วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฎีกาพิพากษายืน คุก'20ปี' สนธิ ลิ้มทองกุล

พร้อมพวกอีก2-ตกแต่งบัญชี ใช้ค้ำกู้เงินแบงก์พันกว่าล้าน

“สนธิ ลิ้มทองกุล” ถึงคิวเข้าคุก ศาลฎีกา วินิจฉัยกระทำผิดหน้าที่ ตามกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ ตกแต่งรายการทางการเงิน ทำสำเนาการประชุมกรรมการบริษัทแล้วไม่แจ้ง ก.ล.ต. แต่เอาไปทำค้ำประกันเงินกู้ธนาคาร เอาเงินมาให้บริษัทในเครือพันกว่าล้านบาท ตั้งแต่ยุคปี 39-40 ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ลงโทษหนักแม้รับสารภาพ แต่ได้ลดทอนอัตราส่วนโทษและรับโทษสุทธิจริงตามกฎหมายเพียง 20 ปี ฎีกาชี้กฎหมายมุ่งคุ้มครองระบบการเงินการคลัง ถือเป็นการกระทำผิดร้ายแรง ไม่มีเหตุรอลงอาญา เผยสนธิเป็นสื่อมวลชนและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีสีสันคนหนึ่ง แต่ค่อยๆลดบทบาทลงตามกระแสทางการเมือง

ศาลฎีกายืนจำคุก “สนธิ ลิ้มทองกุล” ฐานทำเอกสารเท็จไปค้ำประกันเงินกู้แบงก์ทั้งที่กรรมการไม่ได้ให้ความยินยอมโดยเมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 912 ศาลอาญา วันที่ 6 ก.ย. ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1036/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้นำทางการเมืองในนาม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการที่รู้จักคุ้นเคยในฐานะนักจัดรายการทางการเมือง, นายสุรเดช มุขยางกูร อดีตกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ.แมเนเจอร์ฯ และ น.ส. ยุพิน จันทนา อดีตกรรมการ บมจ. แมเนเจอร์ฯ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307, 311, 312 (1) (2) (3), 313 จำเลยทั้งหมดมาศาลตามนัดโดยนายสนธิมาศาลในชุดคุ้นตา มีนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชายของนายสนธิ, นายพิภพ ธงไชย, นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, นายปราโมทย์ นาครทรรพ มาให้กำลังใจ

คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย.39-31 มี.ค.40 จำเลยทั้งสี่ เป็นกรรมการ บมจ. แมเนเจอร์ฯ ได้ร่วมทำสำเนาเอกสารรายงานการประชุมของกรรมการบริษัท ที่มีข้อความอันเป็นเท็จว่า มีมติให้บริษัทเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นายสนธิ จำเลยที่ 1 ถือหุ้นอยู่รวม 6 ครั้ง จำนวน 1,078 ล้านบาท นายสนธิ จำเลยที่ 1 และ น.ส.เสาวลักษณ์ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ขออนุมัติจากมติที่ประชุมกรรมการบริษัทแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 30 เม.ย.39-18 พ.ย.41 จำเลยทั้งสี่ ยังร่วมกันยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง ตัดทอนทำบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง และจำเลยทั้งสี่ ไม่ได้นำภาระการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว ที่เป็นรายการที่ทำให้รายได้ของ บมจ.แมเนเจอร์ฯเปลี่ยนแปลงผิดปกติ โดยทั่วไปแล้ว ต้องแสดงรายการไว้ในงบการเงินประจำปี 2539-2541 และจะต้องนำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เพื่อลวงให้ผู้ถือหุ้น บมจ. แมเนเจอร์ฯ ทำให้ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้รับ รวมทั้งเป็นการลวงให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ได้รับรู้ถึงการค้ำประกันหนี้ดังกล่าว เหตุเกิดที่แขวง คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา และแขวงชนะสงคราม เขต พระนคร กทม. เกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา

คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.พ.55 ว่า นายสนธิ จำเลยที่ 1 และ น.ส.เสาวลักษณ์ จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันกระทำผิดต่อหน้าที่โดยทุจริตเป็นเหตุให้บริษัทเสียหาย ร่วมกันกระทำการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้, ร่วมกันไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท และร่วมกันทำบัญชีไม่ครบถ้วนไม่เป็นปัจจุบัน ไม่ตรงต่อความเป็นจริงเพื่อลวงให้บริษัท และผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์ ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มาตรา 307, 311, 312, 313 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 คนละ 17 กระทง กระทงละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 ทั้งสิ้น 85 ปี ส่วนนายสุรเดช จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี และจำคุก น.ส.ยุพิน จำเลยที่ 4 รวม 13 กระทง กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 65 ปี จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 รวม 42 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี 6 เดือน และจำเลยที่ 4 จำคุก 32 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงผิดแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4 สูงสุดตามกฎหมายมาตรา 91 (2) คนละ 20 ปี จำเลยที่ 1, 3 และ 4 ยื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 ส.ค.57 ว่า จำเลยที่ 1, 3, 4 ไม่มีพยานหลักฐานหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นกรรมการ บมจ.แมเนเจอร์ฯ มีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำงบไตรมาส และงบประมาณรายปี แต่จำเลยไม่ลงภาระการค้ำประกันหนี้จัดทำรายการงบไม่ถูกต้อง ไม่ตรงความจริง ไม่คำนึงว่าจะมีใครเสียหายหรือไม่ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มีเจตนาคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เป็นสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจเกิดความเข้มแข็ง การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมและเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง จึงพิพากษายืน

ศาลอ่านคำพิพากษาว่า ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มีรองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย และพนักงานเบิกความประกอบรับสารภาพจำเลย ถึงการนำสำเนาประชุมกรรมการบริษัทที่มีการลงข้อความไม่ถูกต้องมาแสดง เพื่อค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาท นอกจากนี้ มีกรรมการที่ไม่ได้ร่วมประชุม แต่พบว่ามีรายชื่อในรายงานการประชุมมาเบิกความยืนยันด้วย จึงฟ้องได้ว่าการค้ำประกันเงินกู้ ไม่ได้รับความยินยอมจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทตามขั้นตอน การกระทำของจำเลยเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อบริษัทแมเนเจอร์ฯ ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ จนต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการหนี้ ถือเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามมาตรา 307, 311 ส่วนที่จำเลยเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวในมาตรา 312 นั้น เห็นว่า การยื่นสำเนารายงานประชุมเท็จเพื่อค้ำประกันเงินกู้ได้ดำเนินการถึง 6 ครั้ง แต่ละครั้งมีจำนวนเงินไม่เท่ากันและไม่ใช่โครงการเดียวกัน อีกทั้งช่วงระยะเวลานั้นก็แตกต่างกัน ได้ดำเนินการมารวม 1 ปี

ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าพวกจำเลยทำบัญชีไม่ถูกต้อง ไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นเสียหาย เห็นว่า บริษัทแมเนเจอร์ฯเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การที่จำเลยไม่นำภาระค้ำประกันแสดงลงในบัญชีงบการเงินประจำปี 2539-2541 ก็ทำให้ผู้ถือหุ้นไม่ทราบและอาจทำให้ผู้ถือหุ้นลงทุนผิดพลาดได้ ฎีกาข้อต่อสู้ทุกข้อของจำเลยนั้นฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษนั้นเห็นว่า บริษัทแมเนเจอร์ฯเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีประชาชนซื้อหุ้นการดำเนินการต้องยึดหลักธรรมาภิบาลโปร่งใสตรวจสอบได้ แต่หากผู้บริหารไม่ประพฤติตามก็จะกระทบต่อบริษัท และระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง คดีนี้การกระทำของพวกจำเลยเป็นสาเหตุให้บริษัทแมเนเจอร์ฯเข้าโครงการฟื้นฟูกิจการ บริษัทก็มีประชาชนเข้าร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดร้ายแรง ที่จำเลยอ้างคุณงามความดีมานั้นยังไม่เพียงพอให้รอการลงโทษ ที่ศาลล่างมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ระหว่างฟังคำพิพากษา นายสนธิ ได้โอบกอดให้กำลังใจจำเลยร่วม ก่อนที่นายสนธิจะออกมาโทรศัพท์ สักพักเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งสามมายังห้องควบคุมด้านล่างของศาล โดยเมื่อเวลา 11.00 น.เศษ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวนายสนธิ, น.ส.เสาวลักษณ์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ.แมเนเจอร์ฯ และ น.ส.ยุพิน อดีตกรรมการ บมจ.แมเนเจอร์ฯ เพื่อส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลาง น.ส.เสาวลักษณ์ถึงกับร้องไห้ ขณะขึ้นรถเรือนจำเดินทางไปเรือนจำด้วยทันทีโดยไม่ต้องรอรถรอบเย็น

ด้าน น.ส.อัจฉรา แสงขาว หนึ่งในทีมทนายความของนายสนธิ เปิดเผยว่า ปกติแล้วนายสนธิเป็นคนที่มีกำลังใจดี การอยู่ในเรือนจำจึงไม่น่าจะมีปัญหา อย่างไรก็ตาม การดำเนินการหลังจากนี้คงต้องรอให้การคุมขังครบกำหนด ที่ต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ตามคำพิพากษาของศาล จะดำเนินการยื่นเรื่องขอพักการลงโทษตามหลักเกณฑ์ระเบียบของกรมราชทัณฑ์ต่อไป คงใช้เวลาอีกนานสักระยะหนึ่ง ส่วนเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลนั้นต้องขึ้นอยู่กับความประสงค์ของนายสนธิอีกครั้ง

นายสนธิ ลิ้มทองกุล เกิดวันที่ 7 พ.ย.2490 เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทในเครือผู้จัดการ แล้วไปจัดรายการทีวีชื่อเมืองไทยรายสัปดาห์ เป็นนักสื่อสารมวลชนที่มีสีสันที่สุดคนหนึ่ง เพราะเคยใกล้ชิดกับอดีต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อมาขัดแย้งกันก็กลายเป็นศัตรูทางการเมือง โดยจัดทัพพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขับไล่รัฐบาลเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมาตลอด ก่อนนี้ก็ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปีคดีร่วมกับแกนนำพันธมิตรบุกทำเนียบรัฐบาลปี 2551 และมีคดีความในศาลยุติธรรมทั้งเป็นโจทก์เป็นจำเลยนับไม่ถ้วน จนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสนธิจึงค่อยๆลดบทบาทตัวเองลง คดีความก็ทยอยตัดสินบ้างถอนฟ้องกันไปบ้างตามลำดับ

“สนธิ ลิ้มทองกุล” ถึงคิวเข้าคุก ศาลฎีกา วินิจฉัยกระทำผิดหน้าที่ ตามกฎหมายตลาด หลักทรัพย์ ตกแต่งรายการทางการเงิน ทำสำเนาการประชุมกรรมการบริษัทแล้วไม่แจ้ง ก.ล.ต. แต่เอาไปทำค้ำประกันเงินกู้ธนาคาร เอาเงินมาให้บริษัทในเครือ 7 ก.ย. 2559 07:43 ไทยรัฐ