วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


แฟนเดย์ เดิมพัน GDH โต้ง บรรจง แบกความหวังร่วงหรือรอด?

หากเอ่ยชื่อภาพยนตร์ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด, สี่แพร่ง ตอนคนกลาง, ห้าแพร่ง ตอนคนกอง, กวน มึน โฮ, พี่มากพระโขนง เหล่านี้คือผลงานในรอบ 1 ทศวรรษของผู้กำกับดีกรีพันล้านคนแรกของไทย “โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล”

ปีที่ 12 กับชีวิตผู้กำกับภาพยนตร์ เขากลับมาอีกครั้งกับ “แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว” ผิดจากครั้งนี้เขาไม่ได้ทำงานภายใต้ค่ายเก่า โต้ง บรรจง มาในบ้านหลังเดิมแต่ชื่อใหม่ จากหนังผลงานลำดับที่ 43 ของ GTH “แฟนเดย์” กลับกลายเป็นหนังเปิดหัวให้ GDH ความคาดหวังถูกแบกบนบ่า คำศรัทธาและสบประมาทตีคู่มาด้วยกัน เขาคือผู้ถูกเลือกว่าจะพา GDH ก้าวข้ามเงาของ GTH หรือไม่ “แฟนเดย์” คือคำตอบ

“แฟนเดย์” เป็นโปรเจกต์ตั้งแต่ GTH หรือเปล่า

“ใช่ครับ ตอนที่เริ่มเรายังไม่รู้อะไรทั้งสิ้น โปรเจกต์นี้เริ่มมานานแล้ว เริ่มจากความตั้งใจของผมเองที่จะทำหนังรักที่เข้มข้นมาก นึกว่าเราจะทำยังไงถ้าเราทำหนังรักเพียวๆ ไม่ต้องมีตลกนำ ไม่ใช่คอเมดี้ ผมรู้สึกว่าไม่ได้ดูหนังแบบนี้นานมาก”

เห็นว่าเขียนบทกันมานานมาก
“ตั้งแต่พี่มากยังอยู่ในโรงอยู่เลย จริงๆ ยังไม่นับว่าเขียนแต่นับว่าหาไอเดีย เรื่องนี้เกิดจากเต๋อไปเจอกระทู้พันทิป เขาก็ส่งมาให้ แวบแรกเราก็รู้สึกว่าความจำเสื่อมอีกแล้วเบื่อนะ หนังรักเกี่ยวกับความจำเสื่อมมีเยอะแล้ว แต่พอเราอ่านก็รู้สึกว่า เฮ้ย! มีโรคนี้อยู่จริงเหรอ ข้อแรกโรคนี้ไม่ใช่ความจำเสื่อมแบบลืมหมด อารมณ์แบบฉันชื่ออะไรเหรอแบบทั่วไป แต่โรคนี้เขารู้หมดแต่ดันลืมเหตุการณ์ส่วนสั้นๆ ไป เช่น ถามเบอร์โทรศัพท์ก็ไปบอกเบอร์เก่าที่ไม่ใช้นานแล้ว ที่หนักกว่านั้นอาการนี้จะเป็นแค่ 24 ชั่วโมง แล้วก็หายเอง ไม่ต้องทำอะไรเลย ส่วนใหญ่จะเกิดกับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ผมเสิร์จดูในอินเทอร์เน็ตมีคนอายุน้อยเป็นแค่เคสเดียวเองมั้ง น้อยมากๆ

พอคุยกับเต๋อเราก็สนใจว่า โรคแบบนี้มีด้วยเหรอ ผมรู้สึกว่าเฮ้ยนี่มันหนังชัดๆ ราวกับโม้ เพียงแต่มันเป็นของจริง จึงรู้สึกว่ามันเหมาะกับการเป็นหนังรักที่ซาบซึ้ง เข้มข้น บีบหัวใจได้ แต่กว่าจะมาเจอเรื่องโรคนี้เขียนกันมา 2 ปีแล้วนะ เขียนแล้วก็ล้มไปๆ ล้มไป 3-4 เรื่อง จนมาเป็นเรื่องนี้ แต่ในแฟนเดย์ก็ยังมีสิ่งที่คาไว้หลายๆ อย่างจากพล็อตต่างๆ ที่เขียนมาแล้วล้มไป

อีกความตั้งใจของผมคือชอบฮอกไกโดมาก อยากให้มาเป็นฉากหลังของหนัง ผมไปแล้วชอบ หิมะมันสวย แต่รู้สึกว่าทำไมพอมันละลายแล้วมันดูเศร้าๆ เลยรู้สึกว่าฮอกไกโดนี่เหมาะมากกับรสชาติที่เราอยากได้ทั้งสวยทั้งเศร้า สุดท้ายจึงมาลงตัวที่หนังรักแบบนี้ กับฉากหลังที่ฮอกไกโด"

จากเดิมที่จะเป็นหนังเรื่อง 43 ของ GTH กลับกลายมาเป็นหนังเรื่องแรกของ GDH ต้องกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ใหม่หมดมั้ย

“จริงๆ ในแง่การทำคือไม่มีเลย เหมือนเดิมตามปกติของหนังเรื่องหนึ่ง เพียงแต่มันเป็นก้าวที่ตัวผมเองอยากจะเปลี่ยนอยู่แล้ว ไม่อยากทำโรแมนติกคอมเมดี้แบบกวนมึนโฮละ อยากทำโรแมนติกที่มันมีความจริงจัง เข้มข้นขึ้น แต่โชคดีว่าพอเปลี่ยนค่ายปุ๊บมันเป็นนิมิตหมายอันดีพอดี เอาจริงๆ ถ้าเปลี่ยนตอนสมัยเป็น GTH ผมคงชิลกว่านี้ แต่พอเป็น GDH แล้วเรื่องแรกแล้วดันไม่ใช่แนวโรแมนติกคอเมดี้ของตาย มันก็เลยมีความเสี่ยงนิดหน่อย เอาจริงๆ ก่อนฉายรอบสื่อผมเครียดมากๆ เลย แต่พอรอบสื่อผ่านไปก็โล่งอก สบายใจละ (ยิ้ม)”

มีคนรอซ้ำไว้เยอะเหมือนกันนะ
“(หัวเราะ) ตอนทำไม่กดดัน แต่พอทำเสร็จแล้วก่อนจะฉายเนี่ยกดดัน ยอมรับว่านอยด์เหมือนกันนะ แต่โล่งละตอนนี้”

ตั้งข้อสังเกตว่า แฟนเดย์ มีความว่า “แฟน” แล้วโทนชื่อหนังก็เป็นสีส้มอีก คล้ายจะอิงให้คนโยงภาพจำเรื่องแรก GTH อย่างแฟนฉันหรือเปล่า
“ไม่ใช่ความตั้งใจเลย ที่เป็นสีส้มเพราะมันวางกราฟิกแล้วสวยสุดเท่านั้นเอง ตอนแรกจะเป็นสีเหลืองที่เป็นเสื้อของนางเอกทั้งเรื่อง แต่ว่าวางแล้วมันไม่มีพลังเท่าสีส้มแค่นั้นเอง”

อย่างที่บอกว่าหนังที่คนชอบแน่ๆ คือโรแมนติกคอเมดี้กับหนังผี พอมาทำโรแมนติกดราม่าต้องจับจุดคำว่าดราม่ายังไงให้โดนคนไทย
“เวลาผมทำหนังพยายามจะไม่คิดว่าคนดูต้องการอะไร หรือยังไง เพราะเราเองก็เดาทางไม่ถูก ผมคิดแค่ว่าเราเองก็เป็นคนดูหนังไทย และตอนนี้เราอยากดูแบบนี้ รู้สึกว่าไม่มีให้ดูมานานมากแล้ว ผมอยากดูหนังรักที่ฟินจริงๆ ไม่ต้องมีมุขอะไรมากมาย คือมันต้องมีแหละมุข แต่ต้องดูรื่นรมย์ไปกับหนังให้น่ารักกุ๊กกิ๊ก ไม่ใช่ปล่อยมุขแบบกวนมึนโฮ ผมคิดแค่นี้แหละว่า กูอยากดูเว้ย”

นับว่าเสี่ยงนะกับการเป็นหนังเปิดตัวค่าย
“ใช่ครับ แต่เรามัวคิดอย่างนั้นไม่ได้จริงๆ เพราะการทำงานจะเออเร่อเลยนะ ถ้ามานั่งคิดแต่ว่าคนดูจะโอเคมั้ย กลัวไปหมดอย่างนี้ งานมันก็จะต้องออกมาแบบเดิมๆ เซฟๆ แน่นอน”

เหมือนแบกความกดดันของทั้งบริษัทไว้ที่บ่าเนอะ
“ไม่ครับ ผมไม่คิดแบบนั้น ถ้าคิดจะแบกทันที ผมเลยไม่คิด เพียงแต่ว่าพอเสร็จแล้วอดไม่ได้หรอกที่จะคิดว่ามันจะดีมั้ย แต่ตอนทำห้ามคิดเลย เราต้องทำแบบที่เราคิดให้ดีที่สุดก็พอ”

ทำไมต้องเป็นเต๋อและมิว กับการเป็นเด่นชัย-นุ้ย
“คือบทเด่นชัยนี่ไม่ได้เกิดจากโจทย์ที่ต้องเขียนให้เต๋อเล่นเลย 3-4 พล็อตแรกที่ล้มไปก็เป็นพระเอกคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ ณเดชน์ หมาก อะไรอย่างนี้ผมอยากร่วมงานหมดแต่เรื่องมันไม่ได้ก็ล้มไป พอล้มไปเราก็มาปิ๊งเรื่องโรคที่เล่าให้ฟัง ซึ่งโรคนี่เรามองว่าพล็อตมันเหมาะกับการโกหกสวมรอยอะไรสักอย่างในเรื่องแฟน 1 วันที่จะลืมไป โอโห มันเอื้อมากเลย เพียงแต่ว่าคาแรกเตอร์แบบไหน เราก็เลยนึกถึงความรักที่มันเป็นไปไม่ได้มากๆ นึกถึงคนที่มีคาแรกเตอร์ลึก และกล้ากว่าที่ GTH เคยทำมา ที่ผ่านมาจะทำแบบวัยรุ่นหนุ่มสาวธรรมดา แต่นี่จะเป็นยังไงถ้าเราจะเล่นกับคนที่มีปัญหาเข้าสังคมไม่ได้ ไม่มีความมั่นใจเพราะอยู่กับคอมพิวเตอร์มากไป

เรารู้สึกกันว่ามันต้องไม่หล่อ ต้องเยิน เป็นคนที่ไม่ดูแลตัวเองเลย หน้าตาเขาไม่ได้แย่แต่ด้วยบุคลิก วิธีคิด วิธีพูด ทำให้คนหนีห่าง ซึ่งเราต้องการคนที่ทุ่มเทกับบทมากๆ ต้องปรับลงมาแล้วเชื่อได้ว่าไม่หล่อเกินไป ซึ่ง เต๋อ มีข้อดีตรงนี้คือไม่หล่อเกินไป (หัวเราะ) เต๋อเป็นคนมีคาแรกเตอร์ที่เขาโด่งดังเพราะเขามีคาแรกเตอร์ และมีเสน่ห์แบบหนุ่มข้างบ้าน เราคิดว่าถ้าเราเอา ณเดชน์ หมาก มาปรับจะดูเชื่อยาก บทนี้เราจึงไม่ได้มีการแคสคนอื่นเลย รู้สึกว่าเต๋อทำได้ อีกมุมหนึ่งที่เราสนุกคือการพลิกความคาดหมายคนดู สำหรับเต๋อคนจะคิดแค่ว่าเป็นหนุ่มทะเล้น กวนๆ มันจะเป็นยังไงถ้าเขาจะต้องมาเล่นบทที่มีความซื่อ น่าสงสาร”

หรือด้วยสภาพเด่นชัย เลยกลัวด้วยว่าติดต่อไปพระเอกคนอื่นเขาอาจจะปฏิเสธ
“ผมไม่คิดจะติดต่อด้วยซ้ำ ผมคิดว่าเขาหล่อกันเกินไป แต่โจทย์สำคัญของเราคือคนเล่นเป็นเด่นชัยยังต้องเอาดาราเล่น เพราะถ้าเอาหน้าใหม่เล่นมันจะไม่มีพลังพอ และที่บอกเราต้องการคนที่จะมาพลิกคาแรกเตอร์นิดนึง แต่ถ้าเป็น หมาก ณเดชน์ เป้ อารักษ์ โทนี่ อย่างนี้ ทำให้ตายยังไงเขาก็หล่อมาก แต่ว่าเต๋อนี่ปรับไม่มากน่าจะเชื่อแล้ว (หัวเราะ) เต๋อเขาทุ่มให้ผมมากนะ ไว้ผมยาวเป็น 10 เดือน ต้องปิดคนอื่นด้วยเขาจะใส่หมวกไหมพรมเวลาไปข้างนอก แล้วคิดดูหมวกไหมพรมกับอากาศแบบบ้านเรา แล้วต้องอ้วนขึ้น 10 โล ทั้งที่หนังก็ไม่ได้เกี่ยวกับคนอ้วน แต่ผมอยากจะได้คนแบบที่ไม่ดูแลตัวเอง หน้ามีเหนียงเยินๆ หน่อย

ตอนแรกเราคิดอยู่นานนะว่าเด่นชัยนี่ต้องดีกรีไหน จนไปเจอรูปคนที่ไม่ดูแลตัวเอง เยินๆ ผมไปเจอรูปคนหนึ่งที่ผมยุ่งเหยิงไม่ดูแลตัวเอง เห็นแล้วนึกถึงเต๋อสมัยเด็ก ซึ่งใกล้เคียงนะ (หัวเราะ) แต่ถ้าแค่ผมหยิกยุ่ง เขาก็ยังจะหล่อเหมือนเดิมก็เลยมีการสวมฟันครอบขึ้นมา ตอนถ่ายกันนี้หลายคนจำไม่ได้นะ เคยไปออกกองมีคนมายืนดูแล้วคุยกันว่าเขามาถ่ายหนังกัน หนังอะไรไม่รู้พระเอกขี้เหร่มากเลย (หัวเราะ) จังหวะการพูดอะไรก็ต้องเวิร์กช้อปเพิ่ม พูดแล้วต้องไม่มองตาคน ถ้าสังเกตอย่างละเอียดจะรู้ว่าเต๋อเขาเปลี่ยนหมดเลยทั้งท่าเดินท่านั่ง”

แล้วน้องมิวละคะทำไมมาเป็นนุ้ย
“ผมโชคดีที่ไม่ค่อยได้ดูทีวี ก็จะไม่มีภาพจำของดาราเท่าไร ผมจะเลือกแค่ว่าคนไหนมีเสน่ห์บนจอหนังที่สุด มิวผมชอบตาเขา ตกๆ นิดนึง มีเสน่ห์และเศร้าในตัว ผมก็ไปเสิร์จดูโฆษณาเขา ดูแล้วใช่เลยคนนี้สวยเศร้ามาก เขาน่านะโดนใจคนดู พอเขามาออดิชั่นปุ๊บยิ่งชอบมากเพราะเขาเล่นเป็นธรรมชาติมาก เพียงแต่เขายังนิ่งไปหน่อยสำหรับบทนุ้ย เพราะนุ้ยเขาจะกล้าๆ หน่อย แต่ไม่ได้แก่นเซี้ยวแบบหนูนา ธรรมชาติของความกล้าแบบนุ้ยต้องมากนิดนึง ก็ค่อยๆ จับจุดแล้วดึงจนมิวมีตรงนี้ขึ้นมา เวิร์กช็อปแค่ 4-5 ครั้ง มิวก็เป็นนิวเลย บทนุ้ยก็เช่นกันที่เราแคสมิวคนเดียวจบ”

ทำไมกล้าที่จะวางคาแรกเตอร์ของ นุ้ย ออกมาแบบในหนัง
“อย่างที่บอกแหละว่าเราอยากจะโตขึ้น มีคำพูดหนึ่งที่ทั้งค่ายพูดกันคือเรามาทำสิ่งที่เราอยากจะทำกันเถอะ ผมคุยกับทีมบทว่าตัวพระเอกต้องไม่ใช่หนุ่มกวนตีนธรรมดาๆ ต้องเป็นคนที่มีปัญหา ซึ่งแปลว่าโทนของหนังจะไม่ใช่การมาปล่อยมุขกันแน่นอนความน่ารักทั้งหมดมันจะมาจากความผิดเพี้ยนนี่แหละ ส่วนนางเอกก็จะทำสิ่งที่นางเอก GTH ไม่เคยทำ ตอนท้ายๆ คนดูจะรู้สึกว่า เฮ้ยทำอย่างนี้เลยเหรอ แต่มันเป็นดีกรีที่คนปกติก็ทำไง เพียงแต่ไม่เคยเห็นในหนัง GTH แล้วจะบอกว่าคนแบบนี้มีเยอะมากเลย คนแบบที่เราถามว่าเขามีปมอะไรบางอย่างแล้วเขาผิดมั้ย อันนี้ต้องไปดู ผมว่าทุกคนมันมีผิดชอบชั่วดีแหละ และก็มีความอ่อนแอบางอย่าง คนอย่างนุ้ยในชีวิตจริงเราเห็นค่อนข้างเยอะ แต่ไม่เคยมีใครพูดออกมาในแง่เรียลิสติก ที่เสนอแค่บอกว่าเขาคิดอะไร ไม่ต้องมานั่งสั่งสอนอะไร”

นุ้ยกับเด่นชัย ความรักของพวกเขาในนิยามของ ผกก.มันเป็นยังไง
“เอาของเด่นชัยละกัน ผมว่ามันเป็นรักที่ไม่เงื่อนไข ซึ่งมันอาจจะมีอยู่จริงหรือไม่มีก็ไม่รู้นะ แต่ความรักของหนึ่งวันเนี่ย เอาเป็นความต้องการผมอยากจะให้มันเป็นเหมือนภาพฝัน ใครได้วันนี้ไปมันจะอยู่ในความทรงจำไปตลอด อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกแบบไหนกับหนึ่งวันนี้ และเหตุการณ์หลังหนึ่งวันนี้ผมว่าสิ่งนี้นี่แหละสนุกมาก ความตั้งใจของคนทำคืออยากให้คนมาเถียงกันหน้าโรงแบบเมามัน ซึ่งมันเกิดจริงๆ แม้แต่เพื่อนๆ ผู้กำกับยังนั่งเถียงกันเลยว่าแบบนี้แหละดีแล้ว บางคนบอกน่าจะแบบนี้ การที่เขามานั่งถกกันสำหรับผมมันฟินมากครับ ในการทำหนังให้คนถกกันถึงชะตากรรมตัวละคร นิยามความรักของนุ้ยกับเด่นชัยผมว่าแล้วแต่มุมมองคน”

ในมุม ผกก.คิดว่าความรักของคนที่เป็นแบบเด่นชัยกับนุ้ยคนสวยประจำออฟฟิศมันเป็นไปได้มั้ย
“จริงๆ ผมบอกไว้ในหนังแล้วนะ แต่อันนี้ไม่บอกนะเดี๋ยวสปอยล์ (หัวเราะ) แต่ถ้าถามความรู้สึกผมไม่เกี่ยวกับในหนังนะ ผมว่ายาก ผมรู้สึกว่าคนเรามีกับดักอยู่ในตัวเอง”

คาดหวังในแง่รายได้มั้ย หรือคาดหวังแค่ได้กระแสก็โอเคแล้วกับหนังเรื่องแรกของค่าย
“ถ้าบอกว่ารายได้ไม่หวังเลยก็คงโกหก ก็อยากให้รายได้ดีแหละ เราก็อยากให้สู้ได้กับเรื่องที่เราเคยทำ แต่พูดตรงๆ ว่าพยายาม ใช้คำว่าพยายามเลยนะ พยายามจะไม่คิดมาก เราแค่คิดว่าทำหนังให้มันดี แค่ทำหนังให้ดีก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ที่สำคัญนอกจากดีแล้วเราต้องกล้าอะไรบางอย่าง ถ้าเรามัวแต่คิดเรื่องเงินอย่างเดียว เราอาจจะไม่กล้า ซึ่งสำคัญมากนะ การทำหนังสตูดิโอ การจะกล้าอะไรบางอย่างเราต้องเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง ถ้าเราไปคิดว่าเราเคยสำเร็จมาแล้วพันล้าน เรื่องนี้ใส่มุขตลกไปอีกสิ ใส่เข้าไปเยอะๆ เลย ผมว่าเราจะเป๋ติดกับดักเลย”

ก็แปลว่าไม่เป็นไรถ้ารายได้จะไม่เท่าเรื่องก่อนๆ
“ใช่ครับ แต่ร้อยล้านหวังนะ ได้ก็ดีนะ (หัวเราะ)”

คนดูจะได้อะไรจากหนังเรื่องนี้
“ข้อแรกบันเทิงครับ บันเทิงมากๆ ถึงแม้จะไม่ได้ปล่อยมุขแบบพี่มากหรือกวนมึนโฮ แต่มันรื่นรมย์ ผมเชื่อว่าทุกคนมีต่อมแอบรัก ไปหลงรักคนที่เป็นไปไม่ได้ นอกจากความบันเทิง ผมอยากให้เมื่อดูจบแล้วความรู้สึกค้างในตัวคนดู ให้กลับไปถกเถียงกับเพื่อน ทุกคนมันมีความเป็นนุ้ยกับเด่นชัยในตัวเอง แต่ทุกคนจะคิดไม่เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้ในแง่คนทำผมสนุกกับการตามอ่านและฟังมาก มีสุขที่ทุกคนตีความไปต่างๆ นานา ในมุมแต่ละคน”

วงการหนังไทยช่วงนี้ฟุบ แฟนเดย์ จะช่วยฉุดขึ้นมาได้หรือไม่
“ผมมองว่าก็ไม่ได้มีช่วงไหนดีกว่าช่วงไหนหรอก ทุกช่วงจะมีหนังได้กับหนังเจ๊ง และแน่นอนสัดส่วนหนังเจ๊งมันเยอะกว่ามากๆ วงการหนังไทยยังเป็นวงการที่ยังไม่มีความต่อเนื่อง เราก็หวังแค่ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว และจะช่วยให้ความคึกคักมันกลับมา เราไม่ได้คิดว่าหนังเราจะไปพลิกโฉมอะไรหรอก เราคิดแค่เอาตัวเองให้รอดก็เหนื่อยแล้ว (ยิ้ม)”

แล้วจะทำยังไงให้วงการหนังไทยมีความต่อเนื่อง
“พูดยากมากนะ เราก็พูดแทนคนอื่นไม่ได้ เอาแค่มุมค่ายเราเอง เราให้ความสำคัญกับบทที่สุด เราแคร์แบรนดิ้ง เรากลัวว่าการเร่งถ่ายเร็วๆ เร่งเขียนบทเร็วๆ บีบงบ จนทำให้งานออกมาไม่ดี แล้วถ้าเราเสียเรื่องหนึ่งเราจะเสียไปเลยนะ แบรนดิ้งสำคัญมาก มันคือภาพรวมของทุกอย่าง อย่างสมมติ คนเขารู้สึกว่าดูหนังไทยแล้วเจ็บตัวน้อย เขาก็จะรู้สึกว่าหนังไทยเหมือนหนังฝรั่ง คือก็ดูได้ ไม่ได้กลัวจะเจ็บตัว

แต่ทุกวันนี้หนังไทยดูแล้วยังมีเจ็บตัวหนักๆ เข้าไปดูหนังไทยบางเรื่องแล้วเขาเข็ดไม่ดูไปหลายปีเลย ถ้าเรายังทำให้เขากลัวที่จะตีตั๋วดูเนี่ย สู้ยากละ ผมว่าความต่อเนื่องนี่แหละสำคัญที่สุด ต้องมีมาตรฐานที่ต่อเนื่อง และต้องไปอย่างควบคู่กันด้วยนะครับกับหนังในกระแสและนอกกระแส ถ้าเราได้ดีแค่แบบใดแบบหนึ่งก็ยังไม่โตจริง ผมว่ามันต้องโตทั้งสองทาง ในฐานะคนทำหนัง ผมก็เห็นคนที่มีความตั้งใจมากมายในวงการหนังไทยที่จะทำให้มันดี ก็ต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง”

สงสัยว่า GDH มีเทคนิคในการหาพล็อตหนังยังไงให้ไม่ซ้ำ และโดนใจคนดู
“ก็ปกติครับ เป็นระบบโปรดิวเซอร์ บางทีโปรดิวเซอร์ก็จะเอาเรื่องมาให้ว่าอยากได้แบบนี้ หรือ ผกก.เอาเรื่องไปเสนอเอง ในกรณีผมเสนอเองทุกเรื่องเลย ผมว่ามันเป็นเรื่องสัญชาตญาณล้วนๆ เลยครับว่า เรื่องนี้เวิร์กน่าทำ มันน่าสนใจ มันยังไม่เคยมีใครเล่า เราต้องหาคอนเซปต์ที่อยากจะเล่าออกมา บอกยากนะว่าทำยังไง คนชอบว่า GTH มีมาร์เกตติ้ง ไปสำรวจมาอย่างดีว่าจะทำยังไง คือยืนยันไม่รู้กี่ครั้งว่าไม่มี จริงๆ มาร์เกตติ้งต้องมาทีหลัง ต้องเริ่มจากเราอยากทำก่อน แล้วมาร์เกตติ้งค่อยตามมา ขั้นตอนที่เขาเครียดกันที่สุดคือหนังเสร็จแล้วต้องมาหาแง่มุมว่าจะขายมันยังไง ไม่ใช่ขายแต่ต้นแล้วเอาโปรเจกต์มารองรับ ทำแบบนั้นนั่นแหละจะเสียแบรนดิ้ง”

พล็อตหนังมันจะตันมั้ยคะสักวัน
“ในโลกนี้ไม่มีวันตันหรอก เพียงแต่ว่าตัวเราจะย่ำอยู่กับที่หรือเปล่า ซึ่งจุดนี้น่ากลัวเหมือนกัน ตอนนี้เรายังมีพลังแล้วยังมีเรื่องจะเล่าอีกเยอะ ก็เสียวเหมือนกันถ้าเราเริ่มเล่าซ้ำเดิม ผมเองพยายามดิ้นตัวเองไปหลายๆ แนว ลองของตัวเอง เปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวเองไปเรื่อยๆ มีเรื่องให้เล่าอีกเยอะ อยู่ที่ว่าเรากล้าจะกระโดดไปมั้ย”

แล้วถ้าเรากล้ากระโดดแต่ค่ายไม่เอาด้วยล่ะ
“กรณีแบบนี้มันต้องมีอยู่แล้ว จุดมุ่งหมายใหญ่ของหนังสตูดิโอคือ ข้อแรกเลยมันต้องคุ้มทุน เราไม่ได้ทำหนังเพื่อความอินส่วนตัวของคนใดคนหนึ่ง เราใช้เงินสตูดิโอ มันคือธุรกิจ แต่มันคือธุรกิจพาณิชย์ศิลป์ เราต้องให้น้ำหนักทั้งสองฝั่งให้ได้ทั้งธุรกิจและศิลปะ มันมีบางครั้งที่โปรดิวเซอร์เขามองว่าประเด็นมันเป็นของคนส่วนน้อยไปมั้ย สุ่มเสี่ยงไปมั้ย แต่ค่ายเขาก็เปิดกว้างนะ อย่างฟรีแลนซ์เขาก็ต้องต่อรองว่าขอใช้ซุปเปอร์สตาร์ได้มั้ย เพราะไม่งั้นหนังแบบนี้คนดูจะดูน้อยมากนะ ซึ่งพอมันมาเจอกันตรงกลางก็วินๆ ทั้งธุรกิจและศิลปะ”

หลายคนปรามาสไว้ว่าปกติ GTH มี คุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ อยู่หนังค่ายนี้เลยได้รอบในโรงภาพยนตร์เยอะ ครั้งนี้ไม่มีแล้วจะมีปัญหาเรื่องโรงมั้ย
“อันนี้ผมไม่ทราบนะ แต่ผมว่าไม่มีนะ เท่าที่ดูรอบก็มีเยอะ ได้โรงใหญ่ ผมว่าถ้าหนังเรื่องไหนมีกระแสเขาก็ให้รอบอยู่แล้วแหละ โรงภาพยนตร์ไม่เห็นมีอะไรจะเสียเลย”

ตอนนี้ โต้ง บรรจง มีพล็อตใหม่ในหัวหรือยัง
“ยังคิดไม่ออกครับ (ยิ้ม)”

รู้มาว่า แฟนเดย์ จะมีตอนจบอีกแบบออกมาเป็น DVD จริงมั้ย
“จริงครับ แต่ว่ามันเป็นแค่เคยถ่ายมาแต่เรารู้สึกว่ามันดีสู้จบแบบที่เราเลือกเอาฉายไม่ได้ แต่เราก็จะเอาตอนจบอีกแบบใส่ใน DVD”

สุดท้ายคนทำไมต้องเสียเงินเข้าไปดู แฟนเดย์
“แฟนเดย์เป็นหนังรักที่ไม่มีแบบนี้มานานแล้วนะ โดยเฉพาะหนังไทย เป็นหนังรักที่ซาบซึ้งที่ไม่ต้องมีการป่วยการตาย คนทำอย่างผมทำอินมากๆ ทุกวินาทีของหนังเรื่องนี้ผมอินมากๆ”

หรือจริงๆ แล้ว โต้ง บรรจง นี่ละคือเด่นชัยคนนั้น
“(หัวเราะ) คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่มุมแอบรักมันเคยมีทุกคนแหละ”

คุยกับผู้กำกับคนนี้แล้ว ไทยรัฐออนไลน์ เห็นอะไรบ้างอย่าง โต้ง บรรจง อ่านขาด จับจุดว่าคนดูต้องการอะไร ที่สำคัญไม่สุดโต่ง เขารับมือกับธุรกิจและศิลปะได้อย่างเข้าใจ จุดนี้นี่แหละที่น่าคิด

ผกก.หนังไทยทุกวันนี้ ไม่ติสท์เกินไปจนคนไม่เก็ต ก็ทำหนังเดิมๆ ของตายวนเวียน จนหนังไทยไม่มีอะไรก้าวไปข้างหน้า.

หากเอ่ยชื่อภาพยนตร์ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด, สี่แพร่ง ตอนคนกลาง, ห้าแพร่ง ตอนคนกอง, กวน มึน โฮ, พี่มากพระโขนง เหล่านี้คือผลงานในรอบ 1 ทศวรรษของผู้กำกับดีกรีพันล้านคนแรกของไทย “โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล” 1 ก.ย. 2559 23:39 6 ก.ย. 2559 17:18 ไทยรัฐ