วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ในยุคสิทธิมนุษยชนฟูเฟื่อง ระวัง “คนเลว” ใช้เป็นเกราะ

ในยุคสิทธิมนุษยชนฟูเฟื่อง ระวัง “คนเลว” ใช้เป็นเกราะ

โดย ซูม
8 ก.ย. 2559 05:01 น.
  • Share:

มีข่าวว่านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีบัญชาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ในการจับกุมผู้ต้องหาได้นั้นไม่ควรนำตัวมาแถลงข่าวด้วย เพราะอาจละเมิดสิทธิมนุษยชน

ท่านเห็นว่าน่าจะแถลงการณ์เฉพาะผลการดำเนินงานเท่านั้น โดยไม่ต้องนำผู้ต้องหามาแถลง เพราะหากต่อไปผู้ต้องหาดังกล่าวมิได้เป็นผู้กระทำผิด หรือแม้แต่กระทำผิดจริง แต่เมื่อพ้นโทษตามคำผู้พิพากษาแล้ว จะทำให้ไม่มีพื้นที่ยืนในสังคม และอาจหวนกลับไปซ้ำรอยเดิมด้วยการกระทำความผิดซ้ำอีกก็ได้

ซึ่งต่อมา พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองได้กำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้แล้วเช่นกัน

โดยจะแถลงถึงผลงานเป็นส่วนใหญ่ เว้นแต่ในกรณีอาชญากรรมบางประเภท บางลักษณะ ที่ต้องเตือนให้ประชาชนรับทราบ ก็อาจนำตัวผู้ต้องหามาแถลงด้วย

แต่ก็มีหลักเกณฑ์ว่าต้องเป็นคดีที่ผู้ต้องหารับสารภาพ และยินยอมให้แถลงข่าวโดยไม่มีการบังคับขืนใจและคดีนั้นต้องเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมจริงๆ

ผมอ่านข่าวทั้งหมดนี้แล้วก็เห็นด้วยกับความคิดของทั้ง 2 ท่านครับ เริ่มจากท่านนายกรัฐมนตรี ที่ไม่อยากให้มีการนำผู้ต้องหามาแถลงข่าว เพราะเกรงว่าจะละเมิดสิทธิมนุษยชน

ผมเห็นด้วยเพราะปัจจุบันนี้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องใหญ่ของโลก โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว จะให้ความสำคัญมาก ใครกระทำอะไรที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนจะถูกตำหนิติติงหรือถูกต่อต้านอย่างรุนแรง

ประเทศไทยเราต้องทำมาค้าขายกับประเทศเหล่านี้เยอะเสียด้วย ถ้าเขาเอาเรื่องนี้ไปเป็นสาเหตุอีกเหตุหนึ่งของการละเมิดที่เขากล่าวหาว่าเรามักละเมิดอยู่แล้วในหลายๆเรื่อง...ก็จะทำให้เราถูกรังเกียจ หรืออาจถูกต่อต้านบอยคอต หรือถูกตัดสิทธิการค้าการขายโน่นนี่เพิ่มขึ้นอีกได้

ขณะเดียวกัน ผมก็เห็นด้วยกับท่านรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่บอกว่า จะเลือกนำตัวผู้ต้องหาที่รับสารภาพแล้วมาร่วมแถลงบ้างในบางกรณี โดยไม่บังคับหรือขัดขืนใจ

เพราะการแถลงแค่ผลงานโดยไม่มีตัวผู้ต้องหามาเป็นเครื่องยืนยันด้วยนั้น จะทำให้ข่าวขาดน้ำหนัก

หรือในกรณีที่เป็นคดีสำคัญๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะจริงๆ เช่น ผู้ร้ายที่หลอกหลวงต้มตุ๋นรายการใหญ่ๆ หรือพวกภัยสังคมที่น่าหวั่นวิตก ประชาชนจะได้เห็นหน้าตาและจดจำไว้

เลือกเฉพาะคดีที่จะมีผลต่อสาธารณะที่แท้จริงว่างั้นเถอะ แต่ก็ควรจะทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ถูกฟ้องร้องภายหลังได้

อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ยังประสงค์จะแถลงข่าวโดยมีผู้ต้องหาร่วมด้วยเป็นเรื่องๆไป ก็เพราะผมยังเห็นว่าการเดินสายกลางเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด

ผมยังเชื่อว่าถ้าเราระมัดระวังเรื่องสิทธิมนุษยชนมากจนเกินไป กลัวเกรงไปหมด ไม่กล้าทำอะไรเสียทั้งหมด ก็จะทำให้คนชั่วคนร้ายโดยสันดาน ซึ่งยังมีอยู่มากในประเทศไทยหันมาใช้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเกราะป้องกันตัวพวกเขาเวลาทำผิด

เพราะจะไม่มีการลงโทษทางสังคมเกิดขึ้นเลยเนื่องจากผู้คนจะไม่เห็นว่าเขาเป็นใครหน้าตาเป็นอย่างไร? หรือแม้แต่รูปร่างจะเป็นอย่างไร?

คนกลุ่มนี้ก็จะย่ามใจกระทำความผิดมากขึ้น

แต่ถ้ามีการเปิดเผยหรือใช้ศัพท์ชาวบ้านว่ามีการประจานเสียบ้างให้สาธารณชนได้รับรู้หรือเห็นหน้าเห็นตาเสียบ้างก็จะเท่ากับเป็นการลงโทษทางสังคม ซึ่งจะมีส่วนทำให้คนชั่วคนร้ายมีความรู้สึกว่าเป็นโทษอีกแบบหนึ่งที่เขาจะได้รับ

อย่าลืมว่าในสังคมที่ยังไม่สมบูรณ์แบบอย่างสังคมไทยเรานั้นผู้คนจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้จักเคารพสิทธิคนอื่น และยังมีบุคคลอีกมากที่ทำผิดคิดร้าย แต่มักจะอาศัยเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเกราะกำบัง

เราก็ควรจะมีอะไรสักอย่างที่มาใช้เป็นเครื่องมือ มาถ่วงดุลหรือป้องปรามคนพวกนี้ไว้บ้าง เช่น การเอาคนผิดจริงๆมาโชว์ตัวบ้าง ให้สังคมลงโทษเสียบ้างทุกอย่างอาจจะดีขึ้น

เพราะลำพังการลงโทษทางกฎหมายอย่างเดียวก็รู้ๆกันอยู่ว่าคนประเภทนี้ไม่ค่อยกลัวและไม่ค่อยหลาบจำ...ออกจากคุกไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน กลับไปทำผิดทำชั่วเสียอีกแล้ว เป็นข่าวแทบทุกวันในยุคนี้.

“ซูม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้