กระชับภาวะผู้นำ ปูทางคุมเกมยาว

ข่าว

    กระชับภาวะผู้นำ ปูทางคุมเกมยาว

    ทีมข่าวการเมือง

      4 ก.ย. 2559 05:01 น.

      จับอาการ “ประยุทธ์” แสดงพลัง “เบอร์หนึ่ง” อำนาจพิเศษ

      กิ้งกือขัดขากันเองตกท่อ

      กับปรากฏการณ์ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นำโดยปรมาจารย์กฎหมายระดับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมาตรา 272 ให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติมตามคำถามพ่วงเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

      ตามขั้นตอนปกติธรรมดาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

      แต่เอาเข้าจริงต้องเจอปัญหาติดๆขัดๆ ชักเข้าชักออก 2–3 รอบ

      ขยักแรกเลย เป็นฝ่ายคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ทำเรื่องขอคืนร่างฯกลับมาเอง เพราะปัญหาเรื่องขั้นตอนและเอกสาร ต้องนำมาลงรายชื่อกำกับให้ชัดเจนก่อนส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ

      ขยักสองศาลรัฐธรรมนูญตีกลับ เนื่องจากเอกสารที่คณะกรรมการร่างฯ ให้เจ้าหน้าที่รัฐสภานำมายื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีการแนบใบมอบฉันทะมาด้วย

      ศาลรัฐธรรมนูญจึงขอให้คณะกรรมการร่างฯ จัดทำใบมอบฉันทะมาด้วย เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ การยื่นคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ และส่งกลับมาให้ศาลอีกครั้ง

      แล้วก็เป็นนายมีชัยที่สวนเปรี้ยง คณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้บกพร่อง และได้เซ็นเอกสารตามระเบียบราชการทุกประการ

      เรื่องนี้คณะกรรมาธิการฯ ต้องนำไปเป็นข้อมูลเพื่อปรับแก้เรื่องการดำเนินการของศาลต่อไป เพราะขนาดตนเองเป็นนักกฎหมายยังถูกมองว่าเข้าใจผิด ดังนั้นประชาชนทั่วไปก็คงลำบากในการยื่นเรื่องต่อศาล

      งานนี้ได้ “วัดเชิง” กันในหมู่โคตรเซียนรัฐธรรมนูญ

      แค่ข้อผิดพลาดทางเทคนิคทำเสียเวลาไปหลายวัน

      แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้มีการปรับแก้เนื้อหาสาระสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นการให้ ส.ว.สรรหามีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ตามที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางกลุ่มยังพยายามดึงดัน

      และอันที่จริง กระแสมันก็ข้ามช็อตไปแล้ว

      แนวโน้มไม่ว่ากติกาจะออกมาแบบไหน คำตอบสุดท้ายนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งครั้งต่อไปก็ยังชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

      แกะรอยได้ตามเส้นทางที่แผ้วถางรอไว้

      สังเกตว่า นับตั้งแต่คิวที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปท.แถลงตั้งพรรคการเมือง พร้อมกับประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ รั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

      โดยที่เจ้าตัว พล.อ.ประยุทธ์เองไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด

      นั่นเท่ากับการไม่ปิดกั้นโอกาสของตัวเอง

      เบื้องต้นก็คือการหลีกเลี่ยง ไม่เสี่ยงเดินซ้ำรอยการตระบัดสัตย์เพื่อชาติเหมือน พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายทหารรุ่นพี่ที่ก้าวขึ้นเก้าอี้นายกฯ ด้วยอำนาจพิเศษเหมือนกัน

      เพราะมันจะนำมาซึ่งอันตรายอย่างที่เห็นในประวัติศาสตร์พฤษภาทมิฬ

      อำนาจล้นฟ้า แต่ขาดการยอมรับจากประชาชนยังไงก็พัง

      เรื่องของเรื่องเพราะมีบทเรียนเป็นตัวอย่างแล้วนี่เอง พล.อ.ประยุทธ์จึงได้เปรียบในการวางยุทธศาสตร์แบบค่อยเป็นค่อยไป

      ไม่บุ่มบ่ามหักดิบอำนาจ เดินย่ำรอยไปพบจุดจบของเผด็จการทหาร

      และก็อย่างที่เห็นกัน ผลเชิงบวกในการค่อยๆปูทางสร้างคะแนนความนิยม สะสมต้นทุนหน้าตักส่วนตัวกับบท “นายกฯลุงตู่” ที่ครบเครื่องทั้งลูกล่อลูกชน

      จนมาได้พิสูจน์กับผลประชามติที่ออกมา ประชาชนส่วนใหญ่มอบความไว้ใจให้

      ซึ่งก็ล้อกับผลโพลสารพัดยี่ห้อที่สะท้อนตัวเลขความพึงพอใจผลงานรัฐบาล คสช.ในรอบ 2 ปี ที่ชัดเจนว่าคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์นำโด่งติดลมบนอยู่คนเดียว

      ทุกอย่างของรัฐบาล คสช.ได้มาเพราะต้นทุน พล.อ.ประยุทธ์เพียวๆก็พูดได้

      และมาถึงจุดนี้ เมื่อ “นายกฯลุงตู่” เป็นผู้มีแสงในตัวเอง กุมสภาพไว้ได้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ มันก็ไม่แปลกที่หัวหน้า คสช.จะแสดงตัวแสดงตน

      เป็น “เบอร์หนึ่ง” ผู้ถืออำนาจพิเศษอยู่ในมือ

      ตามปรากฏการณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันการพิจารณาจัดโผแต่งตั้งโยกย้ายทหาร โดยที่ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่ได้มาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

      ตัวเขาตั้งเอง โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ร่วมพิจารณา

      “ไม่มีใครมาสั่งผม เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง และผมเป็นผู้นำเสนอและพิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนจะลงนามกราบบังคมทูลฯ เราทำงานกันแบบนี้ อย่าไปคิดว่าจะต้องตั้งคนโน้นคนนี้ ข้างของคนโน้นคนนี้ มันต้องคนเดียว ยิ่งทำอะไรไม่ได้ เพราะจะเกิดความไม่เป็นธรรมในกองทัพ สุดท้ายแตกแยก”

      แอ่นอกแสดงตนเป็นคนเคาะโต๊ะเอง

      สอดรับกับกระแสข่าวที่รับรู้กันตามสื่อ การโยกย้ายทหารรอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยอม “ตัดแถว” บูรพาพยัคฆ์ เพื่อคืนความชอบธรรม ให้กับกองทัพ เปิดโอกาสให้ทหารอาชีพที่เติบโตมาตามสายหน้าที่การงาน

      โดยรูปการณ์ที่กระตุกภาวะผู้นำของ “บิ๊กตู่” ยิ่งโดดเด่น

      จากภาพที่ถูกมองเป็นแค่ร่างทรงอำนาจ ถึงจังหวะเด็ดขาดต้องหลบให้ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตรเป็นตัวจริงในการทุบโต๊ะวางคิวสายตรงท็อปบูตในเครือข่าย หรือบางจังหวะก็ต้องจัดให้พวกถือตั๋วจากบ้านสี่เสาเทเวศร์ โควตาพิเศษของลูก “ป๋าเปรม”

      ถึงวันนี้เคลียร์หมด พล.อ.ประยุทธ์จัดแถวกองทัพเอง

      สถานการณ์เดียวกันกับการกระชับอำนาจเชิงบริหาร ท่ามกลางกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ที่มีความชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯในฐานะเพื่อนสนิทของนายกฯ แสดงท่าทีขอโควตารัฐมนตรีช่วยเพิ่ม เพราะงานเยอะมาก

      พร้อมๆกับมีรายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ เปิดชื่อรัฐมนตรีคนใหม่เป็นข้าราชการกำลังเกษียณที่ได้รับการสนับสนุนจาก พล.อ.ฉัตรชัย ออกมาทางสื่อมวลชนตรงกันหมด

      แต่เอาเข้าจริง ก็เป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่เบรกโผหัวทิ่ม

      โดยตัดบทไม่ให้กระแสปั่นป่วน ยืนยันรัฐมนตรีทุกคนยังอยู่ที่เดิมทั้งหมด ยังไม่มีการตั้งรัฐมนตรีช่วย

      ทุกอย่างเป็นเรื่องของตนเองตัดสินใจคนเดียว

      และในจังหวะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังบอกปัดออกอากาศ จะไม่มีการตั้ง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.และ “บิ๊กโชย” พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ.เข้ามาเป็นรัฐมนตรี เพื่อเป็นการตอบแทนหลังเกษียณฯ แบบที่คาดเดากัน

      ยุติรายการสมบัติผลัดกันชมในหมู่ท็อปบูต

      ตามปรากฏการณ์สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารภายในทีมงานอำนาจ คสช.ที่ผิดไปจากแบบฟอร์มปกติที่ผ่านมา

      เลิกเน้นการตั้งทหารเกษียณฯ สายพี่สายน้องมาลากเกมอำนาจต่อใน ครม.

      ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์กำหนดชื่อรัฐมนตรีเอง โดยไม่มีรายการต่างตอบแทน

      “เวนคืนอำนาจ” บริหารมาอยู่ในกำมือเต็มๆ

      ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ยังได้แสดงถึงศักยภาพเชิงบวกในการใช้อำนาจตามมาตรา 44

      “ผ่าทางตัน” ปัญหาหมักหมม ปมคาราคาซัง

      ทั้งการสั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมกับ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ เทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น

      ตอบโจทย์กระแสสังคมที่คาใจพฤติกรรมคนดังทั้ง 2 ราย

      รวมถึงการใช้มาตรา 44 ในการปลดล็อกรถดับเพลิงของ กทม.ที่ติดคดีทุจริตถูกเก็บอยู่ในโกดังเอกชน จัดเข้าหมวดยุทธภัณฑ์ ให้นำออกมาใช้ได้โดยปลอดภาษี

      ไม่ให้เสียค่าเช่า เปลืองเงินแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์

      หรือแม้แต่การออกคำสั่งมาตรา 44 ในเรื่องมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศ ไทย เพื่อแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีบางกลุ่มนำประเด็นศาสนาไปปลุกปั่น ทำให้เกิดความเข้าใจผิด คสช.จึงออกคำสั่งเพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกศาสนา

      ถือว่าทำได้เข้าตาสังคม ประจักษ์ในเชิงบริหารอำนาจพิเศษ

      ทั้งหมดทั้งปวง โดยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับการโยกย้ายขุนทหารในกองทัพ การล็อกอำนาจตัดสินใจในการปรับคณะรัฐมนตรี และการใช้อำนาจมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช.ให้เกิดผลเชิงบวก

      มันกระตุกภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นมาอยู่ในจุดโดดเด่นสุดในกระดานอำนาจประเทศไทย

      กระตุ้นให้พรรคการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพวิ่งเข้าหาขั้วรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่ชัดเจน บรรดากลุ่มทุนยักษ์ สปอนเซอร์การเมืองก็ไม่รีรอที่จะสนับสนุนผ่านโครงการประชารัฐ

      ข้าราชการก็ไม่กล้าใส่เกียร์ว่าง เพราะรู้แล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องคุมเกมอีกยาว

      ขณะที่ประชาชนก็มั่นใจว่า พล.อ.ประยุทธ์คุมเกมอยู่ ตัดสินใจไม่ผิดที่มอบฉันทามติ ต่อตั๋วอำนาจพิเศษให้คุมสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศไทย

      ตามรูปการณ์ที่ประเมินได้ กับปฏิบัติการกระชับภาวะผู้นำของ “นายกฯลุงตู่” 

      แน่นอน มันส่งผลบวกเต็มๆ ต่อการปูทางคุมเกมยาว.

      “ทีมการเมือง”

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพฤหัสที่ 9 ธันวาคม 2564 เวลา 11:35 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์