วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เสียงสะท้อนจากความมืด!! เมื่อสงครามยาเสพติดปินส์เริ่มเหนือการควบคุม

ภาพของร่างไร้วิญญาณที่ถูกทิ้งไว้ตามถนน กลายเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในฟิลิปปินส์ไปเสียแล้ว หลังจาก โรดริโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีคนใหม่ประกาศทำสงครามกับยาเสพติด

จนถึงตอนนี้ มีผู้ต้องสงสัยเป็นพ่อค้ายาเสพติดรวมทั้งเป็นผู้เสพ ถูกสังหารไปแล้วมากกว่า 2,000 คน ในจำนวนนี้ราว 750 คนถูกฆ่าในปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นับตั้งแต่ดูเตร์เตรับตำแหน่งเมื่อปลายเดือนมิ.ย. ส่วนที่เหลืออาจเกิดจากฝีมือของผู้ที่ตั้งตัวเป็นศาลเตี๊ย หลังจากประธานาธิบดีผู้ได้รับฉายาว่า 'ผู้ลงทัณฑ์' (The Punisher) ผู้นี้ ประกาศสนับสนุนให้ประชาชนลงมือสังหารอาชญากรด้วยตัวเอง

สงครามยาเสพติดปินส์เริ่มเหนือการควบคุม

รัฐบาลฟิลิปปินส์ระบุว่า มาตรการกวาดล้างยาเสพติดอย่างแข็งกร้าวของดูเตร์เตประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยจนถึงตอนนี้มาผู้ค้าและผู้ติดยาเสพติดเข้ามอบตัวกับทางการแล้วหลายหมื่นคน ขณะที่ประชาชนก็ให้การสนับสนุนมาตรการดังกล่าวอย่างท่วมท้น เห็นได้จะคะแนนความนิยมของดูเตร์เตที่พุ่งสูงถึง 91%

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงาของความชื่นชมนี้ ยังมีเสียงสะท้อนมากมายจากครอบครัวที่ไม่ได้มีความสุข, ช่างภาพผู้เห็นศพมากมายบนถนน หรือ แม่ลูกอ่อนที่ผันตัวเป็นมือปืนรับจ้าง อันเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากยาแรงที่เรียกว่าสงครามกวาดล้างยาเสพติดในประเทศหมู่เกาะแห่งนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สถานการณ์เริ่มอยู่เหนือการควบคุมแล้ว

เสียงจากเหยื่อผู้สูญเสียพี่ชาย

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ส่งผู้สื่อข่าวเข้าไปติดตามสถานการณ์ในฟิลิปปินส์ พวกเขาได้พบกับหญิงคนหนึ่งซึ่งสูญเสียพี่ชายวัย 47 ปี ผู้ประกอบอาชีพขับรถสามล้อรับจ้าง ให้กับคมกระสุนของผู้ที่เธอเรียกว่า ตำรวจฉ้อฉล หญิงคนนี่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อทั้งของเธอและของพี่ชาย รวมถึงชื่อเมืองที่พวกเธออยู่เพื่อความปกป้องความปลอดภัยของเธอเอง "ตำรวจพวกนี้อาจฆ่าเราทันทีหากเราเปิดเผยความจริง" เธอกล่าว ทำให้ อีวาน วัตสัน ผู้สื่อข่าวของซีเอ็นเอ็น ตั้งชื่อสมมติให้เธอว่า เจนี

เจนีเล่าว่า เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ตำรวจหลายนายมาและบุกเข้าไปในบ้านของพี่ชายของเธอ จับเขาใส่กุญแจมือ ก่อนจะยิงเขาที่ศีรษะจนเสียชีวิต รวมทั้งยิงชายอีก 3 คนที่อยู่ด้วยกันตอนนั้นจนตายด้วย แต่ในตอนแถลงข่าว ตำรวจกลับรายงานว่า พี่ชายของเธอเป็นผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด และถูกยิงตายหลังจากเปิดฉากยิงใส่ตำรวจก่อน

เธอระบุด้วยว่า คำพูดของประธานาธิบดีดูเตร์เตสร้างบรรยากาศที่ทำให้ตำรวจรู้สึกว่า พวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องกลัวการลงโทษ "ฉันรู้สึกลัวมากเมื่อฉันได้ยินประธานาธิบดีพูดว่า พวกเขาจะฆ่าผู้เสพยาเสพติด เพราะเราจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเลยแม้แต่น้อย เราส่งตัวผู้ติดยาไปบำบัดได้ไม่ใช่หรือ? พวกเขาไม่สมควรถูกลงโทษด้วยการสังหาร"

เจนียืนยันด้วยว่า พี่ชายของเธอเลิกเสพยาไปนานแล้ว และตำรวจก็เป็นผู้ค้ายาเสพติดเองเสียด้วยซ้ำ "พระเจ้า ดูเตร์เต หยุดทำอย่างนี้เสียที คุณไม่มีสิทธิ์พรากชีวิตของคนเหล่านี้ ทำไมคุณไม่ไปเอาชีวิตตำรวจพวกนั้นด้วยเล่า พวกเขาเป็นทั้งผู้เสพและพ่อค้ายาเสพติด"

เสียงจากช่างภาพอาชญากรรม

บนถนนในย่านผู้ใช้แรงงาน 'ตอนโด' ของกรุงมะนิลา เจ้าหน้าที่ของซีเอ็นเอ็นพบศพถูกยิงเสียชีวิตนอนอยู่ข้างกองขยะ มีปืนลูกโม่ขนาดเล็กตกอยู่ใกล้กับมือของเขา ตำรวจระบุว่า ชายคนนี้ไหวตัวทันขณะกำลังขายยาเสพติดให้แก่ตำรวจนอกเครื่องแบบและพยายามชักปืนออกมา พวกจึงต้องยิงชายคนนี้อย่างไม่มีทางเลือก

ภาพและสถานการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ ราฟฟี เลร์มา ช่างภาพของสำนักข่าว 'เดลี อินไควเรอร์' ของฟิลิปปินส์พบเจออยู่เป็นประจำ โดยภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงของเขาคือภาพของ เจนนิลีน โอเลย์เรส หญิงชาวกรุงมะนิลาผู้กอดศพของ ไมเคิล ไซรอน แฟนหนุ่มผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ค้ายาเสพติด ที่ถูกมือปืนไม่ทราบที่มายิงเสียชีวิต ภาพนี้ยังเป็นภาพที่ทำให้สถานการณ์นองเลือดในฟิลิปปินส์ได้รับความสนใจจากนานาชาติอีกด้วย

เลร์มากล่าวว่า เขาเคยถ่ายภาพภัยพิบัติมาก่อน ซึ่งแน่นอนว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า แต่ครั้งนี้มันแตกต่างกัน "ในสงคราม (ยาเสพติด) นี้ เรายังได้เห็นความเศร้าเสียใจของครอบครัวของชายคนนี้ มันทำให้เกิดผลกระทบทางจิตใจ" เขาบอกด้วยว่า ตั้งแต่สงครามยาเสพติดของดูเตร์เตเริ่มขึ้นเมื่อเดือนมิ.ย. เขาเห็นศพมากกว่าจำนวนศพที่เขาเห็นทั้งปี ในสมัยเป็นช่างภาพมือใหม่เมื่อ 10 ปีก่อนเสียอีก

"ผมต้องการให้ยาเสพติดหมดไป แต่ไม่ใช่วิธีที่กำลังทำอยู่นี้ ผมไม่สนับสนุนการฆ่าคน สิ่งที่น่ากลัวก็คือทุกวันที่ผ่านไปจะมีคนตายเพิ่มขึ้น หากเรื่องนี้เกิดขึ้นติดต่อกัน 6 ปี เราจะรับได้มั้ย?" เลร์มาตั้งคำถาม

เสียงจากมือปืนรับจ้าง

โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวต่างประเทศของสำนักข่าวบีบีซี ได้ลงพื้นที่สำรวจความมืดเบื้องหลังการทำสงครามยาเสพติดนองเลือดในฟิลิปปินส์ ซึ่งที่นั่นเขาได้พบกับ มือปืนรับจ้างหญิงแม่ลูกอ่อน ผู้สังหารคนไปแล้วถึง 6 คน เธอเรียกตัวเองว่า มาเรีย แต่นั่นไม่ใช่ชื่อจริงของเธอ

มาเรียเล่าให้เฮดฟังว่า เธอเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มมือปืนรับจ้างที่ประกอบไปด้วยผู้หญิง 3 คน โดยงานแรกของเธอเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน และเธอสังหารเป้าหมายเพิ่มอีก 5 คน หลังจากประธานาธิบดี ดูเตร์เต ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี และเมื่อเฮดถามว่า ใครเป็นผู้จ้างวานเธอ มาเรียตอบว่า "บอสของเรา คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ" มาเรียเล่าอีกว่า จุดเริ่มต้นของอาชีพนักฆ่าของเธอเริ่มมาจากสามี ผู้เป็นคนทวงหนีให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นพ่อค้ายาเสพติด ได้รับคำสั่งให้ไปสังหารลูกหนี้ที่ไม่ยอมจ่ายเงิน แต่ในครั้งนั้นจำเป็นต้องให้ผู้หญิงเป็นคนไปลงมือ ผู้เป็นสามีจึงเสนอให้มาเรียไปทำงานนี้ "เมื่อฉันเห็นชายที่ฉันต้องฆ่า ฉันก็เข้าใกล้เขา และยิงเขา" มาเรียกล่าว

มาเรียกับสามีมาจากย่านยากจนในกรุงมะนิลา และไม่มีเงินได้จากงานปกติก่อนที่ทั้งสองคนจะกลายเป็นมือปืนรับจ้าง โดยพวกเขาได้รับค่าจ้าง 20,000 เปโซ (ราว 15,000 บาท) ต่อการทำงาน 1 ครั้ง ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่มากสำหรับชาวฟิลิปปินส์ที่ยากจน อย่างไรก็ตาม มาเรียรู้สึกผิดที่เธอเลือกเป็นมือปืนรับจ้าง เธอไม่อยากให้ครอบครัวของคนที่เธอสังหารกลับมาตามล้างแค้น และเธอไม่อยากให้ลูกๆ ของเธอคิดว่าพวกเขามีชีวิตอยู่มาได้ด้วยเงินจากการฆ่าคน แม้ลูกคนโตของเธอเริ่มถามคำถามแล้วว่า เธอกับสามีหาเงินมากมายมาจากไหน

ตอนที่เฮดพบมาเรีย เธอมีงานอีก 1 ชิ้น เธอต้องยิงคนอีก 1 ครั้ง และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของเธอ แต่ถึงกระนั้น มาเรียบอกว่า หัวหน้าขู่จะสังหารใครก็ตามที่ออกจากกลุ่ม ทำให้เธอรู้สึกเหมือนติดกับดัก เธอมักไปสารภาพบาปกับบาทหลวงเพื่อขอให้พระเจ้ายกโทษให้สิ่งที่เธอทำ แต่เธอไม่กล้าบอกกับบาทหลวงว่าเธอทำอะไรลงไป

เสียงจากพ่อค้ายาเสพติด

เมื่อมีผู้ล่าก็ต้องมีผู้ถูกล่า โจนาธาน เฮด มีโอกาสได้สัมภาษณ์พ่อค้ายาเสพติดคนหนึ่งซึ่งกำลังถูกตามล่าโดยทีมสังหาร ชายคนนี้ใช้ชื่อปลอมว่า โรเกอร์ เขาเล่าว่าเขาเสพติด 'ชาบู' หรือ ยาไอซ์ ตั้งแต่วัยหนุ่มขณะทำงานเป็นกรรมกร และก็เหมือนกับผู้ติดยาหลายๆ คน ที่เริ่มหันมาขายยาเสพติดเพื่อหาเงินมาซื้อยาเสพ เพราะมันสบายกว่าทำงานแบกหาม เขาทำงานร่วมกับตำรวจทุจริตมากมาย บางครั้งก็นำยาเสพติดของกลางที่ตำรวจยึดมาไปขายต่อ

แต่ทุกวันนี้ โรเกอร์กำลังหลบหนีหัวซุกหัวซุน จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยไม่สามารถอยู่ในสถานที่เดิมได้เกิน 2-3 วันเพื่อหลบหนีการตามล่า "ทุกวัน ทุกชั่วโมง ผมไม่สามารถทำให้ความกลัวหายไปจากอกของผมได้เลย มันเหนื่อยและน่ากลัวจริงๆ ที่ต้องซ่อนตัวตลอดเวลา คุณไม่รู้ว่าคนที่อยู่หน้าคุณตอนนี้จะเอาเรื่องของคุณไปแจ้งความ หรือ อาจเป็นมือปืนที่จะมาฆ่าคุณ มันเป็นเรื่องยากที่จะนอนหลับตอนกลางคืน แค่เสียงเบาๆ ก็ทำให้ผมตื่น และส่วนที่ยากที่สุดคือ ผมไม่รู้ว่าจะเชื่อใจใครได้ ไม่รู้วาต้องไปทางไหน และต้องหาที่ซ่อนตัวทุกวัน"

โรเกอร์ยอมรับว่าเขารู้สึกผิด ที่เขาขายยานรกเหล่านี้ "ผมเชื่อจริงๆว่า ผมได้ก่อบาป บาปครั้งใหญ่เลย ผมทำเรื่องเลวร้ายหลายอย่าง ผมกระทำผิดต่อคนมากมายเพราะทำให้พวกเขากลายเป็นคนติดยา เพราะผมเป็นหนึ่งในคนมากมายที่ขายยาเสพติดให้พวกเขา แต่สิ่งที่ผมสามารถพูดได้ก็คือ ไม่ใช้คนติดยาทุกคนจะสามารถก่ออาชญากรรม ทั้งการขโมย และการฆ่าคน ผมก็เป็นคนติดยา แต่ผมไม่ฆ่าคน ผมติดยาแต่ผมไม่ขโมยของ"

"ผมอยากย้อนเวลากลับไป แต่มันสายไปแล้วสำหรับผม ผมไม่สามารถมอบตัวได้ เพราะหากผมทำเช่นนั้ ตำรวจอาจจะฆ่าผมก็ได้" โรเกอร์กล่าว

เสียงเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนเล็กๆ จากคนอีกมากมายที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์นองเลือด ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังหวั่นวิตกว่า การสนับสนุนการฆ่าแบบไม่เคารพกฎหมายของดูเตร์เต จะนำฟิลิปปินส์เขาสู่เส้นทางอันตรายและไร้กฎหมายในที่สุด

ภาพของร่างไร้วิญญาณที่ถูกทิ้งไว้ตามถนน กลายเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในฟิลิปปินส์ไปเสียแล้ว หลังจาก โรดริโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีคนใหม่ประกาศทำสงครามกับยาเสพติด ขณะที่สถานการณ์เริ่มอยู่เหนือการควบคุมแล้ว... 2 ก.ย. 2559 04:12 ไทยรัฐ