วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เมนูนรก ‘คางคกย่าง’ พิษร้ายแรง เซ่น2ศพ

เมนูนรก ‘คางคกย่าง’ พิษร้ายแรง เซ่น2ศพ

  • Share:

เปิบพิสดารจานมรณะ “คางคกปิ้ง” สังเวยชีวิต 2 ศพ พ่อเฒ่าวัย 70 ชาว จ.น่าน บาดเจ็บอีก 3 คน เป็นเพื่อนบ้านวัย 45 ที่มานั่งกินแกล้มเหล้ากับ หลานชาย 2 คน วัย 4-6 ขวบ กินที่เหลือกับข้าวเหนียว มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ญาติรีบพาส่งโรงพยาบาลให้หมอช่วยชีวิตไว้ได้ 3 คน ส่วนพ่อเฒ่าทั้ง 2 คน เสียชีวิตที่บ้านกับไปสิ้นใจตายที่โรงพยาบาล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแจ้งเตือนประชาชนที่นิยมเมนูแปลกห้ามนำคางคกมาทำอาหารกินเด็ดขาด สารพัดสารพิษอันตรายทั้งในผิวหนัง เลือด เครื่องใน และไข่ มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทางเดินอาหาร จนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวตายได้ทันที แนะวิธีแก้หากกินเข้าไปให้รีบอาเจียนก่อนนำส่งโรงพยาบาลทันที

อุทาหรณ์ของคนชอบเปิบพิสดารอาหารแปลกๆ จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต เปิดเผยเมื่อเวลา 20.30น. วันที่ 28 ส.ค. นพ.นริศ บุญธนภัทร นายแพทย์ชำนาญการ รพ.ทุ่งช้าง จ.น่าน แถลงว่า ได้รับผู้ป่วยเป็นชาวบ้านที่รับประทานเนื้อคางคก จากหมู่บ้านประดู่ หมู่ 14 ต.ทุ่งช้าง อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน มารักษาตัวที่โรงพยาบาล 5 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 2 ราย

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอทุ่งช้างไปตรวจพื้นที่ เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อคางคกที่เหลือปิ้งไว้ในเตาภายในบ้าน ตรวจที่ชำแหละคางคก และชี้แจงให้ญาติทราบรายละเอียดเกี่ยวกับพิษคางคกที่นำมารับประทานจนกระทั่งเสียชีวิต ส่วนผู้ป่วย 3 ราย แพทย์รักษาพยาบาลแล้วอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ช่วงเย็นวันที่ 27 ส.ค. ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ 3 ราย รับประทานคางคกและไก่ปิ้งในตะแกรงอันเดียวกันในเวลา 16.00 น. จากนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. ผู้ป่วยรายแรกเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว
จุกแน่นท้อง จากนั้นหมดสติและเสียชีวิตที่บ้านในเวลา 18.00 น. ผู้ป่วยรายที่ 2 เริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียนในเวลา 21.40 น. ญาติพาเข้ารักษาตัวที่ รพ.ทุ่งช้าง ต่อมาเวลาประมาณ 01.00 น. เริ่มหายใจไม่ออกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย เป็นชายอายุประมาณ 70 ปี

ส่วนผู้ป่วยรายที่ 3 เป็นชายอายุประมาณ 45 ปี ให้ข้อมูลว่าถูกเรียกให้ไปรับประทานเนื้อคางคกที่เหลือในจานเพียงครึ่งตัว สภาพถูกลอกหนัง ไม่มีหัว ไม่มีเท้า มีไข่อยู่ในท้อง รับประทานเนื้อส่วนสีข้างลำตัวและไข่เพียงปลายนิ้วก้อยร่วมกับสุรา จากนั้นขอตัวกลับบ้าน พอตกดึกมีอาการคลื่นไส้อาเจียน 3 ครั้ง ก่อนญาติพาส่ง รพ.ทุ่งช้าง แพทย์ตรวจพบชีพจรเต้นเร็ว นอกจากนี้ มีผู้ป่วยอีก 2 ราย เป็นเด็กชายอายุ 4-6 ขวบ หลานของผู้เสียชีวิต กินเนื้อคางคกที่เหลือกับข้าวเหนียว ตกดึกมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ผู้ปกครองรีบนำส่ง รพ.ทุ่งช้าง แพทย์รักษาจนอาการปลอดภัยทั้ง 3 คน อนุญาตให้กลับบ้านได้ ฝากเตือนประชาชนให้งดเว้นการรับประทานคางคกเด็ดขาด เนื่องจากมีพิษร้ายแรงมาก

ด้าน นพ.นิพนธ์ พัฒนกิจเรือง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน กล่าวว่า สารพิษในคางคกคือ บูฟากิน บูโฟท็อกซิน และบูโฟเทนนิน พบในผิวหนัง เลือด เครื่องใน และไข่ มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวจนเสียชีวิตได้ทันที ความร้อนไม่สามารถทำลายพิษได้ ขอเตือนประชาชนและผู้ชื่นชอบรับประทานอาหารเมนูแปลกๆ ห้ามนำคางคก หรือไข่คางคกมาบริโภคเด็ดขาด

ขณะที่ รพ.น่าน ประกาศแจ้งเตือนประชาชนห้ามนำคางคกมารับประทานเด็ดขาด เพราะมีพิษอันตรายที่ต่อมน้ำเมือกใกล้หู ซึ่งขับเมือกที่มีสารชีวพิษประเภท digitaloids อาการเป็นพิษมักเกิดขึ้นช้าๆ ภายหลังรับประทานคางคกไปแล้วหลายชั่วโมง ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องร่วง อาจมีอาการสับสน วิงเวียน ระดับความรู้ สติจะเปลี่ยนแปลง เริ่มตั้งแต่สับสน เพ้อ ง่วงซึม มีอาการทางจิตประสาทจนถึงชักและหมดสติ อาการสำคัญคือ หัวใจจะเต้นช้าลง ผิดจังหวะ และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ทั้งนี้ คางคกไม่ใช่สัตว์ที่คนทั่วไปจะนำมารับประทานเป็นอาหาร แม้จะมีคนที่เคยรับประทานใช้กรรมวิธีต่างๆ กำจัดพิษจากตัวคางคก แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารพิษอันตรายอยู่มาก วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการไม่นำคางคกมารับประทาน แต่หากได้รับพิษจากการกินคางคกหรือไข่คางคก ควรรีบทำให้อาเจียนโดยเร็วที่สุดและนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้