วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ก้าวทัน..นวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต

ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุควรได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทรอมาอย่างถูกวิธีช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต.

เมื่อโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ไม่เพียงแต่วิวัฒนาการของโรคที่ยากต่อการรักษาที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ทั่วโลกต้องตระหนักและทุ่มเทค้นคว้าเร่งหานวัตกรรมที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรักษาผู้ป่วยให้หายขาด รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย แต่การบาดเจ็บจากการเกิดอุบัติเหตุ ที่เรียกว่า ทรอมา (Trauma) ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สถิติผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดของผู้คนในยุคนี้

ตัวเลขสถิติการเกิดอุบัติเหตุในประเทศไทยจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน หรือ www.thairsc.com ระบุว่า ใน 1 วัน มีผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยแล้วเกือบ 900 ราย ขณะที่สถิติรวมทั้งปียิ่งน่าตกใจ เพราะเพียงช่วง 8 เดือนแรกของปี 2559 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุถึง 6,594 ราย บาดเจ็บ 479,086 ราย รวมทั้งสิ้น 485,635 ราย นับเป็นตัวเลขที่ส่งให้ประเทศไทยก้าวขึ้นแท่นประเทศที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากนับเป็นอันดับ 2 รองจากอินเดีย แต่หากจัดอันดับอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุก็จะพบว่า ประเทศไทยครองแชมป์สถิติผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับที่ 1 ของโลก

ปัจจุบันระบบการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทยส่วนใหญ่ เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาลแล้ว แต่แท้ที่จริงการแพทย์ฉุกเฉินที่ดีและมีประสิทธิภาพจะต้องเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การรับผู้ป่วยจากที่เกิดเหตุมายังโรงพยาบาล การจัดเตรียมยานพาหนะและทีมเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บในแบบทรอมา ณ จุดเกิดเหตุ และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทรอมาจึงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

แม้จะมีความร่วมมือจากหลายองค์กรและมูลนิธิต่างๆ ในการประสานความร่วมมือให้ความช่วยเหลือในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้ามายังโรงพยาบาล แต่เราก็ยังเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง เช่น การจราจรซึ่งเป็นปัญหาหลัก ยานพาหนะไม่เพียง พอ หรือแม้แต่ขีดความรู้ความสามารถ ของบุคลากรที่ร่วม นำผู้ป่วยเดินทางไปถึงแพทย์นั้นยังไม่ดีพอ ยิ่งในต่างจังหวัดด้วยแล้วการกระจายของศูนย์อุบัติเหตุนั้นยังไม่ทั่วถึงและระบบการนำตัวผู้ป่วยส่งแพทย์ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้ในเวลารวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพียงพอ

นพ.ชาตรี ดวงเนตร กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการการแพทย์ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ได้ให้ ความเห็นถึงระบบบริการแพทย์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพว่า ในต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่า มีระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีประสิทธิภาพดีเป็นอันดับต้นๆของโลก มีกฎหมายระบุว่าในรัศมี 50-100 กิโลเมตร จะต้องมีศูนย์การแพทย์ฉุกเฉิน 1 แห่ง เพื่อรองรับผู้ป่วยให้ได้ทันเวลา และสามารถออกไปรับตัวผู้ป่วยที่จุดเกิดเหตุได้ภายใน 8 นาที และต้องสามารถ เคลียร์ถนนไฮเวย์ให้เฮลิคอปเตอร์ลงจอดได้ทันทีด้วยเช่นกัน ซึ่งในบรรดาสถาบันการแพทย์ต่างๆในเยอรมนีนั้น สถาบันฮันโนเวอร์ จัดอยู่ในระดับที่ 1 (Level 1) ในการประเมินมาตรฐานศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินครบวงจรของประเทศเยอรมนี นั่นหมายถึง สถาบันฮันโนเวอร์มีการรักษาที่รองรับทุกระบบการขนส่งผู้ป่วยด้วยยานพาหนะหลากหลาย มีเฮลิคอปเตอร์เตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยตลอดเวลา รวมถึงลานจอดที่สามารถรองรับได้ในหลายพื้นที่

ความเชี่ยวชาญและ บริการแพทย์ฉุกเฉินของฮันโนเวอร์ไม่เพียงแต่จะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้ถึงมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายในระยะเวลาที่รวดเร็วเท่านั้น แต่ประสิทธิภาพของทีมแพทย์ฉุกเฉินยังต้องสามารถกู้ชีวิตของผู้ป่วยให้รอดพ้นจากนาทีมรณะให้ได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถลดความรุนแรงของอาการแทรกซ้อนที่ช่วยให้ผู้ป่วยออกห่างจากภาวะวิกฤติให้ได้มากที่สุด

ลองหลับตานึกดูสิครับว่า หากมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินเช่นนี้ในประเทศ ไทย เราจะสามารถรักษาชีวิตผู้ป่วยจากอุบัติเหตุได้มากสักเท่าไหร่

แต่เราไม่ต้องรอนานครับ เพราะวันนี้ ด้วยการขยายเครือข่ายความร่วมมือทางการแพทย์ที่ไม่หยุดยั้งของ BDMS ที่ต้องการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ได้มาตรฐานระดับโลกร่วมกับสถาบันฮันโนเวอร์จึงได้เริ่มต้นขึ้นด้วยการส่งบุคลากรทั้งทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ เข้าไปศึกษาที่โรงเรียนแพทย์ฮันโนเวอร์ เพื่อนำระบบที่มีประสิทธิภาพจากต้นแบบมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยต่ำลงหรือเป็นศูนย์ ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างการจัดตั้งศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินครบวงจรนำร่องในจังหวัดใหญ่ๆ ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เริ่มจากจังหวัดเชียงใหม่ นครราชสีมา อุดรธานี หาดใหญ่ ภูเก็ต รวมทั้งพัทยา และ อ.สนามจันทร์ จ.นครปฐม ควบคู่ไปด้วย โดยการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสองปีนับจากนี้

อย่างไรก็ตาม เราพบว่าผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเกือบทั้งหมดมักประสบปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อ รวมถึงกล้ามเนื้อ ซึ่งเกิดจากการกระแทกหรือปะทะกับสิ่งรอบตัว แต่จะรุนแรงมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการเกิดอุบัติเหตุและอวัยวะส่วนไหนของร่างกายที่ไปรับแรงกระแทก อาการบาดเจ็บเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นผลมาจากอุบัติเหตุในรูปแบบต่างๆเท่านั้น แต่ในคนปกติอย่างเราๆก็เกิดการบาดเจ็บเกี่ยวกับกระดูกและข้อ หรือกล้ามเนื้อได้เหมือนกัน

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป แม้ในยุคนี้ผู้คนจะหันมาให้ความสนใจกับการดูแลตนเองมากขึ้น แต่ปัญหาเกี่ยวกับโรคกระดูกและข้อในปัจจุบันกลับยังคงเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับอัตราการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ โดยเฉพาะผู้คนในวัยทำงาน คนอ้วน และผู้สูงวัย เพราะเมื่อร่างกายเริ่มเสื่อมถอย ความสามารถในการทำงานของกระดูก ส่วนต่างๆของร่างกายก็ย่อมลดลง ขณะที่คนในวัยหนุ่มสาวก็อาจประสบปัญหาจากการเป็นโรคเหล่านี้ได้ก่อนวัยอันควร หากโหมใช้ร่างกายโดยขาดความระมัดระวัง เช่น การเล่นกีฬา ที่มักพบว่าเกิดการบาดเจ็บเนื่องจากการใช้งานกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อเกินกว่าความสามารถในการรองรับ

ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ครับว่า ในร่างกายคนเราประกอบด้วยโครงกระดูกมากกว่า 200 ชิ้น แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ “กระดูกแกน” ซึ่งเป็นกระดูกที่อยู่บริเวณกลางๆของร่างกาย ได้แก่ กระดูกกะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง และ “กระดูกรยางค์” เป็นกระดูกที่อยู่รอบนอก ช่วยในการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยมีหน้าที่หลักในการช่วยพยุงและป้องกันอวัยวะภายในของร่างกาย เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ ช่วยในการเคลื่อนไหวโดยทำงานร่วมกันกับกล้ามเนื้อ สร้างเม็ดเลือด โดยไขกระดูกที่อยู่ภายในกระดูกจะทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว เป็นแหล่งสะสมสำคัญของธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส การทำงานของกระดูกยังต้องอาศัยข้อต่อเพื่อเชื่อมต่อกัน ช่วยยึดเสริมความแข็งแรง ทำให้มีความยืดหยุ่นขณะเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ดังนั้นบ่อยครั้งที่พบว่า การบาดเจ็บไม่ได้เกิดจากความผิดปกติที่กระดูกเพียงแห่งเดียว แต่ยังเกิดจากข้อต่อต่างๆที่เชื่อมต่อจากกระดูกเหล่านั้นด้วยนั่นเอง

โรคเกี่ยวกับกระดูกที่พบมากนอกเหนือจากการบาดเจ็บจากการกระแทก ได้แก่ โรคกระดูกพรุน โรคกระดูกทับเส้น โรคเส้นทับกระดูก กระดูกเคลื่อนหรือหลุดออกจากข้อ และโรคกระดูกเสื่อม ขณะที่โรคเกี่ยวกับข้อที่พบมากได้แก่ โรคเกาต์ โรค ข้อกระดูกสันหลังอักเสบ โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคข้อเสื่อม โรคข้อเข่าเสื่อม โรครูมาตอยด์ โรคข้ออักเสบติดเชื้อ เป็นต้น

เมื่อเกิดความผิดปกติกับกระดูกและข้อ เราควรไปพบแพทย์โดยเร็วนะครับ เพื่อป้องกันการลุกลามของโรคจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยจะมี อาการเจ็บปวดเป็นระยะ นับเป็นโรคที่นำมาซึ่งความยากลำบากในการใช้ชีวิตอยู่ไม่น้อย และแม้ว่าการรักษาผู้ป่วยกระดูกจะเป็นหน้าที่หลักของศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์โดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่ผู้ป่วยส่วนหนึ่งยังคงประสบปัญหาภายหลังการรักษา เช่น กระดูกติดผิดรูป กระดูกไม่ติดกัน พิการ มีอาการเจ็บปวด หรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนเดิม ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งอาจเกิดจาก การที่ผู้ป่วยได้รับการตรวจวินิจฉัยไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจเกิดจากศัลยแพทย์ขาดทักษะ ความชำนาญ รวมถึงความก้าวหน้าในการรักษา

ด้วยเหตุนี้ แผนกศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา จึงได้มีการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อการรักษาโรคกระดูกอย่างต่อเนื่องจนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับโลกว่า เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษาวิจัยองค์ความรู้ด้านการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูกและข้อที่มีความเป็นเลิศในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านออร์โธปิดิกส์ โดยเป็นศูนย์รวมความเชี่ยวชาญในหลายสาขาของออร์โธปิดิกส์และผลการศึกษาวิจัยทางคลินิก รวมถึงการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ซึ่งมีรางวัลและการรับรองต่างๆเป็นเครื่องการันตีอย่างมากมาย

เช่นเดียวกับ สถาบันโรคข้อและกระดูก มหาวิทยาลัยมิสซูรี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านโรคกระดูกและข้อ โดย เฉพาะความสำเร็จในการคิดค้นนวัตกรรมการรักษาโรคข้อเข่าด้วยการปลูกถ่ายกระดูกอ่อน หรือไบโอจอยท์ (Biojoint) ด้วยนวัตกรรมมิสซูรี ออสทีโอคอนดรอล แอลโลกราฟ พรีเซอร์เวชั่นซิสเต็ม (Missouri Osteochondral Allograft Preservation System : MOPS) โซลูชั่นทางชีวภาพที่ไม่ใช่การซ่อมแซม แต่เป็นการฟื้นฟูให้สามารถยืดอายุการเก็บรักษาเซลล์กระดูกและกระดูกอ่อนที่ได้รับบริจาค เพื่อการปลูกถ่ายเซลล์ได้นานถึง 60 วัน ทำให้โอกาสการใช้เซลล์เพิ่มขึ้นไปถึง 90% จากเดิมที่ใช้ได้เพียง 20% สำหรับการผ่าตัด เปลี่ยนข้อเข่า แทนการใช้ข้อเทียมที่ทำมาจากวัสดุที่เป็นพลาสติกหรือโลหะ ซึ่งมีข้อจำกัดในการใช้งาน วิธีการรักษานี้

ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มนักกีฬาอาชีพของสหรัฐอเมริกา ที่บาดเจ็บจนต้องเปลี่ยนกระดูกและข้อ ทำให้นักกีฬาเหล่านั้น ไม่ต้องใช้อวัยวะหรือข้อเทียมเช่นที่ผ่านมา รวมถึงผู้ป่วยที่เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งกระดูกก็ให้ความสนใจต่อการรักษาด้วยรูปแบบนี้เช่นเดียวกัน

และด้วยความร่วมมือของเครือข่ายทางการแพทย์ของ BDMS ในการยกระดับการแพทย์ไทยและเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ นำมาสู่การจัดงาน “การประชุมทางวิชาการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ประจำปีพุทธศักราช 2559” (BDMS Annual Academic Meeting 2016) ภายใต้หัวข้อ “สุดยอดเครือข่ายสาธารณสุข จากงานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์” (Excellent Healthcare Network Through Research and Innovation)

โดยมีหัวข้อการบรรยาย การสัมมนา และการฝึกปฏิบัติการครอบคลุมสาขาวิชาการต่างๆทางการแพทย์ ทันตกรรม เภสัชกรรมการพยาบาล งานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์และสาขาอื่นๆมากถึง 189 หัวข้อ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและต่างประเทศกว่า 190 คน

การบรรยายพิเศษ Pre-congress meeting สำหรับผู้ที่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้า จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน 2559 โดยมีวิทยากรพิเศษจาก 3 สถาบันความร่วมมือ ได้แก่ สถาบันฮันโนเวอร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และสถาบันโรคข้อและกระดูก มหาวิทยาลัยมิสซูรี เข้าร่วมบรรยายในงานประชุมวิชาการครั้งนี้ด้วย ส่วนในภาค Main congress meeting ซึ่งเป็นการบรรยายพิเศษสำหรับบุคคลทั่วไป จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กันยายน 2559

การประชุมทางวิชาการครั้งนี้ นับเป็นวาระสำคัญที่แสดงถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติขององค์เครือข่ายทางการแพทย์ของไทยกับสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำระดับโลกอย่างเป็นทางการ เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาการทางการแพทย์ใหม่ๆที่มีความทันสมัยและได้มาตรฐานสากลเข้ามาดูแลและฟื้นฟูสุขภาพให้กับ
คนไทยอีกด้วย

ผมยังมั่นใจว่า ในอนาคตอันใกล้นี้เราจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อการดูแลสุขภาพร่างกายเพิ่มขึ้นอีกมากมาย โดยเฉพาะการรักษาและฟื้นฟูร่างกายจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และโรคกระดูกและข้อที่เรากำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ ตาม การดูแลสุขภาพและใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท เพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์เป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ.

โดย :ร­ายทาง
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

3 ก.ย. 2559 08:50 3 ก.ย. 2559 08:58 ไทยรัฐ