วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กี่ความเจ็บปวดกว่าจะเป็น 'มหานครเซี่ยงไฮ้' เมืองเศรษฐกิจที่น่าหลงใหล

รับรู้ด้วยตา สัมผัสด้วยใจ "มหานครเซี่ยงไฮ้" เมืองเศรษฐกิจที่ไม่หลับใหล กับอดีตอันแสนเจ็บปวดแต่น่าจดจำ จนกระทั่งเติบโตอย่างสง่างาม พยายามเป็นที่สุด และยังไม่คิดหยุดพัฒนา...

หลายคนคงคุ้นตากับความเจริญและแสงสียามค่ำคืนของมหานครเซี่ยงไฮ้ 1 ใน 4 มหานครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลจีน แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้ว่ากว่าจะเป็นเซี่ยงไฮ้อย่างทุกปัจจุบัน มหานครแห่งนี้เคยผ่านความเจ็บปวดอะไรมาบ้าง หากจะเริ่มย้อนกลับไปถึงจุดพลิกผัน คงเป็นหลังจากสงครามฝิ่นเมื่อ ค.ศ.1840 ที่จีนแพ้สงคราม และอังกฤษบังคับให้จีนทำสนธิสัญญานานกิง ระบุว่าให้เปิดเมืองเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองท่าเสรี ที่แต่เดิมมีเพียงเมืองกวางโจว เป็นเมืองท่าเพียงแห่งเดียว และเซี่ยงไฮ้เองก็ใช้แม่น้ำหวงผู่ เป็นเส้นทางเพื่อออกทะเลทำการประมง ต่อมา ค.ศ.1845 อังกฤษก็บังคับให้จีนกำหนดเซี่ยงไฮ้เป็นเขตเช่า ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาครอบครองอุตสาหกรรมในเซี่ยงไฮ้ และพื้นที่แถบชายฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงใต้ของจีน 

กระทั่ง ค.ศ.1899 อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ขยายพื้นที่และเปลี่ยนชื่อเป็น "เขตเช่าสาธารณะ" ยิ่งทำให้ช่าวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ขูดเลือดขูดเนื้อคนท้องถิ่น และอังกฤษ ยังประกาศว่าจะทำให้แม่น้ำหวงผู่ เหมือนแม่น้ำเทมส์อีกด้วย แต่ถึงแม้คนเซี่ยงไฮ้จะถูกเอารัดเอาเปรียบทางการค้า ในทางกลับกันก็ได้วิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นายทุนต่างชาตินำเข้ามาใช้ในภาคการผลิต ผลักดันให้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของเซี่ยงไฮ้ถูกยกระดับอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จนกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของจีนในที่สุด

หลังจากสงครามจีน-ญี่ปุ่น (ค.ศ.1937-1945) ปะทุไม่นาน เซี่ยงไฮ้ก็ถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดครอง เขตเช่ากลายเป็นเขตการค้าเสรี เศรษฐกิจของเซี่ยงไฮ้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ต่อมาเมื่อสงครามเอเชียแปซิฟิก (ค.ศ.1941-1945) เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเขตเช่า เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรวดเร็วทหารญี่ปุ่นปล้นทรัพย์สินชาวเมืองเซี่ยงไฮ้ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน ทำให้คนเซี่ยงไฮ้ มีความเป็นอยู่อย่างลำบาก

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง เมื่อสนธิสัญญานานกิงสิ้นสุดลงในวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ.1949 นอกจากจะได้อธิปไตยในพื้นที่เขตเช่าคืน สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่มาจนปัจจุบันคืออาคารต่างๆ ในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของเมืองเซี่ยงไฮ้จนได้รับสมญาว่า "ปารีสแห่งตะวันออก" ที่ผสานวัฒนธรรมจีนและตะวันตกไว้อย่างกลมกลืน อีกทั้งเป็นเมืองหนึ่งที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มากที่สุดในจีนอีกด้วย

ก่อนการสถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ เมืองเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมสิ่งทอของประเทศ และเป็นศูนย์กลางการลงทุน ซึ่งหลังจาก "เติ้งเสี่ยวผิง" อดีตผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และคนดังแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ ดำเนินนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ จากนั้นมาเซี่ยงไฮ้ก็ถูกกำหนดให้เป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ ที่นำมาซึ่งเงินลงทุนมหาศาลจากต่างประเทศ ส่วนเป้าหมายการขยายตัวของเศรษฐกิจยุคปัจจุบันคือการพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร เทคโนโลยีอวกาศ เป็นต้น 

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ หลังจากได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนและรับรู้หลายเรื่องราวคือ การอยู่อาศัยและการคมนาคมของคนเซี่ยงไฮ้ หากใครเคยเดินทางมายังที่แห่งนี้ จะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เต็มไปด้วยคอนโดมิเนียม ส่วนราคาย่านใจกลางนั้นอยู่ที่ราว 60,000-80,000 หยวนต่อตารางเมตร (หรือราว 300,000-400,000 บาทต่อตารางเมตร) และไม่ใช่แค่คนรวยที่อยู่ในคอนโดฯ เหล่านี้ได้ คนที่มีฐานะน้อยลงมาก็สามารถอยู่ได้เช่นกัน เพราะรัฐบาลจีนเล็งเห็นถึงความสำคัญของคนกลุ่มนี้ ที่ต้องเดินทางมาทำงาน ทำให้ในคอนโดฯ หนึ่งหลังแต่ละชั้นจะมีห้องหลายขนาด ให้คนต่างฐานะอยู่ร่วมกันได้ แต่หากใครฐานะดี ร่ำรวย อยากสร้างบ้านเดี่ยว ต้องไปสร้างย่านชานเมืองแล้วขับรถเข้ามาในตัวเมือง นับเป็นข้อดีที่รัฐบาลคิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับการคมนาคมที่อำนวยความสะดวกนั้น ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้ มีรถไฟฟ้า 14 สาย เชื่อมต่อทั่วเมืองเพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวก ทั้งยังมีการตั้งเป้าว่าใน ค.ศ.2020 ประชาชนจะเจอสถานีรถไฟฟ้าหลังเดินทางออกจากที่พักในระยะ 500 เมตร เพื่อให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์หันมาใช้ขนส่งสาธารณะแทน ขณะที่อีกหนึ่งวิธีที่จะลดการใช้รถยนต์คือ ป้ายทะเบียนรถยนต์นั้นต้องมาจากการประมูลราคา ที่ปัจจุบันราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 80,000 หยวน หรือประมาณ 400,000 บาท (ไม่มีเงินก็อดใช้รถส่วนตัวนะ)

เมื่อพูดถึงรถไฟฟ้า ก็ต้องไม่พลาดเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่ขึ้นชื่อคือ "Shanghai Maglev" หรือรถไฟพลังแม่เหล็ก ที่ใช้เวลาเดินทางจากสถานีซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกของเขตผู่ตง ไปยังสนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง ภายในเวลา 8 นาที ที่ความเร็วสูงสุด 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรียกว่านั่งไม่ทันหายเมื่อยก็ถึงแล้ว 

ไหนๆ ก็ไปถีงเซี่ยงไฮ้ ถ้าไม่ไปตึกสูงที่สุดก็คงจะไม่ได้ งานนี้ก็ไม่พลาดที่จะชมความเจริญของมหานครแห่งนี้อย่างแน่นอนที่ "Shanghai Tower" ที่เพิ่งตัวไปไม่นาน อีกทั้งปัจจุบัน (กันยายน ค.ศ.2016) ยังเป็นตึกที่สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก "Burj Khalifa" (เบิร์จ คาลิฟา) ในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ มีความสูง 632 เมตร 128 ชั้น ส่วนลิฟต์วิ่งขึ้นด้วยความเร็วที่สุดในโลกที่ 18 เมตรต่อวินาที เพื่อชมความงดงามและความเจริญของมหานครเซี่ยงไฮ้ที่ความสูง 546 เมตร ที่ชั้น 118 เคลื่อนลงด้วยความเร็ว 10 เมตรต่อวินาที หรือเวลา 1 นาที โดยประมาณก็ถึงชั้นล่างสุดแล้ว และยังเป็นกลุ่ม 3 ตึกติดกันที่สูงที่สุดในเซี่ยงไฮ้ ประกอบด้วย เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ เซี่ยงไฮ้เวิลด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์ และจินเม่าทาวเวอร์

ส่วนไฮไลต์ยามค่ำคืนที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับเซี่ยงไฮ้ไม่น้อย คือการล่องเรือชื่นชมบรรยากาศแสงสียามค่ำคืนของมหานครในแม่น้ำหวงผู่ ที่จะทำให้เห็นความสวยงาม รวมถึงอาคารทั้งทันสมัยและเก่าแก่ทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำที่แบ่งกันอย่างชัดเจน จนกลายเป็นจุดเด่นที่ต้องมาเมื่อได้มาเยือน

นอกจากนี้ สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพิ่มเม็ดเงินก็คงจะเป็น "เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์" หรือ เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์ รีสอร์ต ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากดิสนีย์แลนด์ในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ที่เพียงเปิดตัวไปไม่ถึง 3 เดือน (16 มิถุนายน ค.ศ.2016) ก็มีผู้เข้าเยี่ยมชมแล้วเกิน 1 ล้านคนแล้ว

หลายสิ่งหลายอย่างที่ได้นำมาเล่าสู่กันฟัง คงทำให้ได้มองเห็นความเจริญทางเศรษฐกิจของที่แห่งนี้ มหานครที่ไม่หลับใหล มหานครที่กำลังพัฒนาไม่หยุดยั้ง มหานครที่กำลังเจริญเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ มหานครที่พยายามเป็นที่สุดในหลายๆ ด้าน และสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง ก็หวังว่าสักวันหนึ่ง ประเทศไทยของเรา จะสามารถพัฒนาและเติบโตได้อย่างสง่างามและเป็นที่กล่าวขานได้อย่างภาคภูมิเช่นนี้.

รับรู้ด้วยตา สัมผัสด้วยใจ "มหานครเซี่ยงไฮ้" เมืองเศรษฐกิจที่ไม่หลับใหล กับอดีตอันแสนเจ็บปวดแต่น่าจดจำ จนกระทั่งเติบโตอย่างสง่างาม พยายามเป็นที่สุด และยังไม่คิดหยุดพัฒนา... 8 ก.ย. 2559 16:15 9 ก.ย. 2559 16:44 ไทยรัฐ