วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชง 'มท.' จัดเลือกตั้ง สปท.ขยับแล้ว ลดอำนาจกกต. ให้คสช.มาดูแล

สปท.เดินเครื่องชงร่าง ก.ม.เลือกตั้ง-พรรคการเมือง ลุยล้างระบบเลือกตั้ง ขุดข้อเสนอยุค “บวรศักดิ์” มอบดาบมหาดไทยจัดเลือกตั้งเบ็ดเสร็จ ตั้งสินบน ชี้เบาะแสโกงเลือกตั้งคดีละแสน “เสรี” แจง มท.แค่คุมคูหา กกต.ถืออำนาจแจกใบแดง-เหลือง “วันชัย” โต้ย้อนยุคประเคนอำนาจ มท. อ้าง คสช.กำลังพลพร้อมลงพื้นที่จับทุจริต-ป้องเหตุป่วน เผยงัดยาแรงตัดสิทธิการเมืองตลอดชีพ พ่วงฟันอาญา หน.พรรค-กก.บห.ปล่อยผู้สมัครโกง ซื้อเสียงเจอโทษแบนชั่วชีวิต จำคุก 10 ปี “สมพงษ์” ดันไพรมารีโหวต สมาชิกเคาะผู้สมัคร ส.ส.สกัดเจ้าของพรรคจิ้มตามอำเภอใจ “ไพบูลย์” ส่งเจแปนโมเดลสกัดทุนสามานย์ หั่นงบฯ-ลดเวลาหาเสียงแค่ 15 วัน “นิพิฏฐ์” เฉ่งสร้างปัญหาคนหน้าใหม่ไม่ได้เกิด “มีชัย” เหน็บศาล รธน.ตีเรื่องคืนขัด รธน.ม.37/1 “บิ๊กตู่” ครวญทำงาน 2 ปีเครียดจนไม่ฝันถึงใคร

จากกรณีที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องเร่งจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับก่อน เพื่อให้เสร็จทันการจัดการเลือกตั้งช่วงเดือน พ.ย.ปี 2560 ตามโรดแม็ป ล่าสุด สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เตรียมส่งข้อเสนอจัดทำร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง เน้นวางมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้งเข้มข้น โดยให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบจัดการเลือกตั้งครบวงจรทุกระดับ

สปท.จ่อชง ก.ม.ลูกปฏิรูปการเมือง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ก.ย.ที่รัฐสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งข้อเสนอกฎหมายลูก 4 ฉบับของสปท.ให้ กรธ.ประกอบการพิจารณายกร่างกฎหมายลูกว่า สปท.การเมืองพิจารณากฎหมายลูกเสร็จแล้ว 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองและร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.สาระสำคัญ คือ การวางแนวทางเรื่องการปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชนโดยแท้จริง ไม่ใช่พรรคของนายทุน และการวางแนวทางจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนอีก 2 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการเลือกตั้ง และร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. ยังไม่เสร็จ แต่ใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ได้รายงานความคืบหน้าเรื่องข้อเสนอกฎหมายลูก 4 ฉบับ ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทราบ ขึ้นอยู่กับมติวิป สปท.จะให้ สปท.การเมืองส่งกฎหมายลูกที่เสร็จแล้ว 2 ฉบับไปให้ กรธ.ก่อน หรือจะรอให้ส่งไปพร้อมกันทีเดียวทั้ง 4 ฉบับ

ย้อนยุค มท.จัดเลือกตั้งเบ็ดเสร็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เรื่องข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ที่นำเสนอต่อ กรธ. มี 27 หน้า แบ่งเนื้อหาเป็น 11 ส่วน มีสาระสำคัญที่น่าสนใจ อาทิ 1.การให้ กกต.ดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทยจัดเลือกตั้ง ส.ส. การได้มาซึ่ง ส.ว. และการเลือกตั้งสภาท้องถิ่น การออกเสียงประชามติ 2.การตัดสิทธิบางประการแก่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุอันควร โดยเฉพาะข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องรับโทษทางวินัย หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 3.การลดภาระค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองในการหาเสียง ให้รัฐสนับสนุนและช่วยเหลือการหาเสียงของผู้สมัครอาทิ การพิมพ์ป้ายโฆษณาหาเสียง รวมถึงห้ามผู้สมัคร และ ส.ส.บริจาคช่วยประเพณีงานศพ งานแต่งงาน งานบวช ภายในเขตเลือกตั้งของตนเอง 4.การยกเลิก กกต.จังหวัด เพื่อให้การดำเนินงานของ กกต.มีประสิทธิภาพ โดยมีอำนาจสั่งฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ช่วยเหลือ กกต.ระหว่างเวลาการเลือกตั้ง โดยมี กกต.เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด

ตั้งสินบนชี้เป้าทุจริต ลต.คดีละแสน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 5.การทำสำนวนสอบสวนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้เสร็จภายใน 15 วัน และส่งให้ กกต.เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลภายใน 15 วัน โดยให้ศาลพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งภายใน 30 วัน 6.กรณีที่ประชาชนชี้เบาะแสการทุจริตเลือกตั้งให้ กกต.ทราบ เมื่อดำเนินคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ผู้ชี้เบาะแสได้รับเงินตอบแทนไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท 8.การจะวินิจฉัยให้เลือกตั้งใหม่หรือไม่ ให้พิจารณาถึงความแตกต่างของผลคะแนนระหว่างผู้แพ้และผู้ชนะเลือกตั้งประกอบ หากคะแนนผู้แพ้และผู้ชนะเลือกตั้ง มีความแตกต่างกันมาก แม้จะเลือกตั้งใหม่ก็ไม่ทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ควรให้เลือกตั้งใหม่ แต่ให้ไปดำเนิน คดีกับผู้กระทำผิดทางอาญาและทางแพ่งแทน

ให้ คสช.–กกต.คุมเข้มเลือกตั้งปี 60

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่บทเฉพาะกาลควรกำหนดว่า เพื่อป้องกันข้อครหาว่า เป็นการปฏิวัติที่ล้มเหลว และเพื่อให้การเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2560 เป็นต้นแบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม คสช.ในฐานะผู้ทำรัฐประหารต้องมีบทบาทสำคัญร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ กกต.ในการควบคุมและดำเนินการจัดเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยก่อนที่จะจัดเลือกตั้งปี 2560 จะต้องทดลองจัดเลือกตั้งล่วงหน้า 6 เดือน โดยการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นตามภูมิภาคต่างๆเป็นพื้นที่ทดลอง เพื่อศึกษาข้อดี ข้อเสียที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง และนำข้อสรุปที่ได้มาเป็นแนวทางจัดการเลือกตั้งในปี 2560 ต่อไป

ชี้ มท.ดูหน่วย ลต.กกต.แจกเหลือง–แดง

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน สปท.การเมือง ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ข้อเสนอของ สปท.เรื่องการให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งนั้น หมายถึงการให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานฝ่ายปฏิบัติในการจัดการเลือกตั้ง เช่น ใช้เจ้าหน้าที่จากกระทรวงมหาดไทยมาประจำหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ แทน กกต. รวมถึงเรื่องอื่นที่ กกต.จะมอบหมายให้ปฏิบัติ ส่วนการวินิจฉัยให้ใบเหลือง ใบแดง ยังเป็นของ กกต.เช่นเดิม เพื่อบริหารจัดการอำนาจให้มีประสิทธิภาพ ส่วนข้อเสนอบทเฉพาะกาลที่ให้ คสช.ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ กกต.ในการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมนั้น หมายถึงการให้คสช.มีหน้าที่ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง คอยสอดส่องดูแลไม่ให้มีการทุจริตซื้อเสียง โดยใช้กำลังทหารเข้ามาช่วยตรวจจับการซื้อเสียง เพื่อไม่ให้มีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง รวมทั้งให้เข้าไปช่วยงานตามที่ กกต.ร้องขอมา แต่ไม่ถึงขั้นที่ คสช.จะมีอำนาจเหนือ กกต.ในการจัดเลือกตั้ง หรือจะเข้ามามีส่วนร่วมวินิจฉัยคดีทุจริตเลือกตั้งร่วมกับ กกต.

ปัดฝุ่นข้อเสนอ “บวรศักดิ์” ขึ้นมาใหม่

นายวันชัย สอนศิริ สปท.การเมือง กล่าวว่า ข้อเสนอของ สปท.การเมือง ไม่อยากให้ กกต.เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง โดยให้กระทรวงมหาดไทยมาจัด เลือกตั้งแทนในทางปฏิบัติทั้งหมด เหมือนข้อเสนอก่อนหน้านี้ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย กกต.จะมีหน้าที่แค่กำกับดูแลการเลือกตั้งและการวินิจฉัยคดีให้ใบเหลือง ใบแดงเท่านั้น การให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งเองจะมีประสิทธิภาพดีกว่า กกต.จะจัดเลือกตั้งเอง และตรวจสอบเอง ดูแล้วไม่เหมาะเท่าใด ไม่ใช่การย้อนยุคไปเหมือนในอดีตที่ให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง เพราะถึงอย่างไร กกต.ยังคงมีอำนาจกำกับดูแลตรวจสอบ และกระทรวงมหาดไทยยังเป็นลูกน้องของ กกต.อยู่ ส่วนการตั้งรางวัลสินบนนำจับ 1 แสนบาท แก่ผู้ชี้เบาะแสทุจริตเลือกตั้งนั้น เพื่อสร้างแรงจูงใจ และสนับสนุนให้ประชาชนตื่นตัวและมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง หากใครไปกลั่นแกล้ง หรือสร้างหลักฐานเท็จ เพื่อหวังรางวัลนำจับ จะมีบทลงโทษรุนแรงคอยควบคุมอยู่ไม่ให้กลั่นแกล้งกันได้ กว่าจะได้รางวัลนำจับต้องพิสูจน์พยานหลักฐานจนคดีถึงที่สุดแล้ว

คสช.ส่งคนลงพื้นที่สกัดโกง–เหตุป่วน

นายวันชัยกล่าวว่า ส่วนการให้ คสช.ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ กกต.ในการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เกิดจากเจตนาต้องการให้การเลือกตั้งมีความเที่ยงธรรม ไม่มั่นใจว่าลำพัง กกต.จะควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมได้หรือไม่ จึงต้องใช้สรรพกำลังของ คสช.ทั้งทหาร ตำรวจ เข้ามาช่วยทำงานร่วมกับ กกต.เต็มที่ เพราะ กกต.เพียงฝ่ายเดียวอาจทำงานยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ ดังนั้น คสช.จะเข้ามาช่วยเสริมและสนับสนุนทุกเรื่อง เพื่อให้เกิดพลังทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม เช่น การสอดส่องดูแลการซื้อเสียง การลงพื้นที่หาข่าวการทุจริตเลือกตั้ง การดูแลความสงบเรียบร้อยในช่วงการเลือกตั้ง

ตัดสิทธิ หน.พรรคปล่อยลูกพรรคทำผิด

นายวันชัย ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.กล่าวว่า ข้อเสนอของคณะทำงานเรื่องร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะส่งให้ กรธ.พิจารณานั้น มุ่งเน้นเรื่องการทำให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม โดยวางมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มงวด อาทิ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคต้องเข้มงวด ป้องปรามดูแลลูกพรรคไม่ให้กระทำทุจริตเลือกตั้ง ไม่ใช่สักแต่หาเสียงให้ได้ชัยชนะ หากพบว่าลูกพรรคทุจริตเลือกตั้ง โดยที่หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคเพิกเฉย ไม่ใส่ใจ หัวหน้าพรรคต้องมีความผิดไปด้วย มีบทลงโทษถึงขั้นถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต มีความผิดทางอาญา และหากการทุจริตนั้นเป็นเหตุให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจัดการเลือกตั้งด้วย จะมาอ้างว่าไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นไม่ได้ คล้ายกับการเอาผิดพ่อแม่เด็กแว้นด้วย หากปล่อยปละละเลยให้บุตรหลานไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

เล่นงานหนักซื้อเสียงติดคุก 10 ปี

นายวันชัยกล่าวว่า ขณะเดียวกันจะมีบทกำหนดโทษรุนแรงแก่ผู้ทุจริตเลือกตั้ง ทั้งการตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต การจำคุกสูงสุด 10 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ให้มีอายุความ 20 ปี เพื่อให้เกิดความหวาดกลัวไม่กล้ากระทำผิด นอกจากนี้ยังเสนอข้อห้ามผู้สมัคร และ ส.ส.ให้เงินช่วยเหลือตามงานประเพณีแต่งงาน งานบวช งานศพ ภายในเขตเลือกตั้งของตน เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงทางอ้อม การกำหนดให้ประชาชนสามารถเป็นผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษคดีทุจริตเลือกตั้งได้เอง ไม่จำเป็นต้องให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ รวมทั้งกระบวนการพิจารณาคดีทุจริตเลือกตั้ง จะต้องมีความรวดเร็ว กำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด

เข็นมาตรการปลดแอกเจ้าของพรรค

ด้านนายสมพงษ์ สระกวี กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง กล่าวว่า คณะทำงานสรุปข้อเสนอแนะร่าง พ.ร.บ.พรรค การเมืองที่จะส่งให้ กรธ.ไปประกอบการพิจารณาเขียนกฎหมายลูกเสร็จแล้ว มีสาระสำคัญคือ การทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นพรรคของนายทุน มีหลักการสำคัญ อาทิ ให้สมาชิกพรรคต้องเสียค่าธรรมเป็นรายปีแก่พรรคการเมืองปีละไม่เกิน 200 บาท เพื่อให้ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของพรรคอย่างแท้จริง การกำหนดให้ผู้สมัครเลือกตั้งที่จะลงสมัครในพื้นที่ใด ต้องมีสมาชิกพรรคในพื้นที่นั้น 300-500 คน จากเดิมลงสมัครได้เลย ไม่ต้องมีฐานเสียงของสมาชิกพรรคในพื้นที่

แพลม กกต.พยักหน้าส่อเอาด้วย

นายสมพงษ์กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอการให้สมาชิกพรรคแต่ละพื้นที่ มีส่วนร่วมคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.หรือไพรมารีโหวตนั้น คณะทำงานเห็นว่าหัวหน้าพรรคต้องส่งรายชื่อผู้สมัครตามที่สมาชิกพรรคแต่ละพื้นที่คัดเลือกมา ไม่ควรส่งผู้สมัครตามใจหัวหน้าพรรค เพื่อให้ความสำคัญแก่สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมการเลือกเฟ้นผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรค อย่างไรก็ตามข้อเสนอเรื่องไพรมารีโหวต คณะทำงานส่งเป็นเพียงคำแนะนำที่ให้ กรธ.พิจารณาเท่านั้น ไม่ได้ระบุว่าต้องเขียนอยู่ใน พ.ร.บ.พรรคการเมือง เบื้องต้นส่งให้ กกต.พิจารณาพบว่ามีแนวโน้มที่ดี กกต.เห็นด้วยในเนื้อหาหลายเรื่อง หลังจากนี้จะส่งให้ กรธ.พิจารณาต่อไป ส่วนตัวอยากให้บังคับใช้ข้อเสนอเหล่านี้ในการเลือกตั้งปลายปี 2560 ทันที

“ไพบูลย์” ชูเจแปนโมเดลชนทุนสามานย์

สำหรับกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกลุ่ม 40 ส.ว.และผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป จะยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูประบบเลือกตั้ง อาทิ ห้ามการปราศรัยใหญ่ในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.วันเดียวกัน นายไพบูลย์กล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะทำข้อเสนอการปฏิรูประบบการเลือกตั้ง ส.ส.ต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้พิจารณาประกอบในการยกร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ยึดการถอดบทเรียนจากประชามติโมเดล เพื่อใช้กับการเลือกตั้ง ส.ส.ปลายปี 60 เพื่อให้ปฏิรูประบบการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นรูปธรรม ยึดรูปแบบการเลือกตั้งแบบญี่ปุ่นหรือเจแปนโมเดล ลดการใช้เงินทุนนำการเมือง เพื่อให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองเป็นอิสระจากนายทุน หรือทุนสามานย์จากนักธุรกิจการเมือง แล้วครอบงำทั้งคนทั้งพรรคเพื่อถอนทุน นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันอย่างที่ผ่านมา

หั่นวงเงินหาเสียง–ปลดแอกนายทุน

นายไพบูลย์กล่าวว่า ขณะเดียวกันจะกำหนดว่าสิ่งใดทำได้และทำไม่ได้ เช่น วงเงินหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขต คนละ 1.5 ล้านบาท จะเสนอให้ยกเลิก และให้ใช้เงินหาเสียงน้อยกว่าที่เคยกำหนด สิ่งที่จะทำได้ คือ 1.ยึดการหาเสียงแบบญี่ปุ่นคือ ผู้สมัครแต่ละเขตจะมีทีมผู้ช่วยได้ 5 คนกับรถหาเสียงติดลำโพงขยายเสียง 1 คัน และต้องรายงานค่าใช้จ่ายต่อ กกต. 2.จัดส่งรูป ประวัติ คุณสมบัติและนโยบายพรรคให้ กกต.จัดพิมพ์ให้เป็นรูปแบบเดียวกัน เพื่อนำติดในที่ กกต.กำหนด 3.ลดระยะเวลาหาเสียงของผู้สมัครลงเหลือแค่ 15 วันก่อนวันเลือกตั้ง 4.รูปประวัติ-นโยบายพรรค หรือการแนะนำตัว ให้ กกต.จัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม ส่งให้ทุกครัวเรือนให้ประชาชนพิจารณา 5.กำหนดให้พรรคที่จะส่งคนลงสมัครต้องเป็นพรรคระดับชาติคือ ต้องส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ส.เขตคือ ต้องส่งที่ 115 เขตจาก 350 เขต และกระจายทั้ง 4 ภาคหลัก ทั้งนี้ข้อเสนออาจได้รับการคัดค้านจากกลุ่มทุนหรือผู้บริหารพรรคการเมือง เพราะจะทำให้ขาดเครื่องมือควบคุม ผู้สมัคร ส.ส.จะมีอิสระไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของนายทุนและกรรมการบริหารพรรค

“เสรี” แย้งห้ามหาเสียงผิดธรรมเนียม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ขับ เคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวถึงข้อเสนอของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ที่เสนอห้ามผู้สมัครเลือกตั้งหาเสียง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกพรรคว่า เป็นข้อเสนอที่เป็นไปได้ยาก โดยธรรมชาติการเลือกตั้ง นักการเมืองทุกคนต้องหาเสียงเพราะเป็นวัฒนธรรม แต่การหาเสียงสามารถกำหนดวงเงินการหาเสียงได้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของนักการเมืองและให้เกิดความเท่าเทียมกัน การป้องกันผู้สมัครใช้เงินมาก ต้องป้องกันเรื่องการซื้อเสียง แต่การหาเสียงมีความจำเป็นนัก การเมืองต้องปราศรัยนโยบายให้ประชาชนทราบ รวมทั้งต้องหาเสียงให้ประชาชนรู้จัก ส่วนที่เกรงเรื่องหัวคะแนนจะทำให้การเลือกตั้งเกิดการซื้อเสียงนั้น การมีหัวคะแนนไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผิดที่ไปหาคะแนนมาขายให้นักการเมือง หากหัวคะแนนไปหาคนมาฟัง นโยบายพรรค ถือเป็นหน้าที่หัวคะแนน

“นิพิฏฐ์” เฉ่งสร้างปัญหาให้คนหน้าใหม่

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอการหาเสียงเลือกตั้งแบบญี่ปุ่นโมเดลของนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกลุ่ม 40 ส.ว.ว่า รับได้หมดทุกรูปแบบทั้งแบบอเมริกา เยอรมนีหรือญี่ปุ่น แต่ต้องดูบริบทการเมืองของประเทศไทยต่างจากคนอื่น ส่วนการจะให้ กกต.ส่งรูปและประวัติผู้สมัครไปตามครัวเรือนต่างๆ นัก การเมืองเก่าไม่มีปัญหา คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว แต่นักการเมืองเข้ามาใหม่ใครจะรู้จัก แบบนี้ประชาชนจะเลือกหรือไม่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีเวทีปราศรัย เพื่อเป็นพื้นที่ให้นักการเมืองรุ่นใหม่ได้แนะนำตัว ประวัติ วิสัยทัศน์ การทำงาน จะห้ามปราศรัย คนรุ่นเก่าไม่มีปัญหาแน่นอน ส่วนนายไพบูลย์ระบุว่า เป็นการถอดบทเรียนจากการทำประชามตินั้น รูปแบบการทำประชามติ รัฐและผู้มีอำนาจดำเนินการสื่อสารทางเดียว แตกต่างจากการหาเสียงเลือกตั้ง ถ้าไม่มีการหาเสียงปราศรัยชาวบ้านจะตรวจสอบลำบาก

“บุญยอด” ฉะโชว์ออฟเพิ่มราคาตัวเอง

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอให้นายไพบูลย์เลิกยกคุณค่าตัวเองขึ้น โยนประเด็นออกมาสู่สาธารณะ ให้นักการเมืองแสดงความเห็น เพื่อดูแคลนนักการเมืองว่ายังไม่เปลี่ยนแปลง วิธีแบบนี้ใช้มาตั้งแต่การยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แล้ว ยัง ไม่เปลี่ยนที่โยนประเด็นต่างๆให้สังคมถกเถียงในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ทำให้สังคมไทยสับสน ทั้งที่การเลือกตั้งจะเกิดปลายปี 60 เปรียบเหมือนกำลังพูดถึงความฝันของแต่ละคนว่าซื้อหวยแล้วมานั่งฝันว่าจะถูกรางวัลที่ 1 จะใช้เงินอย่างไร เป็นข้อเสนอผิดธรรมชาติ ควรดูว่าเขาทำกันมาอย่างไร ควรไปถามรัฐบาลมากกว่าว่าผู้มีอำนาจกำลังทำอะไรให้ประเทศ และแก้ไขปัญหาปากท้องครัวเรือน ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างไร

อ้าแขนรับเพื่อนนายกฯตั้งพรรค

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี สปท.ระบุกลุ่มเพื่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เตรียมตั้งพรรคการเมืองว่า เป็นสิทธิทำได้ ทุกคนเข้าสู่การ เมืองได้ตามช่องทางที่กำหนดในกฎหมาย ใครจะสมัครเป็นตัวแทนของประชาชน ควรจะประกาศตัวเพื่อให้ประชาชนได้ทราบและเลือก แต่การเสนอตัวเป็นตัวแทนประชาชน ควรเปิดเผยข้อมูล ที่มาที่ไปต่อประชาชนให้มากที่สุด ที่สำคัญคือควรส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง ต้องทำให้ประชาชนทราบข้อมูลว่า คนดีที่ว่าจะทำอะไรให้กับบ้านเมืองอย่างไร

แนะปรับ ครม.ยึดประชาชน

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ได้ออกมาปฏิเสธข้อครหาว่า ปรับ ครม.เพื่อรองรับทหารเกษียณอายุราชการแล้ว เชื่อว่านายกฯคงเข้าใจความรู้สึกประชาชนดี ที่อยากได้คนมีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับงานแต่ละตำแหน่ง มากกว่าผลประโยชน์ พวกพ้องเข้าใจว่า นายกฯต้องการคนที่ไว้วางใจได้ แต่ถ้าได้สเปกทั้งไว้ใจได้ และมีความรู้เหมาะกับงานจะเป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า

“วรชัย” บี้เขียน ก.ม.ลูกให้เป็นธรรม

ด้านนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า รัฐบาลอย่าคิดว่าการที่ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้รัฐบาลอยู่ต่อ แต่ให้คิดอีกทางว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปหรือไม่ จะพิสูจน์ได้คือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตั้งพรรค การเมืองและลงเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อจะได้ทราบว่าประชาชนต้องการให้อยู่ต่อจริงหรือไม่ ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจวันนี้สาหัส เพื่อนบ้านนำเราไปไกล อย่าคิดแต่เรื่องความมั่นคงของรัฐบาล แต่ให้เห็นความสำคัญเรื่องปากท้องของประชาชน อย่ามองว่าประเทศสงบ เพราะทุกอย่างมีการใช้อำนาจกดทับไว้อยู่ เมื่อบ้านเมืองปกติ รัฐบาลปกติเข้ามาจะเดินหน้าอย่างไร ไม่มีอำนาจมาตรา 44 อยู่ ปัญหาต่างๆ จะถูกระเบิดในรัฐบาลหน้าทั้งหมด การใช้มาตรา 44 กดไว้ถึงไม่ระเบิดในวันนี้ แต่อนาคตระเบิดแน่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบให้มีการเลือกตั้งและทำกฎหมายลูกให้ยุติธรรม อย่าเข้าข้างอำนาจของตัวเองให้มากเกินไป

“มีชัย” เซ็นใบมอบฉันทะส่งร่าง รธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญตีกลับเอกสารร่างรัฐธรรมนูญที่ปรับแก้ไขบทเฉพาะกาลแล้ว ด้วยเหตุผลไม่เป็นไปตามระเบียบการยื่นคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ ในช่วงเช้าวันที่ 1 ก.ย. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ลงนามในหนังสือมอบฉันทะให้ ผบ.กลุ่มงานประธานรัฐสภานำส่งร่างรัฐธรรมนูญต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอีกครั้งเรียบร้อยแล้ว

ด้านนายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวว่า ยืนยันปัญหาเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของการปรับแก้ไขแต่อย่างใด เป็นเรื่องขั้นตอนทางธุรการ และเอกสารหลักฐานประกอบการยื่นตีความไม่ตรงกันเท่านั้น สำหรับการประชุม กรธ.ในวันที่ 1 ก.ย.จะหารือการเตรียมยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ กรธ.จะพยายามทำกฎหมายเกี่ยวกับการเลือก ตั้งก่อน 4 ฉบับ เพื่อให้เป็นไปตามโรดแม็ปของคสช.

เหน็บศาล รธน.ส่งเรื่องคืนขัด ม.37/1

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวก่อนเข้าประชุม กรธ.ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญส่งร่างรัฐธรรมนูญกลับมายัง กรธ.ว่า กรธ.จะทำคำชี้แจงและแถลงข่าวถึงกรณีนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่า กรธ.บกพร่อง เราได้เซ็นเอกสารตามระเบียบราชการทุกประการ เรื่องนี้ กรธ.ต้องนำไปเป็นข้อมูลเพื่อนำไปปรับแก้เรื่องการดำเนินการของศาลต่อไป ขนาดตนเป็นนักกฎหมายยังถูกมองว่าเข้าใจผิด ดังนั้นประชาชนจะไปยื่นเรื่องต่อศาลคงจะลำบาก ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอุปสรรคเรื่องขั้นตอนทางราชการและเรื่องเวลา ทั้งที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ระบุชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการตีเอกสารกลับมา มีความขัดแย้งกับมาตรา 37/1 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เมื่อถามว่านายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธาน กรธ. ก็เป็นอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประสานกับศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า ก็คุยกัน นายสุพจน์ได้แต่ส่ายหน้า

ขีดเส้น กกต.2 สัปดาห์ส่งร่าง ก.ม.ลูก

นายมีชัยกล่าวอีกว่า ส่วนการพิจารณากฎหมายลูก 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ในส่วนของ กกต.จะต้องส่งร่างมาให้ กรธ.ทราบเพียงว่าเสร็จไปแล้ว 2 ฉบับ แต่ยังไม่ได้ส่งมาให้พิจารณา หากอีก 2 สัปดาห์ ยังไม่ส่งมา กรธ.อาจจะต้องเขียนเองทั้งหมด

นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า กฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับเสร็จแล้ว จะส่งให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาในวันที่ 2 ก.ย.ร่อนเอกสารโต้ กรธ.ไม่ได้บกพร่อง

นายนรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. แถลงหลังการประชุม กรธ.ว่า หลังจากที่ กรธ.ได้ทำตามขั้นตอนตามที่ศาลรัฐธรรมนูญร้องขอแล้วก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ล่าสุดทราบมาว่า เจ้าที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ลงทะเบียนรับหนังสือเรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรธ.ได้แจกเอกสารคำชี้แจงของ กรธ.ต่อสื่อมวลชนว่า แนวทางที่ กรธ.ดำเนินการไปใน 2 ครั้งแรก ยึดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 37/1 ไม่ต้องทำเป็นคำร้อง เพราะเป็นการติดต่อหน่วยราชการด้วยกัน และเรื่องทำนองเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นในวันที่ 24 ม.ค.51 จากกรณีที่ สนช.เคยส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา และอีกกรณีในวันที่ 16 ต.ค.52 ประธานรัฐสภาเคยส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ทั้ง 2 กรณีเป็นขั้นตอนเดียวกับที่ กรธ.ทำอยู่ ไม่ต้องมอบฉันทะ กรธ.ยังมองว่าศาลรัฐธรรมนูญตีความมาตรา 45 วรรคสองของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไม่ครบถ้วนและไปหยิบใช้ข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 17 การที่ กรธ.ตีความการยื่นเอกสารให้ศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 37/1 จึงไม่สามารถนำเอาข้อกำหนดดังกล่าวมาบังคับใช้ได้

คาดศาล รธน.พิจารณาสัปดาห์หน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลรัฐธรรมนูญว่า เมื่อเวลา 11.45 น. เจ้าหน้าที่รัฐสภานำใบมอบฉันทะที่ กรธ.ลงนามแล้วไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง หลังจากนำกลับไปแก้ไขถึง 2 ครั้ง เพราะเกิดปัญหาเรื่องความไม่สมบูรณ์ของเอกสาร ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญ รายงานข่าวแจ้งว่า หาก กรธ.ปฏิบัติถูกต้องตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันพุธที่ 7 ก.ย.ว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ หากรับไว้พิจารณาจำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติมหรือไม่ขึ้นอยู่กับมติของตุลาการทั้ง 9 คน

ฉะ กรธ.บกพร่องอย่าดึงเรื่องชักช้า

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรหลักที่เป็นที่พึ่งประชาชนชาวไทยมาได้ทุกยุค ทุกสมัย ที่ตีเรื่องคืนแปลว่ามีข้อบกพร่องจาก กรธ. ควรพิจารณาข้อบกพร่องของตน จะถือว่าเคยรู้จักคุ้นเคยกับตุลาการคนหนึ่งคนใดบางคนไม่ได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรหลักของบ้านเมือง ต้องยึดถือหลักการ รูปแบบและเงื่อนไขตามกฎหมายชัดเจน ถ้าจะตำหนิต้องตำหนิ กรธ.ที่บกพร่อง จากนี้ถ้ายังมีการตีกลับไปกลับมาอีกรอบ 3 อาจทำให้พี่น้องประชาชนเคลือบแคลงสงสัยว่า กรธ.ประวิงเวลาให้ชักช้าหรือไม่ จะไม่เป็นผลดีกับ กรธ.เอง

โปรดเกล้าฯเพิ่ม สนช. 250 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) โดยให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว แล้วให้ข้อความว่า ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ถวายคําแนะนํา ให้ สนช.ที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็น สนช. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้โดยให้มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

“บิ๊กป้อม” ปัดโยก “ทวีป” กลับกองทัพ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่า พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อยากกลับไปเกษียณในอัตราจอมพลในกองทัพ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดอัตราจอมพล ประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมว่า จะกลับไปทำไม เป็น พล.อ.แล้ว ไม่มีๆ ข่าวที่ออกมาสื่อไปตั้งกันเองทั้งนั้น

ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ พล.อ.ทวีปถือว่าทำงานได้ดีและเป็นไปอย่างราบรื่น พล.อ.ประวิตรมั่นใจแต่แรกว่าทำงานได้ดี อย่างการปรับโครงสร้าง สมช.เสร็จลุล่วงไปได้พอสมควร การปรับโครงสร้างงานความมั่นคงกำลังสรุปกันอยู่ ยังอยู่ในช่วงต้องทำงาน สำคัญตามที่ พล.อ.ประวิตรมอบหมาย มีเรื่องกฎหมายของฝ่ายมั่นคงหลายฉบับต้องผลักดัน

นายกฯปลื้มยุทธศาสตร์ วปอ.

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่หอประชุมกองทัพเรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นประธานการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหาร 20 ปี พ.ศ.2560-2579 ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 58 วิทยาลัยเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 57 วิทยาลัยการทัพบก ชุดที่ 61 วิทยาลัยการทัพเรือ รุ่นที่ 48 และวิทยาลัยการทัพอากาศ รุ่นที่ 50 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม รวมถึง ผบ.เหล่าทัพเข้าร่วม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า ภูมิใจที่ทุกคนมีส่วนร่วมสร้างอนาคต ดีใจที่การแถลงยุทธศาสตร์ชาติตรงกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ทุกคนคาดหวังว่าหลังจากปี 2560 ประเทศจะมีคนรุ่นใหม่ที่จะไม่เจอกับปัญหาเดิมๆไม่ต้องกลับมาแถลงยุทธศาสตร์ชาติแบบนี้ต้องก้าวไปถึงดาวอังคารหรือนอกโลกได้แล้ว

รับ 2 ปีเครียดจนไม่ฝันถึงใคร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เราจำเป็นต้องเร่งการทำงานบูรณาการขับเคลื่อน 6 กลุ่มงาน เตรียมการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยสากล ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำงานได้ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ แต่หากทำไม่ได้ก็ต้องชี้แจงหรือมีปัญหาก็ใช้การตัดสินของ 2 สภาแล้วนำไปสู่ศาล ไม่ได้ต้องการเอาอำนาจไปอยู่ที่ ส.ว.เพียงแต่ให้มีสิทธิพิจารณาในการทำงานของรัฐบาลบ้าง อย่างไรก็ตาม คนไทยมีสิทธิจะฝันดีก็ฝันได้ ไม่มีอะไรที่ฝันดีแล้วตื่นมาพบความสำเร็จโดยไม่ร่วมมือกัน ทำงาน 2 ปีมานี้ไม่เคยฝันถึงใครเลย ตื่นมาก็คิดแต่เรื่องงาน จะโดนด่าอะไรอีก ทุกคนในรัฐบาลเป็นอย่างนี้หมดเพราะเครียด เข้ามายืนตรงนี้ก็มีแรงศรัทธาว่าต้องทำให้สำเร็จในระยะที่ 1 ให้ได้ ปัญหาเยอะ รู้ตั้งแต่ก่อนเข้ามาอยู่แล้ว แต่ต้องทำให้มีความเชื่อมั่นศรัทธา ทุกคนต้องมีความศรัทธาอย่างที่ตนมี โดยเฉพาะคนไทย เว้นพวกที่ไม่ใช่ นอกจากไม่ศรัทธาแล้ว มันยังทำลายอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 58 เสนอนายกฯให้จัดตั้งหน่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติประสานงานกับทุกกระทรวง รวมทั้งจัดตั้งคณะติดตามการทำงาน โดยให้มีกฎหมายรองรับ ขึ้นตรงกับสำนักงานนายกรัฐมนตรี

“วัฒนา” โวชาวบ้านยังรักนายกฯปู

วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “นายกของประชาชน” ว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ได้ไปต้อนรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายก ที่มาร่วมทำบุญงานฉลองวันคล้ายวันเกิดท่านเจ้าอาวาสวัดสามัคคีธรรม ซอยลาดพร้าว 80 มีประชาชนจากทุกสารทิศมารอรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นจำนวนมาก ภาพที่เห็นคือประชาชนรักและ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีความสุขที่ได้อยู่กับประชาชน แม้วันนี้จะไม่มีตำแหน่ง เพราะถูกเผด็จการทหารยึดอำนาจไปเมื่อสองปีที่แล้ว แต่ประชาชนยังคงเรียกว่า “นายกฯ” ทุกคำ เพราะเป็นตำแหน่งที่ได้มาจากความรักและความศรัทธาของประชาชนที่ไม่ว่าจะเป็นปืน รถถังหรืออำนาจตามมาตรา 44 ก็แย่งเอาไปไม่ได้

นายวัฒนาระบุอีกว่า วันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังต้องผจญวิบากกรรม โดยตั้งธงเอาผิดตั้งแต่แรก จึงถูกสั่งให้ดำเนินคดีโดยไม่ต้องคำนึงถึงความยุติธรรมและทุกคนที่เช็กบิลท่านได้รับการนิรโทษกรรมและปูนบำเหน็จความชอบ ไม่เคยมีความเป็นธรรมและความเห็นใจจากเผด็จการ จะมีเพียงความรัก ความห่วงใยและศรัทธาจากประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นกำลังใจให้เดินหน้าต่อสู้ต่อไป อดีตนายกฯบอกตนว่าพร้อมสู้กับความอยุติธรรมทั้งปวง เพราะมีประชาชนหนุนหลัง จึงขอคารวะให้กับความสง่างามและความกล้าหาญของนายกรัฐมนตรีหญิงที่มาจากประชาชน ขอพรจากพระและขอพลังศรัทธาจากประชาชนช่วยปกป้องคุ้มครองท่านนายกฯให้ได้รับชัยชนะจากหมู่มารทั้งปวง

สนช.รับหลักการ ก.ม.ห้ามรีดดอกโหด

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอมา โดย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นผู้ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า เพื่อปรับปรุงเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ที่ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจำนวนมาก สาระสำคัญจะกำหนดให้การกู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือกำหนดข้อความอันเป็นเท็จเรื่องจำนวนเงินกู้ในหลักฐานการกู้ยืม ให้ถือเป็นความผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเรียกดอกเบี้ยเกินกำหนดเป็นการสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยมีการกระทำขัดต่อความสงบเรียบร้อย ต้องรับโทษหนักขึ้น เป็นจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และกำหนดให้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินด้วย หลังสมาชิก สนช.อภิปรายแสดงความเห็นแล้ว ที่ประชุมให้ความเห็นชอบรับหลักการด้วยคะแนน 169 ต่อ 0 งดออกเสียง 3

สปท.เดินเครื่องชงร่าง ก.ม.เลือกตั้ง-พรรคการเมือง ลุยล้างระบบเลือกตั้ง ขุดข้อเสนอยุค “บวรศักดิ์” มอบดาบมหาดไทยจัดเลือกตั้งเบ็ดเสร็จ ตั้งสินบน ชี้เบาะแสโกงเลือกตั้งคดีละแสน “เสรี” แจง มท.แค่คุมคูหา กกต.ถืออำนาจแจกใบแดง-เหลือง 2 ก.ย. 2559 07:51 ไทยรัฐ