วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

17โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ใครส่งเสริมใครทำลาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปี ที่ผ่านมา... การแปลงพลังงาน “แสงอาทิตย์” ให้เป็นพลังงาน “ไฟฟ้า” โดยนำพลังงานที่ได้จากแสงและพลังงานของความร้อนที่แผ่รังสีมาจากดวงอาทิตย์ ในชื่อพลังงานที่เรียกว่า Solar Photovoltaic Cell หรือ โซลาร์เซลล์ (Solar Cell) เป็นกระแสมาแรง

แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าสร้างความตื่นตัวทั้งในวงการพลังงานเองผู้ประกอบการ ประชาชน โดยเฉพาะ “ภาครัฐ” คือ “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)”...มีโครงการจัดหาผู้ประกอบการรายย่อย

ทำสัญญาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในแต่ละจังหวัดเพื่อป้อนขายให้กับ กฟภ. เรียกว่าเป็นช่วงฮอตฮิตติดลมบน ที่สำคัญเป็นการลงทุนในช่วงแรกๆของ “โซลาร์เซลล์” ที่มีต้นทุนสูงทุกๆด้านกว่าปัจจุบัน

กระแสแรงกระเพื่อมส่งผลทันทีกับคนในท้องถิ่นแต่ละจังหวัด ที่มีองค์ความรู้ จบด้านวิศวกรด้านการบริหาร ฯลฯ...โดยเฉพาะกลุ่มที่พอจะมีกำลังทรัพย์ แรงกาย แรงใจ ที่ต้องการมีส่วนช่วยสร้างความเจริญในบ้านเกิด ร่วมระดมสมองบริหารจัดการให้เกิด “โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” ขึ้นในพื้นที่

ช่วงปี 2552-2553 จากการสำรวจพบว่าแต่ละโครงการฯใช้เงินลงทุนสูงกว่า 130 ล้านบาทต่อ 1 โรงไฟฟ้าขนาดไม่เกิน 1 เมกะวัตต์...เม็ดเงินที่ว่านี้เป็นงบประมาณในภาพรวมทั้งลงทุนเรื่องที่ดิน การนำเข้าอุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย บุคลากร และอื่นๆ ด้วยความหวังที่พร้อมจะขายไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสม

คุ้มกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ณ เวลานั้น โดยมีค่า แรงจูงใจ 8 บาท หรือที่เรียกว่า ค่าแอดเดอร์ (Adder) บวกกับค่าไฟฟ้าพื้นฐาน 3 บาท รวมเป็น 11 บาทต่อหน่วย แน่นอนว่าด้วยราคาที่ภาครัฐจูงใจนักลงทุนขนาดนี้ เป็นเหตุให้ฝูงแมลงเม่าบินเข้ากองไฟพากันลงทุนกันเป็นร้อยๆราย

แต่พอวันเวลาผ่านไป...มาถึงวันนี้ “สิ่งที่เคยตกปากรับคำกันไว้ กลับไม่ใช่แล้ว” ราคาที่รัฐรับซื้อร่วงหล่นเหลือเพียง 5.37 บาทต่อหน่วยเท่านั้น

เหตุเพราะอุปกรณ์การลงทุนโซลาร์เซลล์วันนี้ราคาตกลงไปมากกว่าครึ่ง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เลยใช้จังหวะนี้กดดันกลุ่มผู้ประกอบการที่ลงทุนรุ่นบุกเบิก?... ด้วยราคานี้ถ้าคำนวณกับดอกเบี้ยที่พากันไปกู้มาเมื่อครั้งเก่าก่อน เป็นเรื่องน่าเศร้า...แม้แต่ค่าดอกเบี้ยยังไม่พอส่งให้ธนาคาร

เรียกว่า...งานนี้มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง

คนในวงการ กลุ่มธุรกิจผู้เกี่ยวข้อง นับรวมไปถึงนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ต่างทราบกันดีว่า “พลังงานแสงอาทิตย์” เป็นพลังงานจากธรรมชาติ ที่มีความสะอาดปราศจากมลพิษ ซึ่งเวลานี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก ถือว่า...เป็นพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพสูง สามารถนำมาใช้อย่างไม่หมดสิ้น

คำถามสำคัญชวนให้สงสัยมีว่า...เหตุไฉน? โครงการดำเนินงานพลังงานสะอาดให้แปรเป็นพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยกลับไม่โปร่งใส เหมือนกับตัวตนของพลังงาน ขีดวงให้แคบลง...เกิดอะไรขึ้นกับ 17 โครงการที่ถูกลอยแพ...เสมือนถูกมัดมือชก ไม่ให้ขายไฟฟ้าให้กับภาครัฐ

หากจะฉายภาพรวมตัวเลขกันจริงๆ อาจไม่ได้มีแค่ 17 โครงการเท่านั้น แต่น่าจะมีอีกหลายโครงการโซลาร์เซลล์ ในแต่ละจังหวัดที่ถูกลอยแพ ถูกห้ามไม่ให้ขายไฟฟ้าให้กับภาครัฐเช่นเดียวกัน

อะไร? คือปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหา สร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ ประชาชน ภาครัฐ ล้วนแต่ได้รับผลกระทบจากแนวคิดการบริหารงานของหน่วยงานที่ควรจะดำรงตนเอื้อประโยชน์ให้ทุกภาคส่วนเดินหน้างานพัฒนาพลังงานทดแทนนี้ให้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด

คฑายุทธ์ เอี่ยมเล็ก กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุริยะพลัง จำกัด หนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆที่ได้รับผลกระทบ ผู้แทนจากพื้นที่บึงกาฬ 1 ใน 17 โครงการที่ได้รับความเดือดร้อน ชี้แจงว่า

“พวกเราเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่เข้ามาร่วมโครงการนี้กับภาครัฐ เรียกได้ว่าโตมาด้วยกันกับโซลาร์เซลล์ เราเรียนรู้...เริ่มดำเนินงานที่อยู่ในยุคต้นทางการลงทุนที่สูงมาก ทั้งเครื่องมือ เทคโนโลยีและบุคลากร แต่โชคดีตรงที่ว่าเราจบวิศวกรมา ทำให้การเชื่อมต่อของข้อมูล ภาคีเครือข่ายต่างๆ ค่อนข้างแน่น”

ที่สำคัญ เรามีมุมมองในอนาคต มองเห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเรื่องพลังงานทดแทนนี้ โดยได้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับภาครัฐเมื่อปี 2552 ได้ใบอนุญาตการลงทุนทุกอย่างเรียบร้อย

และ...เป็นกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน ตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดประเภท ขนาด และลักษณะของกิจการพลังงานที่ได้รับยกเว้นฯ ประกาศใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2552

ความโชคดีในวันวาน แต่เป็นความโชคร้ายในวันนี้ โชคดีที่ว่า...ก็คือเป็นโครงการใหม่ๆ ที่หวังจะขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาด้าน “พลังงานทดแทน” ให้กับประเทศชาติ ด้วยความที่เป็นโครงการใหม่ในประเทศ การสร้างความเข้าใจกับชุมชน ปัญหาเรื่องพื้นที่ หรืออื่นๆ ที่ไม่เกิดการพัฒนาสอดคล้องไปกับการลงทุนก็ตามมา ซึ่งไม่ใช่ประเด็นหลัก...การก่อสร้างโครงการแต่ละแห่งคืบหน้าไปมากกว่า 60-70%

“ติดขัดปัญหาบ้าง...ก็ทำการชี้แจงกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นผู้จ้างวานอย่างต่อเนื่อง มีหนังสือหลักฐานร่วมชี้แจงจาก
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชัดเจน...”

แต่ในช่วงปี 2555 คณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนภายใต้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติให้ กฟภ.มีหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ 17 โครงการที่กำลังดำเนินงานอยู่ในเขตจังหวัดหนองคาย...จังหวัดบึงกาฬ (ปัจจุบัน) และจังหวัดสกลนคร

ท่ามกลางความสับสนงุนงง เรื่องราวไฉนแปรเปลี่ยนไปเช่นนี้ แล้วทางออกจะเป็นอย่างไร? หากย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ 17 โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เกิดขึ้นเป็นลำดับนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2555...ถึงแม้ว่าชนวนเหตุอันเกิดจากความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการฯ ได้ถูกชี้แจงไปแล้ว และไม่กระทบต่อสัญญาที่ทำไว้กับ กฟภ. ก็ตาม...แต่บทสรุปทำไมลงเอยเช่นนี้

แม้กระทั่งช่วงปี 2556 ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในฐานะผู้จ้างงานและเป็นคู่สัญญากับทั้ง 17 โครงการ ได้ทำหนังสือสรุปที่ได้จากการชี้แจงและประชุมกันหลายฝ่ายว่า “ความล่าช้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าของทั้ง 17 โครงการ เป็นเหตุสุดวิสัย มิได้เกิดจากการจงใจ กฟภ.จึงยังไม่มีสิทธิยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เป็นผลให้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าไม่ระงับสิ้นไป และยังคงมีผลผูกพันโดยชอบด้วยกฎหมาย สมควรที่ กฟภ.และบริษัทจะตกลงกำหนดวันเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้าใหม่ต่อไปภายหลัง”

พร้อมกันนี้ยังได้จัดส่งผลสรุปให้แก่คณะกรรมการบริหารมาตรการฯ ต่อไป ซึ่งยังเกิดความยืดเยื้อลากยาวจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ทั้งๆที่มีเอกสารจากภาครัฐด้วยกันร่วมชี้แจง

จากวันนั้น กรกฎาคม 2555 จนถึงปัจจุบัน...กว่า 5 ปีแล้วที่ 17 โครงการ ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท ยังไม่สามารถขายไฟฟ้าให้กับภาครัฐได้ ซึ่งเกิดผลกระทบอย่างมหาศาล ทั้งกับผู้ประกอบการเอง ที่ต้องแบกรับภาระอัตราดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อโครงการ

...ส่งผลถึงกิจกรรมต่อยอดการพัฒนาต่างๆในพื้นที่ก็ไม่เกิดเช่นกัน สุดท้าย อะไรคือข้อขัดใจที่ทำให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยังเตะถ่วงทั้ง 17 โครงการนี้ และจะหาคำตอบได้จากที่ไหน?

คืนความสุขให้ประชาชน ต้องไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะกับประชาชนตาดำๆ ที่ทำมาหากินสุจริตตรงไปตรงมา.

1 ก.ย. 2559 10:57 ไทยรัฐ