วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"หลอดเลือดแดงโป่งพองแตกเซาะ" คนอายุน้อย..เริ่มเสี่ยง

ข่าวคนอายุน้อย บางคนเพิ่งเริ่มเข้าสู่วัยกลางคน แต่กลับเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ดูเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เป็นที่สงสัยว่า ทำไม...คนอายุน้อยๆจึงเสี่ยงต่อโรคซึ่งเคยเป็นโรคของกลุ่มคนสูงวัยมากกว่า

นพ.วิฑูรย์ ปิติเกื้อกูล รอง ผอ.ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เปิดเผยข้อสงสัยในเรื่องนี้ ว่า ปัจจุบันมีโรคที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเฉียบพลันโรคหนึ่ง ซึ่งเริ่มพบผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือโรคหลอดเลือดแดงโป่งพองแตกเซาะ ที่ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Emergency Aneurysm

“ที่เป็นอันตรายมาก ก็เพราะว่าโรคนี้ส่วนใหญ่คนไข้จะไม่มีการแสดงอาการเลย จนกว่าจะมีการแตกเซาะของผนังเส้นเลือดจากผนังชั้นในเข้าไปในชั้นกลางก่อนถึงชั้นนอก โดยการแตกเซาะของผนังเส้นเลือดจะทำให้เส้นเลือดด้านนอกโป่งออก ส่วนด้านในแฟบเข้ามาทำให้เลือดที่ไหลไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายผิดปกติ” คุณหมอวิฑูรย์บอก พร้อมกับให้ข้อมูลว่า ส่วนใหญ่ถ้าจะตรวจพบก็มักเป็นการตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุของโรคอื่นๆมากกว่า

รอง ผอ.ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก รพ.หัวใจกรุงเทพ อธิบายถึงอาการของโรคนี้ว่า ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกร้าวไปถึงด้านหลัง บางคนอาจเจ็บร้าวลงไปถึงช่องท้อง ในกรณีที่หลอดเลือดแตกเซาะด้านหน้า ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถมาถึงโรงพยาบาลได้ภายใน 48 ชั่วโมง 90% มักเสียชีวิต แต่ถ้าหลอดเลือดแตกเซาะด้านหลัง โอกาสเสียชีวิตจะอยู่ที่ประมาณ 30% เพราะอันตรายน้อยกว่า และสามารถใช้ยาในการรักษาได้

“ครึ่งหนึ่งของคนที่เป็นโรคนี้มักเสียชีวิตก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบาล เพราะอย่างที่บอกว่า โรคนี้ไม่มีการแสดงอาการใดๆ เมื่อมีอาการก็คือเลือดได้แตกทะลุออกมาแล้ว ทำให้ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้น” คุณหมอวิฑูรย์ ยังบอกด้วยว่า สิ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตได้ดีที่สุด คือการนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรับการรักษาโดยการผ่าตัดอย่างทันท่วงที ซึ่งการผ่าตัดต้องเป็นการผ่าตัดโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน บางครั้งต้องใช้ทีมแพทย์ 3-4 คน ไม่รวมวิสัญญีแพทย์ พยาบาลผู้ช่วย ผู้ที่มีความรู้ทางเทคนิค และการเตรียมตัวที่รวดเร็ว เช่น การจองเลือด เกล็ดเลือด รวมถึงความพร้อมของอุปกรณ์ที่ทันสมัยด้วย

“ปัจจุบันเราพบว่าคนไข้โรคนี้มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ บางคนอายุไม่ถึง 30 ปี ก็มีอาการแล้ว โดยปัจจัยเสี่ยงมาจากหลายอย่างทั้งพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม และการมีโรคประจำตัวที่ผู้ป่วยเองไม่เคยรู้มาก่อน เพราะไม่เคยตรวจสุขภาพหรือตรวจร่างกายเลย เนื่องจากคิดว่าอายุยังน้อยคงไม่เป็นไร”

ซึ่งนั่นถือเป็นความคิดที่ผิดมากๆ คุณหมอวิฑูรย์บอกว่า โรคบางโรคที่เราคิดว่าเป็นในคนอายุมาก ทุกวันนี้คนอายุน้อยก็ป่วยด้วยโรคเหล่านั้นได้ ทั้งโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเครียด รวมไปถึงคนที่ใช้ชีวิตอย่างไม่ระมัด ระวัง เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่

คุณหมอวิฑูรย์ เล่าว่า เคยผ่าตัดคนไข้อายุแค่ 29 ปี ที่อยู่ๆก็มีอาการปวดร้าวไปข้างหลัง ขาข้างขวาหมดแรง เดินไม่ได้ ไม่นานขาข้างซ้ายก็หมดแรงตามมา มีอาการแน่นหน้าอกมาก เหนื่อย หายใจไม่ทัน ตัวเริ่มเขียว หลังเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์ พบว่ามีอาการของหลอดเลือดแดงโป่งพองแตกเซาะ ตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง วัดความดันที่ขาไม่ได้ เกิดการอุดตันในเส้นเลือดที่ขาทั้งสองข้าง วัดความดันที่ขาไม่ได้ ออกซิเจนในกระแสเลือดน้อยกว่า 90% มีภาวะลิ้นหัวใจรั่วมาก เพราะการแตกเซาะของหลอดเลือดย้อนกลับมาที่หัวใจทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว และบางส่วนยังเซาะลงไปรอบๆ เส้น เลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ และเส้น เลือดที่ไปเลี้ยงสมอง

“ครั้งนั้น บอกเลยว่าเป็นการผ่าตัดที่วัดกันนาทีต่อนาทีเลยทีเดียว เพราะต้องผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ออกจากหัวใจและเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง รวมทั้งเส้น เลือดที่ไปเลี้ยงแขนทั้ง 2 ข้าง ร่วมกับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ โชคดีที่ทีมแพทย์มีความชำนาญและทำงานร่วมกันได้ดี ผู้ป่วยรอดชีวิตแต่ต้องทำกายภาพบำบัดอยู่ระยะหนึ่งจึงแข็งแรงและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้” รอง ผอ.ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก รพ.หัวใจกรุงเทพ บอก

คุณหมอวิฑูรย์ บอกอีกว่า จริงๆโรคนี้อาจใช้ยารักษาได้ในกรณีที่หลอดเลือดแตกเซาะด้านหลัง แต่การใช้ยารักษา โอกาสรอดชีวิตอาจอยู่ที่ประมาณ 70% ซึ่งถ้าผ่าตัดโอกาสรอดชีวิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 80-85% แต่ถ้าเป็นการแตกเซาะด้านหน้า ต้องใช้การผ่าตัดช่วยชีวิตเท่านั้น

ปัจจุบันพบคนอายุไม่ถึง 40 ปีก็อาจมีอาการป่วยด้วยโรคนี้ จากเดิมที่มักเป็นในคนอายุ 60-70 ปี หรืออย่างน้อยก็ประมาณ 40 ปี ขึ้นไป ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมีทั้งเรื่องอ้วน น้ำหนักเกิน ความดันโลหิตสูง ความเครียด โดยโรคนี้ มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

คุณหมอวิฑูรย์ ทิ้งท้ายว่า การลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดแดงโป่งพองแตกเซาะ สามารถทำได้โดยไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่อ้วนจนเกินไป ถ้าป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง ต้องควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และตรวจร่างกายสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบความผิดปกติจะได้รีบรักษาได้อย่างทันท่วงที.

2 ก.ย. 2559 12:55 ไทยรัฐ