทำการควบคุมการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายเรียบร้อย และได้มีการชำระเงินกับทุกฝ่ายเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ต้องถามพี่ๆ น้องๆ ว่าในเมื่อถ้าผมทำงานเสร็จเรียบร้อย และทุกฝ่ายที่ร่วมทำงานกับผมที่เป็นค่าใช้จ่ายจริงๆ ที่เกิดขึ้น ได้รับค่าใช้จ่ายเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ถามว่าผมจะต้องไปเป็นหนี้กับทางนั้นอีกเหรอครับ

แสดงว่าเงิน 39 ล้านเราได้จ่ายเรียบร้อยแล้ว?
อั้ม : ใช่ครับ เพราะว่าการทำงานของผม ผมทำงานมาตลอด 8-9 เดือนกับทีมงานหลายๆ ชีวิตมาก และก็มีบริษัทต่างๆ ที่ร่วมทำงานด้วย ทุกคนล้วนแล้วได้รับค่าใช้จ่ายและมีบิลใบเสร็จถูกต้องตามกฎหมายครับ

เขาบอกว่าเราให้เขาออกบิลใบเสร็จจากค่าผลิตให้เป็นค่าตัวนักแสดง เหมือนมีการเลี่ยงข้อความในใบเสร็จ?
อั้ม : บริษัทผมเป็นบริษัทที่ทำงานถูกต้องทุกอย่างตามกฎหมาย ผมคิดว่าบริษัทใหญ่ๆ หรือบริษัทใดๆ คงไม่กระทำการใดๆ เพื่อเป็นการผิดต่อสรรพากร อีกอย่างผมเองไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น และจะไม่ทำแบบนั้นกับใครครับ

กับเงินที่ชำระไปแล้ว เรามีหลักฐานใบเสร็จทั้งหมดไหม?
อั้ม : ผมจะมีผู้ที่รับเงินไปเป็นทีมงานที่ร่วมงานกันมา ทีมงานบริษัทอื่นๆ ที่ได้ร่วมทำงานด้วยกัน ซึ่งเรามีใบเสร็จทุกอย่าง มีใบกำกับภาษี บริษัทที่ร่วมงานกับผมจริงๆ ไม่มีใครที่เดือดร้อนเลยกับค่าใช้จ่าย ถ้าเกิดมีการไม่จ่ายผู้ที่ทำงานจริงๆ ผมคิดว่าก็คงต้องมีคนออกมาเรียกร้องตรงนั้นแล้วครับ

นักแสดงบางส่วนที่ไม่ได้รับเงินค่าแสดง มีได้มาปรึกษาเราไหม?
อั้ม : ก็ได้มีการปรึกษาผ่านทางตัวแทนทั้งสองท่าน ผมก็ต้องเรียนว่านักแสดงทั้งหมดจะมีนักแสดงในส่วนที่ทางบริษัท หก หนุมาน ต้องรับผิดชอบโดยตรง คือเป็นนักแสดงอิสระ ฉะนั้นเมื่อถึงเวลาชำระก็ชำระโดยตรงเป็นค่าจ้างนักแสดงท่านนั้น แต่นักแสดงที่มีการว่าจ้างโดยบุคคลหรือบริษัทใดๆ ก็ตาม และมีการคิดค่าแสดงสำหรับนักแสดงท่านนั้นๆ เมื่อมีการชำระ ผมก็ต้องชำระให้กับบริษัทที่ว่าจ้างนักแสดงท่านนั้นมา แต่ก็ต้องถามว่าเมื่อผมได้มีการชำระไปแล้ว บริษัทนั้นๆ ได้นำจ่ายหรือยังครับ

เขาบอกว่าบริษัทเขาไม่ใช่บริษัทโมเดลลิ่ง เป็นบริษัทผลิตละคร?
อั้ม : จริงๆ ในการแถลงข่าวครั้งที่แล้ว ผมก็ไม่ได้แถลงข่าวเพื่อเจาะจงหรือพาดพิงถึงใคร ผมแค่แถลงข่าวว่าผมและบริษัทรับผิดชอบทุกอย่างตามหน้าที่ของเรา และผมไม่เคยพูดว่าบริษัทไหนเป็นบริษัทโมเดลลิ่ง ผมบอกว่าบริษัทที่เป็นตัวแทนคือบริษัทเอเจนซี่ สามารถเป็นตัวแทนได้หลายๆ เรื่องที่รับว่าจ้าง อันนี้ผมไม่ทราบว่าเป็นการว่าจ้างนักแสดงแบบไหน แต่นักแสดงท่านนั้นที่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทที่เป็นตัวแทนได้มีการว่าจ้างจริง และมีการโอนค่าบริการจริง และผมได้เห็นเอกสารว่าบริษัทที่ได้มีการว่าจ้างนักแสดงนั้นเนี่ยมีการติดต่อจริงและคิดค่าบริการนักแสดงท่านนั้น เพราะฉะนั้นผมได้บอกว่าผมทำหน้าที่ของผมเสร็จสิ้นแล้วนะครับ

จริงๆ บริษัทนั้นมีหน้าที่อะไรในการทำละคร?
อั้ม : จริงๆ ในการเริ่มงานกัน เราได้ร่วมงานกับหลายบริษัทในหลายส่วน ในช่วงแรกที่ทำงานด้วยกัน บริษัทบลู ริบบอน ก็จะมีหน้าที่จัดหาทีมงาน นักแสดง สถานที่ต่างๆ ก็ยอมรับว่าได้มีการทำงานร่วมกันครับ ถามว่าเป็นการร่วมผลิตไหม จริงๆ แล้วเรามีบุคคลและบริษัทที่ทำงานร่วมกันเยอะพอสมควร การทำละครเรื่องนึง ผมซึ่งเป็นบริษัทควบคุมการผลิต ซึ่งได้รับมอบหมายจากบริษัททรูโฟร์ยู ผมก็ต้องมีการใช้บริการจากบริษัทที่มีความสามารถในด้านนั้นๆ ส่วนบริษัท หก หนุมานควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนทั้งหมดครับ

ทางบริษัทบลู ริบบอน บอกว่าเรายังค้างค่าใช้จ่ายอีก 4 งวด แล้วใบเสร็จ 4 งวดนั้นอยู่ที่เราไหม?
อั้ม : เรื่องรายละเอียดต่างๆ ผมขออนุญาตแล้วกัน จริงๆ เป็นเรื่องดีเทลของบริษัท ผมขอยืนยันว่าบริษัทหนุมานได้ทำงานกับผู้ที่ทำงานจริงๆ และได้จ่ายค่าใช้จ่ายให้บริษัทที่ทำงานให้ผมแล้ว ฉะนั้นใบเสร็จต่างๆ หรือหนี้อื่นๆ เนี่ย มันเกิดขึ้นจากค่าอะไร แล้วในเมื่อผมดำเนินการเสร็จไปเรียบร้อยแล้วกับผู้ที่ได้รับค่าใช้จ่ายจริงๆ ใบเสร็จนั้นทำไมจะต้องเป็นบริษัทจ่ายครับ

เขาบอกว่าเขามีหลักฐานเป็นไลน์พูดคุยเป็นการยอมรับหนี้ของเรา?
อั้ม : อย่างที่ผมเคยเรียนว่าการพูดคุยทางธุรกิจเนี่ย มันมีการพูดคุยหลายขั้นตอน บางทีตัดตอนมาแค่บางส่วน ก็ต้องดูว่าเหตุผลก่อนหน้านั้นมีการพูดคุยและยกเหตุผลไหนมาพูดคุย เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกว่า ณ ตอนนี้ ผมตอบได้เพียงเท่านี้ รายละเอียดต่างๆ ถ้าผมมีเอกสารต่างๆ ก็ต้องพิสูจน์กันในศาล ผมแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการที่ขออนุญาตให้ศาลเป็นผู้ตัดสินข้อพิสูจน์ทุกอย่างที่เป็นจริงครับ ผมกับครอบครัวโดนหมิ่นประมาทข้อมูลที่เป็นเท็จ และผมไม่ตอบโต้กับผู้ใด ผมถือว่าผมขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมายครับ

ตอนนี้ยกเลิกการทำงานกับบริษัท บลู ริบบอน รึยัง เพราะเขาบอกว่าได้มีการถ่ายทำภาค 2 ไปแล้ว?
อั้ม : ยกเลิกครับ ยกเลิกไปก็นานแล้วครับ แต่การทำงานในบางส่วนอย่างที่ผมเรียนว่าด้วยความที่เป็นบริษัทที่เป็นพี่น้องกัน เราได้มีการยกเลิกไปตั้งแต่ภาค 1 แต่ในการทำงานบางส่วนก็ได้มีการให้โอกาสกันบ้างเพื่อให้บริษัทพี่น้องสามารถทำงานโดยที่ไม่กระทบกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรายละเอียดต่างๆ ผมก็ต้องขอสงวนไว้กับทางศาลเท่านั้น

สรุปแล้วละคร "เจ้าเวหา" เป็นลิขสิทธิ์ของใคร เพราะฝั่งคู่กรณีบอกว่าเป็นลิขสิทธิ์ของเขา?
อั้ม : เรื่องลิขสิทธิ์มันมีรายละเอียดที่ผมก็ต้องอธิบายในชั้นศาล ผมขออธิบายตามประสาบ้านๆ แล้วกันว่าผมได้มีการพูดคุยกับผู้เขียนบทประพันธ์มาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มเรื่อง แล้ว ณ ปัจจุบันก็มีการพูดคุยกันอยู่ และทางผู้เขียนบทประพันธ์ก็ได้แจ้งผมว่าผมได้รับสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายและตามเจตนาที่ผู้เขียนบทประพันธ์ตั้งใจจะมอบให้ แต่ส่วนรายละเอียดใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องที่แท้จริงก็คงจะต้องพิสูจน์กันในศาลครับ

ทางนั้นก็อ้างว่าเป็นคนรักใคร่กัน อยากให้มาเจรจากัน อั้มจะมีการเจรจาไหม?
อั้ม : จริงๆ ผมต้องขออนุญาตบอกว่า ณ ตรงนี้ผมขอใช้ขั้นตอนตามกฎหมาย เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องระหว่างบุคคล มันเป็นเรื่องระหว่างบริษัท เพราะฉะนั้นถ้าต่างฝ่ายต่างมีข้อมูล มีเอกสารที่ถูกต้องของตัวเอง ผมขอศาลเป็นคนตัดสิน ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว การเป็นพี่น้องรู้จักกันมา ผมก็ต้องเรียนตรงนี้ว่าในระยะเวลา 10 ปีที่รู้จักกัน คุณวินัยเป็นผู้ให้โอกาสและเป็นผู้ได้รับโอกาส เราต่างช่วยเหลือการทำงานมาซึ่งกันและกันมาโดยตลอด แต่อย่างที่ผมเรียนว่าผมขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาสผม ผมสำนึกบุญคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่านที่ติดตามและรายงานข่าวผมโดยตลอด ผมต้องตอบว่าการตอบแทนบุญคุณ ผมสามารถทำได้โดยพื้นฐานคุณธรรม ศีลธรรม ความถูกต้องครับ

ตอนที่เขาแถลง เราได้มีการเจรจานอกรอบไหม?
อั้ม : ไม่มีอะไรครับ ผมก็ต้องขอใช้ขั้นตอนทางกฎหมายแล้วกัน ก็เลยไม่มีการพูดคุยใดๆ

ความรู้สึกของอั้มในวันนี้เป็นยังไงบ้าง หลังจากเขาทำให้เราเสียหายขนาดนี้?
อั้ม : (นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง) บรรยายไม่ถูกครับ ถามว่าถึงขั้นแตกหักไหม เอาเป็นว่าต่างคนต่างทำงานดีกว่าครับ

อั้มมั่นใจว่าตัวเองไม่มีความผิด?
อั้ม : ใช่ครับ มั่นใจครับ เพราะผมเชื่อว่าผมไม่ได้ทำงานอยู่บริษัทผมคนเดียว ผมมีพยานหลักฐาน เอาง่ายๆ เราทำงานมา 8-9 เดือน เราทำงานกับคนร้อยพันชีวิต ฉะนั้นผมเชื่อว่าทุกคนที่ทำงานร่วมกับผม เราฝ่าฟันความยากลำบากมาด้วยกัน ทุกคนจะเข้าใจว่าเราผ่านจุดๆ นั้นมาได้ยังไง เราผ่านจุดนั้นมาด้วยความถูกต้องรึเปล่าครับ

อีกกี่วันที่ศาลจะรับฟ้องและไต่สวน?
อั้ม : ในเบื้องต้นท่านนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 16 ม.ค. 2560 ครับ ก็ให้เป็นไปตามขั้นตอนแล้วกันครับ

ในส่วนละครยังผลิตต่อหรือต้องพับโปรเจกต์ไปเลยไหม?
อั้ม : จริงๆ ผมต้องขอเรียนอย่างนี้ว่าผมในฐานะทีมโปรดักชั่น เราก็พยายามทำทุกขั้นตอนให้งานออกมาดีที่สุด อาจจะมีผิดพลาด ไม่ได้อย่างที่เราคิดบ้าง แต่เราได้พยายามทำงานในเรื่องที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมงานถ่ายทำ มีการเริ่มถ่ายทำไปบ้างบางส่วน แล้วเราพร้อมที่จะหยุดและปรับเพื่อให้ได้ตามจุดประสงค์ที่ทางช่องต้องการ เพื่อให้สิ่งตอบแทนกับคนดูที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นพอปัจจุบันเกิดเหตุการณ์ขึ้น ผมก็ต้องแล้วแต่ทางช่องพิจารณาจริงๆ ว่ายังไง ผมในฐานะผู้ผลิตก็ต้องแล้วแต่ทางช่องครับ จริงๆ ก่อนที่จะมีเรื่องราวตรงนี้ ก็ได้มีการหยุดปรับเปลี่ยนแก้ไขรายละเอียดในเรื่องต่างๆ มาประมาณนึง ถามว่าไม่รู้จะได้ทำต่อรึเปล่าใช่ไหม อันนี้ยังไม่ทราบครับ ต้องแล้วแต่ทางช่องพิจารณาครับ

แบบนี้อั้มจะกลับไปร่วมงานกับทางช่อง 3 เหมือนเดิมไหม?
อั้ม : ยังไม่ทราบเลยครับ ถามว่าผู้ใหญ่ติดต่อให้กลับไปทำงานด้วยกันเหมือนเดิมไหม ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าผู้ใหญ่ทางช่อง 3 ทุกท่านเป็นเหมือนครอบครัวผมที่สร้างโอกาส ให้โอกาสผมตั้งแต่เป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ เพราะฉะนั้นวันนึงผมพร้อมที่จะตอบแทนบุญคุณกับทางช่องอยู่แล้ว ไม่ว่าจะหน้าที่ใดๆ ก็ตามครับ.

อั้ม อธิชาติ ยื่นฟ้องบริษัท บลู ริบบอน รวมถึงนายวินัยและทนายความ ในความผิดฐานหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท โดยไม่มีการไกล่เกลี่ย นัดไต่สวนมูลฟ้อง 16 ม.ค. 2560 ส่วนจะผลิตละครต่อหรือไม่แล้วแต่ช่องทรูโฟร์ยูจะพิจารณา 8 ก.ย. 2559 17:13 ไทยรัฐ