วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“รัฐประหาร” โดยรัฐสภา? เด็ดปีกผู้นำหญิงบราซิล!

อนิจจัง!–ประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟฟ์ (กลาง) ชูมือรองประธานาธิบดีมิเชล เตเมร์ (ซ้าย) และอดีตประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ที่หน้าทำเนียบพลานัลโต ในกรุงบราซิเลีย ในวันสาบานตนรับตำแหน่งสมัยแรกของรุสเซฟฟ์และเตเมร์ เมื่อ 1 ม.ค.2554 (รอยเตอร์)

เพิ่งเสร็จสิ้นการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก “ริโอเกมส์ 2016” ไปไม่นาน “สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล” ประเทศใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา มีประชากรกว่า 206 ล้านคน ก็ตกเป็นข่าวใหญ่อีก เมื่อวุฒิสภาลงมติถอดถอนนางดิลมา รุสเซฟฟ์ ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศ ด้วยคะแนน 61-20 เสียง เมื่อ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา

รุสเซฟฟ์วัย 68 ปี ถูกรัฐสภาเปิดกระบวนการถอดถอน “อิมพีชเมนต์” ตั้งแต่ 2 ธ.ค.ปีที่แล้ว ก่อนถูกวุฒิสภาลงมติพักงานเมื่อ 12 พ.ค.

ปีนี้ ในข้อหาโยกย้ายถ่ายเทงบประมาณของรัฐอย่างผิดกฎหมายเพื่อปกปิดภาวะขาดดุล ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ 26 ต.ค.2557 ซึ่งเธอชนะ ได้เป็นผู้นำสมัยที่ 2

การถอดถอนรุสเซฟฟ์ทำให้พรรคคนงาน (พีที) ฝ่ายซ้าย สูญเสียอำนาจที่ครองมา 13 ปี ตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ผู้ชูรุสเซฟฟ์ขึ้นมาเป็น “ทายาทอำนาจ” และส่งผลให้พรรคขบวนการประชาธิปไตยบราซิล (พีเอ็มดีบี) ฝ่ายขวา-กลาง อดีตพรรคร่วมรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุด ผงาดขึ้นมากุมอำนาจแทน

ทันทีที่ถูกถอดถอน อดีตรองประธานาธิบดี มิเชล เตเมร์ ผู้นำพรรคพีเอ็มดีบี วัย 75 ปี ผู้รักษาการประธานาธิบดีแทนรุสเซฟฟ์ ก็สาบานตนเข้ารับตำแหน่งแทนทันทีจนกว่าจะหมดวาระสมัยที่ 2 ของรุสเซฟฟ์ในปี 2561

รุสเซฟฟ์ยืนยันมาตลอดว่า ตนบริสุทธิ์ แต่ถูก “ก่อรัฐประหารโดยรัฐสภา” ถูก “ประหารชีวิตทางการเมือง” ทั้งที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน และชี้ว่า “ตัวการ” ก็คือนายเตเมร์และพรรคพีเอ็มดีบีมิตรเก่านั่นเอง

เธอยังยืนยันว่า การโยกย้ายปรับแต่งบัญชีงบประมาณที่ถูกใช้เป็นอาวุธเล่นงานเธอนั้น รัฐบาลชุดก่อนๆก็ทำกัน และว่าจะ “คัมแบ็ก” หลังวุฒิสภายังปรานี ลงมติปฏิเสธที่จะห้ามเธอเล่นการเมือง 8 ปี แต่เธอหมดสิทธิ์ลงชิงเก้าอี้ผู้นำสมัยหน้าในปี 2561 เพราะรัฐธรรมนูญห้ามประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งเกิน 2 สมัยติดต่อกัน

การถอดถอนรุสเซฟฟ์มีขึ้นท่ามกลางความแตกแยกของประเทศ เพราะเธอมีทั้งคนรักและคนเกลียด ส่วนการกลับมาอีกครั้ง เธออาจลงชิงเก้าอี้ ส.ส., ส.ว. หรือผู้ว่าการรัฐ ระหว่างที่ “เว้นวรรค” รอจนถึงปี 2563 จึงจะมีสิทธิ์ลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสมัยที่ 3!

ก่อนถูกยื่นถอดถอน คะแนนนิยมของรุสเซฟฟ์ตกต่ำอย่างหนัก เพราะตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว เศรษฐกิจบราซิลถดถอยถึง 3.8% (คาดว่าปีนี้จะยังถดถอยอย่างน้อย 3.3%) นอกจากนี้ นักการเมืองทั้งพรรคพีทีและพีเอ็มดีบีจำนวนมาก ก็พัวพันกับคดีคอร์รัปชันมโหฬารใน “เปโตรบาส” บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐบาล จนทำให้ประชาชนโกรธแค้น ออกมาชุมนุมประท้วงตามท้องถนนหลายระลอก

แม้แต่อดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ผู้เคยมีคะแนนนิยมสูง ก็ถูกอัยการควบคุมตัวไปสอบสวนในข้อหาคอร์รัปชันและขัดขวางกระบวนการยุติธรรมในคดีเปโตรบาส เมื่อ 4 มี.ค.ปีนี้ จากนั้น

เมื่อ 29 มี.ค. พรรคพีเอ็มดีบีของเตเมร์ก็ฉวยโอกาสถอนตัวจากรัฐบาลผสมของรุสเซฟฟ์ ทำให้พรรคอื่นๆอีก 4 พรรคถอนตัวตาม และหนึ่งในข้ออ้างการตีจากก็คือหาว่ารุสเซฟฟ์ปกป้องดา ซิลวา “ลูกพี่” ในคดีคอร์รัปชัน!

สัจธรรมที่ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” จึงใช้ได้เหมาะเจาะกับกรณีนี้ เพราะรุสเซฟฟ์เคยซี้ย่ำปึ้กกับเตเมร์และดา ซิลวา ถึงขั้นเลือกเขาเป็น “คู่หู” ลงชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดีทั้ง 2 สมัย ในปี 2553 และ 2557 แต่ด้วยวิถีแห่งการเมืองที่แตกต่าง และ “อำนาจ” ไม่เข้าใครออกใคร จึงมีวันนี้!

รุสเซฟฟ์เป็น “หญิงแกร่ง” มีปูมหลังไม่ธรรมดา บิดาเป็นผู้อพยพชาวบัลแกเรีย มารดาเป็นครูชาวบราซิล เธอเริ่มยุ่งเกี่ยวการเมืองเมื่อเข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธ “แนวหน้าการปฏิวัติพัลมาเรส” ทำสงครามกองโจรต่อสู้รัฐบาลเผด็จการทหาร จนถูกจับติดคุกในปี 2513 ในข้อหาเป็นสมาชิกกลุ่มนี้ซึ่งก่อคดีฆาตกรรมและปล้นธนาคาร

แม้รุสเซฟฟ์ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เธอถูกทรมานในคุกนานกว่า 20 วัน และติดคุกอยู่เกือบ 3 ปี ก่อนถูกปล่อยตัวในปี 2516 และหลังเข้าร่วมพรรคพีที ลูลา ดา ซิลวา ก็แต่งตั้งเธอเป็น รมว.กระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน ทั้งยังได้เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร “เปโตร-บาส” และเป็นหัวหน้าคณะผู้ทำงานให้ดา ซิลวาด้วย ก่อนถูกดันขึ้นชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีทั้ง 2สมัย

รุสเซฟฟ์เคยแต่งงานและหย่าขาดจากสามี 2 คน เธอมีลูกสาว 1 คน ชื่อ “พอลา” และมีหลานชาย 2 คน ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองปอร์โต อเลเกร ทางภาคใต้ บ้านเกิดของรุสเซฟฟ์ ซึ่งคาดว่าเธอจะกลับไป “เลียแผล” ที่นั่นสักพักก่อน ตัดสินใจว่าจะ “คัมแบ็ก” หรือไม่อย่างไร

ส่วนเตเมร์ มีบิดามารดาเป็นผู้อพยพชาวเลบานอน เกิดที่เมืองตีเต รัฐเซา เปาโล ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นลูกคนสุดท้องในทั้งหมด 8 คน จบปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซา เปาโล ในปี 2506 และจบปริญญาเอกสาขานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคาทอลิกในเซา เปาโล ในปี 2517

เตเมร์เขียนหนังสือด้านกฎหมายหลายเล่ม เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ เคยเป็นประธานสำนักงานความปลอดภัยสาธารณะแห่งรัฐเซา เปาโล 2 สมัย เคยเป็นอัยการสูงสุดของรัฐนี้ 2 สมัย และเคยเป็นประธานสภาผู้แทนฯ 3 สมัย เขายังถูกกล่าวหาพัวพันคดีคอร์รัปชันใน “เปโตรบาส” เช่นเดียวกับดา ซิลวา

เตเมร์แต่งงานแล้ว 2 ครั้ง มีลูก 4 คนกับภรรยาคนแรก ภรรยาคนปัจจุบันเป็นอดีตนางงามวัย 33 ปี ชื่อ มาร์เซลลา เทเดสชี มีลูกชายด้วยกัน 1 คน

ถ้าไม่มีอุบัติเหตุ คาดว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้าในปี 2561 ดา ซิลวาจะลงชิงชัยเป็นสมัยที่ 3 แข่งกับเตเมร์ ส่วนความแค้นระหว่างเตเมร์กับรุสเซฟฟ์ยังต้องรอเวลาชำระสะสาง!

บวร โทศรีแก้ว

3 ก.ย. 2559 08:28 ไทยรัฐ