วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นายกฯ คาดสรุปตัวเลขโกงข้าว ก.ย.นี้ ย้ำเร่งทันอายุความ โยนศาลตัดสิน

นายกฯ คาดสรุปตัวเลขโกงข้าว ก.ย.นี้ ย้ำเร่งทันอายุความ โยนศาลตัดสิน

  • Share:

นายกฯ รับไม่อยากใช้อำนาจพิเศษตาม มาตรา 44 เผยรอสรุปตัวเลขความเสียหายจำนำข้าว ยันเดินตามกระบวนการยุติธรรม โยนหน้าที่ศาลตัดสิน ปัดซูเอี๋ยโยนผิด ขรก. ขออย่าเอามาพันกัน ย้ำเร่งทันหมดอายุความ พร้อมรับปากทำให้ดีที่สุด ถาม "บิ๊กต๊อก" ปมปลดยาบ้าออกจากบัญชียาเสพติดที่ 1 เป็นไปตามสากล ชี้ ปชช.ไม่เห็นด้วยก็ทำต่อไม่ได้

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.59 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่าการใช้ ม.44 ในเรื่องการพักงานข้าราชการเพื่อตรวจสอบหรือสอบสวน เป็นการจริงจังในการปราบทุจริต อยากเห็นแนวทางการพักงานให้เป็นกฎหมายปกติ ว่า ตนไม่ขอตอบคำถาม นายอภิสิทธิ์ ขี้เกียจ นักการเมืองอยากพูดอะไรก็พูดไป และที่พูดว่าอยากเห็นเป็นมาตรฐาน ก็ขอถามว่ามาตรฐานคืออะไร และถ้าอยากเห็นความชัดเจนก็ไปเสริมใน พ.ร.บ. โดยไปเสนอเป็นกฎหมายลูก ขณะนี้อยู่ระหว่างการคิดและศึกษากันอยู่ ก็ต้องไปถามกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะคนที่ร่าง ซึ่งเขาก็คิดว่าอะไรที่รัฐบาลนี้ทำอะไรไม่ได้ผล ก็ต้องนำไปคิดต่อ การขับเคลื่อนการบูรณาการรัฐบาลทำได้ดีหรือไม่ ถ้าดีแล้วก็ต้องไปหากลไกในการทำต่อ ตนเพียงแต่เริ่มให้มีคณะกรรมการด้านยุทธศาสตร์ คณะกรรมการติดตามเรื่องของการปฏิรูป ถึงวันนี้ก็ยังจะไม่ยอมกันเลย สิ่งนี้ถือเป็นความเห็นที่ดีของนักการเมือง

"ผมก็พอจะรับได้ ซึ่งตนได้สั่งการไปแล้วว่าทำอย่างไรก็ได้ ไม่ให้ปัญหากลับมาที่เดิม แต่อยู่ที่ว่ามันจะทำได้หรือเปล่า เพราะต้องไปพิจารณาใน สนช. และคณะทำงานอีกจำนวนมาก ซึ่งก็มีหลายพวก มักหาข้อสรุปไม่ได้ ตนจึงต้องใช้อำนาจไปบ้าง จึงมีการประกาศใช้มาตรา 44 ซึ่งตนคิดว่าพอแล้วกับการใช้อำนาจพิเศษแบบนี้ มีใครไม่รู้ออกมาพูดว่า ไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 แล้วทำงานกันไม่ได้ ต้องไปดูไอ้คนที่พูด พูดแบบนี้แสดงว่าไม่เคารพกฎหมาย ผมพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นกฎหมายปกติ กลายเป็นว่าทำได้เพราะมีอำนาจตามกฎหมายพิเศษ ทำไมตอนเป็นรัฐบาล เป็นนักการเมือง ก็ทำให้มันทำได้สิ อย่าไปฝืนกฎหมายเสียเองง่ายๆ แค่นี้ ไม่ต้องมาเป็นภาระให้กับผม ต้องมาสอบสวนดำเนินคดี เยอะแยะไปหมด ผมบอกแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่สนใจกระบวนการยุติธรรม หน้าที่ของผมคือนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น อย่าไปบิดเบือนผมพอแล้ว อย่าไปหาเรื่องอื่นๆ เลย เรื่องมันเยอะอยู่แล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า

เมื่อถามว่า รู้สึกที่มีเสียงเรียกร้องให้เป็นนายกฯคนนอก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่รู้ เสียงนกเสียงกา ขี้เกียจตอบ"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณี ที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ 5 ประเด็น คดีจำนำข้าว ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเร่งแก้ไขให้เกิดความชัดเจน ว่า ตนได้ไล่เช็กดูแล้ว เป็นเรื่องของตัวเลขในช่วงต่างๆ ตนจึงให้ไปทบทวนอีกทีว่าเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะตัวเลขแรก ตัวเลขสอง ตัวเลขสาม บางทีมันสร้างความขัดแย้ง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ว่าตัวเลขจะมากจะน้อยยังไงก็ตาม มันต้องส่งให้กระบวนการยุติธรรมไป ขึ้นศาล ผู้ถูกกล่าวหาสามารถสู้ในศาลได้ ถ้าเรียกเขาเยอะ แต่เขาผิดน้อย เขาก็สามารถสู้ในศาลเพื่อให้เรียกน้อยได้ หรือไม่เสนอไปเขาอาจจะเรียกเพิ่มก็ได้ ทั้งหมดอยู่ที่ศาล ไม่ได้อยู่ที่ตน เขาต้องไปเรียกพยานหลักฐานมาเพิ่มอีก ไม่สรุปจากตรงนี้ ตนบอกแล้วทุกอย่างใช้กระบวนการยุติธรรม ซึ่งตัวเลขที่เกิดขึ้นนี้เป็นการสำรวจจากบัญชี จากคลัง จากส่วนต่างๆ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับสิ่งที่ตนเป็นกังวล คือ เป็นกังวลกับข้าราชการ ไม่ใช่ซูเอี๋ย ลดตรงนี้ไปโปะให้ข้าราชการ ตนอยากให้ข้าราชการเดือดร้อนที่ไหน นั่นคือสิ่งที่มันพันกันอยู่ระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง และท้ายสุดข้าราชการต้องมารับไป ไอ้คนที่ทำความผิดจริงๆ ก็คือหัวๆ นั่นแหละ ก็รับไป แต่ข้าราชการเป็นลูกน้องเขาจะทำอย่างไร ทั้งนี้สำหรับเรื่องตัวเลขขณะนี้ยังไม่รู้ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอยู่ บางทีก็ถามเร็วกันเกินไป ตัวเลข 2.8 แสนล้านนั้น ตั้งแต่ปี 57 เป็นช่วงแรกที่สรุปตัวเลขหน้าคลัง เป็นตัวเลขบัญชีราคาขายในขณะนั้น ตัวเลขสองตัวอาจไม่ตรงกัน แต่เมื่อนำเรื่องขึ้นศาลไปแล้วเขาก็ต้องดูว่าทำไมตัวเลขถึงไม่ตรงกัน

เมื่อถามว่า เดือนกันยายนจะสามารถสรุปตัวเลขได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มันต้องสรุปให้ทันก่อนหมดอายุความ ตนจะปล่อยให้หมดอายุความได้อย่างไร ตนรับผิดชอบเฉพาะเรื่องทางละเมิด ส่วนคดีแพ่ง คดีอาญาเป็นส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งนี้คดี มี 3 เรื่องและมีหลายกลุ่ม อีกทั้งจีทูจีอีก อย่านำมาพันกัน รับรองตนจะทำให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นจะเข้ามาทำไม เข้ามาให้เกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ถูกดำเนินคดี รัฐ และประเทศ ตนต้องทำตัวแบบนั้น ไม่ใช่ศัตรู

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณี ที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เตรียมเสนอแนวคิดให้นายกฯ ใช้มาตรา 44 ปลดสารเมทแอมเฟตามีน ออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 1 เพื่อให้แพทย์นำมาใช้รักษาผู้ป่วยและบำบัดคนติดยา ว่า ยังไม่เห็นพูดถึงมาตรา 44 เลย ตนเจอ พล.อ.ไพบูลย์เมื่อเช้า ไม่เห็นจะพูดเรื่องนี้ ตนถามเขาว่าเรื่องนี้จะเอาอย่างไร เขาบอกว่าเป็นการเสนอวิธีการในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นแนวคิดสากล แล้วตนก็ถามว่า ที่ พล.อ.ไพบูลย์ พูดออกมานั้นเป็นมาอย่างไร พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า หลายเรื่องไม่ตรงกับข้อเท็จจริง สื่อเสนอออกไปเพื่อให้สังคมรับรู้ว่า เขามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวผู้ต้องขัง การขึ้นทะเบียนยาเสพติด

"จะเรียกว่า ยาม้า ยาแมว อะไรก็แล้วแต่ เพราะเป็นเรื่องการรับรู้ของสังคม ถ้าคนจะรับไม่ได้ก็รับไม่ได้ก็ทำไม่ได้อยู่ดี เข้าใจหรือยัง อะไรอีกหลายอย่างที่ทำได้ในโลก แต่ประเทศไทยทำไม่ได้อยู่แล้วล่ะ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการโยนหินถามทางหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่การโยนหิน แต่เป็นการสร้างการรับรู้ จะโยนหินถามทางให้เมื่อยมือทำไม เดี๋ยวมันจะโดนหัวคน ก็ไปหารือกันมา ถ้าไม่ได้ก็ถือเป็นการดันทุรังมันไปไม่ได้อยู่แล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เขาไม่ออกกฎหมายให้แน่นอน แม้กระทั่งการปลูกพืชก็ติดขัดไปหมด เราต้องเคารพกติกากันเสียก่อน กฎหมายว่าอย่างไร เราจะหาทางออกกันอย่างไร เราจำเป็นจะต้องมีกฎหมายเพิ่มขึ้นหรือไม่ เราถึงจะไปกันได้ ประเทศเขาโตกันแบบนี้ยังไม่มีอะไรทั้งนั้น อย่าเพิ่งไปกังวล

นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้เอาแค่ปัญหาเรื่องผู้ต้องหาให้ได้ก่อน ที่ไปรวมกันในเรือนจำเดียว จะทำอย่างไรกัน ทั้งโทษอุกฉกรรจ์ โทษปานกลาง โทษที่กำลังจะพ้นโทษ แล้วจะอบรมกันได้อย่างไร อบรมความรู้ให้เสร็จแล้วก็ไปนอนรวมกันก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ถ้าเรามีงบประมาณในการสร้างที่ควบคุมนักโทษ ที่กำลังจะออกมาก่อนเพื่อที่จะอบรมเขา เราต้องคิดเป็นระบบแบบนี้ ตรงไหนขาดก็ย้าย ถอดประกอบและสร้างพื้นที่ให้คนใกล้พ้นโทษ เหมือนการเตรียมตัวเข้าสู่สังคม ไม่เช่นนั้นก็เหมือนกับการเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยเพิ่มขีดความสามารถ เข้ามาสามครั้งก็ได้ปริญญาเอกเลย ไม่ใช่สร้างคุกให้เยอะเข้าไว้ แล้วก็มาแออัดกันอยู่แบบนี้ กฎหมายแรงขึ้น สังคมและประชาชนต้องมีภูมิคุ้มกันตัวเอง และต้องสอนลูกหลานให้ดี พ่อแม่ผู้ใหญ่ก็ต้องเคารพกฎหมาย ลูกก็ต้องเคารพพ่อแม่ ที่ผ่านมามีใครสอนให้เคารพแบบนี้บ้าง ไม่มี ปล่อยกันไป แล้วแต่ใครเป็นพวกใคร มันไปไม่ได้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้