วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่มีการเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง

เป็นข่าวก่อนที่ กกต.จะประชุมพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กฎหมายใหม่จะไม่มีการ “เซ็ตซีโร่” ยุบพรรคการเมืองทั้งหมดแล้วให้ตั้งใหม่อย่างที่เคยเป็นข่าว แต่มีขั้นตอนการตั้งพรรคการเมืองเพิ่มขึ้น ยุบพรรคการเมืองง่ายขึ้น เพิ่มอำนาจสาขาพรรคในการเสนอชื่อผู้ลงสมัคร ส.ส.เขต ป้องกันการส่ง “เสาไฟฟ้า” ไปลงสมัครแทน

ก็ถือเป็นมาตรการ กลั่นกรองพรรคการเมือง และ กลั่นกรองนักการเมือง ที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม นอกเหนือจากข้อห้ามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองใหม่ มีสาระสำคัญที่แตกต่างไปจากเดิมคือ การจัดตั้งพรรคการเมืองมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นเป็น 2 ขั้นตอน คือขั้นแรกต้องมี คณะผู้ริเริ่ม 15 คน ไปยื่นขอจัดตั้งพรรคการเมืองก่อน จากนั้นก็ไปหาสมาชิกพรรคจากภาคต่างๆให้ครบ 5,000 คน แล้วประชุมคัดเลือก “หัวหน้าพรรค” และ “กรรมการบริหารพรรค” เสร็จแล้วจึงไปจดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง และส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งได้

ประเด็นที่สำคัญก็คือ การเพิ่มอำนาจ กกต. ในการควบคุมพรรคการเมืองมากขึ้น เช่น มีอำนาจสั่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และ ห้ามดำรงตำแหน่งใดๆในพรรคการเมืองนั้นเป็นเวลา 5 ปี ถ้าทำผิดเงื่อนไขดังต่อไปนี้

1.เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว พรรคปล่อยให้ผู้สมัครและสมาชิกพรรคฝ่าฝืนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

(ข้อนี้ผมว่าดี เข้าใจว่าคงต้องการ “ปราบการซื้อเสียง” ถ้าเจอผู้สมัครหรือสมาชิกพรรคมีการซื้อเสียงเมื่อไหร่ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคถูกปลดทั้งคณะ แต่ไม่ยุบพรรค)

2.ยินยอมให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการครอบงำ หรือชี้นำการดำเนินกิจการโดยอิสระของพรรค ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

(ข้อนี้ผมเข้าใจว่าเพื่อป้องกัน “นายทุนพรรค” ที่ให้ทุนนักการเมืองไปตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อเป็น “นอมินี” ปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจ และป้องกัน “รีโมตคอนโทรลจากต่างประเทศ” ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว)

3.เสนอนโยบายหาเสียงของพรรคโดยไม่ส่งข้อมูลการวิเคราะห์นโยบายต่อ กกต.

(ข้อนี้ผมเข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการหาเสียงด้วย “นโยบายประชานิยม” ที่สร้างความเสียหายมหาศาลให้ชาติบ้านเมืองมาแล้ว)

เงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ ผมขอชมว่าเขียนได้ดี น่าจะสามารถป้องกัน “การซื้อเสียง” และ “การครอบงำพรรค” ของนายทุนพรรคการเมืองได้ แต่ก็อย่าประมาท “สังคมศรีธนญชัย” แบบไทยๆ ไม่ว่าจะห้ามเข้มงวดขนาดไหน ก็ยังหาช่องเท่ารูเข็มฝ่าฝืนจนได้

กฎหมายยัง “เพิ่มอำนาจสาขาพรรค” ในการ คัดเลือกผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ ถ้าจังหวัดใดไม่มีสาขาพรรคให้สมาชิกพรรคตั้งแต่ 200 คนขึ้นไปเป็นผู้เสนอ พรรคต้องพิจารณารายชื่อจากสาขาพรรคก่อนรายชื่ออื่น ถ้าไม่ดำเนินการตามนี้ ก็ไม่มีสิทธิส่งผู้สมัครในเขตนั้น แต่มีบทเฉพาะกาลว่าใน 2 ปีแรกยังไม่ใช้กฎหมายข้อนี้

ข้อนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะได้ผล จะให้ได้ผลจริงๆ ต้องให้ผู้สมัคร ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ ประกาศตัวลงพื้นที่ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปีก่อนการเลือกตั้ง แล้วให้มีการ “หยั่งเสียง” ก่อนส่งลงสมัคร ใครได้คะแนนเสียงดี พรรคต้องส่งลงสมัครในเขตนั้น

ส่วน การคัดเลือกบุคคล 3 คน เพื่อเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรค จะต้องทำโดย ที่ประชุมใหญ่พรรค ก็ถือว่าถูกต้องแล้ว

การสิ้นสภาพพรรค หรือ ยุบพรรค ร่างกฎหมายใหม่กำหนดว่า ถ้ามีการเลือกตั้งทั่วไป พรรคใดไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งก็ให้สิ้นสภาพทันที ถ้าไม่ส่งก็ไม่ควรตั้งพรรคอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้การเมืองเข้มแข็ง ต้องกำหนดไปเลยว่า ทุกพรรคต้องส่งผู้สมัครอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือ 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ให้ชัดเจนไปเลย พรรคกระจอกงอกง่อยที่ตั้งขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์แฝงจะได้หมดไปจากเวทีการเมืองไทยเสียที.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

7 ก.ย. 2559 13:17 7 ก.ย. 2559 13:17 ไทยรัฐ