วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การเดินทางของ “แฟชั่นผู้ชายไทย” จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

โดย GQ Thailand

IN THE BEGINNING

ก่อนหน้าที่จะมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปเกิดขึ้นเป็นล่ำเป็นสัน หนุ่มไทยในช่วงทศวรรษ 70s ลากยาวจนถึงทศวรรษ 80s ต่างต้องพึ่งพิงร้านตัดเสื้อเป็นหลัก โดยในสมัยนั้นร้านตัดเสื้อหลักๆ ของคุณผู้ชายมักกระจัดกระจายอยู่ในโซนสะพานควาย บรรทัดทอง ประตูน้ำ (ซึ่งดังมากเรื่องกางเกงยีนส์ที่ห้างอินทรา ประตูน้ำ) และแน่นอนโซนสยามสแควร์ ทั้งนี้ตัวอย่างร้านตัดเสื้อที่ดูไฮเอนด์ขึ้นมาหน่อยก็มี เช่น ลานสล็อต และบอดี้ช็อป ซึ่งหนุ่มๆ ในยุค 70s ที่นิยมแต่งตัวสไตล์มอด เข้ารูปฟิตเปรี๊ยะบวกกางเกงขาบานในแบบจอห์น ทราโวตรา จากภาพยนตร์เรื่อง Saturday Night Fever ที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ร้านตัดเสื้อเหล่านี้มักมีรูปแบบชุดตัวอย่างจัดแสดงอยู่หน้าร้าน หรือมีแค็ตตาล็อกให้เลือกชม รวมไปถึงการก๊อปแบบเสื้อผ้าจากนิตยสารต่างประเทศเช่นนิตยสาร GQ ที่ตอนนั้นมีขายเฉพาะห้างเซ็นทรัล สาขาสีลม ฉะนั้นการจะเห็นผู้ชายสองคนใส่ชุดแบบเดียวกันในแบบทุกวันนี้จึงยากยิ่ง เพราะเสื้อผ้าทั้งหมดถูกสั่งตัดแบบ Made-to-order ทั้งสิ้น

ในขณะที่เสื้อผ้าสำเร็จรูปเริ่มจะมีให้เห็นประปราย แต่นักออกแบบคนแรกๆ ที่เริ่มทำเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่คนแฟชั่นกล่าวถึงคงเป็นไข่-สมชาย แก้วทอง เจ้าของแบรนด์ ‘ไข่’ ที่มีสาขาในห้างสยามเซ็นเตอร์ หลายคนอาจจะนึกว่าแบรนด์ไข่ทำแต่เสื้อผ้าผู้หญิง แต่ที่จริงในคอลเลกชั่นหนึ่งๆ โดยเฉพาะคอลเลกชั่นที่มีการคอลลาบอเรทกับศิลปิน แบรนด์ไข่จะทำคอลเลกชั่นเสื้อผู้ชายผสมอยู่ด้วย

แต่ถ้าพูดถึงความแมสเป็นหลัก แบรนด์ผู้ชายไทยวัยรุ่นในยุค 70s จนถึงต้นยุค 80s คงต้องเป็นแบรนด์ชูลาภ ซึ่งมีเอกลักษณ์ของการนำผ้าลินินมาใช้ ผสมผสานกับผ้ายืด เช่น ข้างหน้าเป็นผ้าลินิน ข้างหลังเป็นผ้ายืด ข้างหน้าผ้ายืดข้างหลังลินิน ตัวลินินแขนผ้ายืด หรือตัวผ้ายืดแขนลินิน ที่สำคัญคือด้านหลังเสื้อต้องมีสกรีนคำว่า ‘ชูลาภ’ เท่านั้น ความฮิตของเสื้อชูลาภในหมู่หนุ่มเมืองหลวงผ่านการบอกเล่าเป็นอย่างดีจากเล้ง-อดิศักดิ์ โรจน์ศิริพันธ์ ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ Zenithorial ที่ว่า “ก่อนสยามเซ็นเตอร์เปิด 10 โมง มันเหมือนกับตอนที่ H&M x Balmain เปิดขายวันแรกไม่มีผิด คือมีคนไปยืนเข้าคิวรอตั้งแต่ห้างยังไม่เปิด แล้วเชื่อไหมว่าพอ 11 โมงเช้า ร้านชูลาภก็ปิดเพราะของขายจนหมด ต้องรอพนักงานจัดสต๊อกใหม่เพื่อเตรียมขาย ลูกค้าที่ซื้อไม่ทันตอนช่วงเช้าก็เลยต้องกลับมาช็อปกันอีกครั้งตอนบ่ายสองเป็นต้นไป”

ด้านเด็กหนุ่มรุ่น ‘ทีนเอจ’ ในยุคเดียวกันดูจะคุ้นเคยกันดีกับแบรนด์เสื้อ Domon เป็นพิเศษ โดมอนอาจไม่ได้รับการจัดไว้ในประเภทเสื้อผ้าดีไซเนอร์ไทย แต่โดมอนนั้นมีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ต่อแฟชั่นไทยอย่างยิ่งยวด เพราะเด็กหนุ่มหลายคนนั้นเติบโตมาพร้อมเสื้อผ้าแบรนด์โดมอน ทั้งนี้โดมอนเป็นแบรนด์นำเข้ารูปแบบ ‘ก๊อบปี้’ โดยเจ้าของแบรนด์เป็นคนในวงการเสื้อผ้าที่ทุกคนเรียกอย่างสนิทสนมว่า ‘เฮียหมา’ ก่อนจะเกิดร้านโดมอนที่สยามเซ็นเตอร์ เฮียหมามีร้านเสื้อผ้าที่โด่งดังชื่อซาซูยะ ที่ถนนข้าวสาร

เสื้อผ้าของเฮียหมาไม่ว่าจะเป็นแบรนด์มัสซูดะ, กอม เดส์ การ์ซง, นิโคเล่, แพคชิโน่ ฯลฯ คือการซื้อเสื้อผ้าจริงจากต่างประเทศ (ซึ่งเน้นแบรนด์ญี่ปุ่นเป็นหลัก) แล้วเอามาใช้เป็นแบบก๊อบปี้ผลิตขายกันอีกที ซึ่งคนแฟชั่นทั้งหลายต่างก็ไปซื้อเสื้อผ้าจากร้านซาซูยะกันทั้งนั้น โดยราคาเสื้อผ้าตัวก๊อบปี้ก็มีหลักพันหรือสองพันต้นๆ เชียวละ! (แพงมากหากย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว) หลังจากที่เฮียหมาเปิดร้านโดมอนที่สยามเซ็นเตอร์ เสื้อผ้าแบรนด์โดมอนก็เริ่มมีชื่อเสียงไม่เฉพาะแค่ในกรุงเทพฯ แต่ยังขยายวงกว้างออกไปยังต่างจังหวัด ทำให้เด็กหนุ่มวัยรุ่นในต่างจังหวัดได้รู้จัก ‘เสื้อผ้าแบรนด์’ เป็นชื่อแรกๆ โดยเฉพาะการประกวด “โดมอนแมน” ที่ถือเป็นงานประจำปีที่ทำให้แบรนด์โดมอนมีชื่อเสียงในระดับประเทศ

THE BIRTH OF THAI DESIGNERS

จากเสื้อเชิ้ตเข้ารูปกางเกงขาบานในยุค 70s เมื่อเข้าสู่ยุค 80s แฟชั่นก็เปลี่ยนไปอย่างไม่เหลือเค้าเดิม เชิ้ตตัวแน่นฟิตเปรี๊ยะถูกแทนที่ด้วยเชิ้ตตัวหลวมโพรก กางเกงขาบานกลายเป็นกางเกงทรงแบ็กกี้ที่สะโพก เสื้อผ้าประจำตัวหนุ่มสาวกลายเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ โดยไม่มีแบรนด์ไหนในเวลานั้นจะเป็นตำนานได้มากกว่าแบรนด์โซดาป๊อปในห้างสยามเซ็นเตอร์

ก่อนหน้าจะมีร้านโซดาป๊อป กบ-เมนาท นันทขว้าง เจ้าของแบรนด์ Soda ทำเสื้อทีเชิ้ตฝากขายตามร้านต่างๆ ทั้งร้านไชโยที่สะพานควาย ร้านเกนหลง ที่ราชดำริอาเขต จนมาเปิดร้านโซดาป๊อปที่สยามเซ็นเตอร์ ซึ่งขายเพียงทีเชิ้ตอย่างเดียว ทั้งนี้ทีเชิ้ตของโซดาป๊อปเป็นทีเชิ้ตที่มีดีไซน์ มีคาแรกเตอร์จากคัตติ้งสลิม หรือคอเสื้อแบบวีลึก คอปาดมากกว่าปกติ บวกเสื้อแขนกุด เสื้อกล้ามและลวดลายในแบบงานอาร์ต หลังจากนั้นจึงเริ่มมีไอเท็มของนักออกแบบคนอื่นๆ ร่วมวางจำหน่ายจนเหมือนร้านมัลติแบรนด์ให้ลูกค้าสามารถจับคู่การใส่ทีเชิ้ตโซดาป๊อปกับแบรนด์อื่นๆ เสื้อทีเชิ้ตของโซดาป๊อปจึงเป็นไอเท็มเด็ดที่หนุ่มสาวในยุคนั้นต้องมีอย่างน้อยคนละหนึ่งตัว (เช่นเดียวกันกับถุงกระดาษของร้าน) ความโด่งดังของโซดาป๊อปเลยทำให้เกิดร้านสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะที่ชื่อ Soda Guy ในที่สุด

นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งนักออกแบบที่ทำทั้งเสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชายอันโด่งดังนั่นคือ ป๋อง-องอาจ นิรมล เจ้าของแบรนด์ Ong-Art Niramon โดยเสื้อผ้าผู้ชายขององอาจ นิรมล เต็มไปด้วยความเรียบโก้ มาสคูลีน ใส่สูทผูกไทมีความภูมิฐาน ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นแฟชั่นในโครงสร้างแบบยุค 80s ที่ทุกอย่างดูโอเวอร์ไซส์ไปเสียหมด จนตอนหลังประสบความสำเร็จจนต้องแตกไลน์ผู้ชายโดยเฉพาะที่ชื่อ Ong-Art Niramon Homme

เช่นเดียวกันกับโหน่ง-ปริญญา มุสิกมาศ อีกหนึ่งนักออกแบบในตำนาน ที่ทำทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงภายใต้ชื่อตัวเอง ก่อนจะเปิดห้องเสื้อผู้ชายในชื่อ Gable by Prinya ที่มาบุญครอง (คาดว่าชื่อ Gable น่าจะมาจากชื่อ Clark Gable พระเอกฮอลลีวูดระดับตำนานในยุค 30s - 40s) ทั้งนี้เสื้อผ้า Gable by Prinya นั้นดูสนุกสนานและมีความเป็นแฟชั่นชั้นสูงทั้งรายละเอียดการตกแต่ง งานปัก งานพิมพ์บนเชิ้ตตัวหลวมอย่างลายหัวไก่ ซึ่งนำลายโลโก้ยากันยุงตราหัวไก่มาใช้เป็นลายพิมพ์ได้อย่างเก๋ไก๋จนกลายเป็นหนึ่งในชิ้นมาสเตอร์พีซที่หนุ่มยุค 80s ต้องมี

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ภาณุ อิงคะวัต (และเพื่อนๆ) จึงสร้างแบรนด์ Greyhound ขึ้นมาในปี 1980 และเปิดร้านที่ชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์ “เกรย์ฮาวด์เริ่มต้นขึ้นมาในรูปแบบเสื้อผ้าที่เป็นสตรีทสไตล์มากๆ เพราะแบรนด์ในห้างสรรพสินค้าจะเป็นพวกคลาสสิกแบรนด์จากเมืองนอกเสียส่วนใหญ่ ในขณะที่เด็กวัยรุ่นสมัยนั้นก็กระหายที่จะแต่งตัว อยากจะมีแบรนด์เสื้อผ้าที่ทันสมัยและยังดูแคชวล ไม่ใช่เสื้อผ้าสำหรับคนทำงานเท่านั้น เกรย์ฮาวด์จึงอยากทำเสื้อผ้าที่ยังไม่มีในตลาดตอนนั้น ที่สำคัญคือเป็นเสื้อผ้าที่เราชอบและอยากใส่เองด้วย ผมเป็นคนแต่งตัวแคชวลมากๆ ชอบใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ผมทำงานโฆษณาอยู่ในตอนนั้น โตมากับสายงานกราฟิกดีไซน์ โดยงานที่ทำให้เกรย์ฮาวด์มีชื่อเสียงจนขายดิบขายดีในตอนนั้นคงเป็นพวกทีเชิ้ตพิมพ์ลายสนุกๆ มีข้อความที่มีความหมายน่าสนใจอะไรบางอย่างบวกลูกเล่นในการใช้ตัวอักษร ยังจำได้เลยว่ามีเสื้ออยู่ตัวหนึ่งที่เอารูปไม้ทีมาใช้แล้วเขียนคำว่าเชิ้ตลงไป มันเลยกลายเป็นทีเชิ้ตซึ่งฮิตมาก กางเกงยีนส์ก็เอาเรื่องประโยชน์ใช้สอยมาผสมจนดูไม่เหมือนกางเกงยีนส์แบบปกติ” ภาณุ อิงคะวัต เล่าถึงสไตล์เสื้อผ้าเกรย์ฮาวด์ในยุคเริ่มแรก

แต่ทั้งนี้ลูกค้าเกรย์ฮาวด์ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นทั่วไปซะทีเดียว เพราะราคาเสื้อผ้านั้นเริ่มต้นที่หลักพัน (เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว เสื้อเชิ้ตตัวละ 2,200 บาท) กลุ่มลูกค้าหลักจึงเป็นเด็กมหาวิทยาลัยขึ้นไปจนถึงหนุ่มวัยทำงาน แต่เนื่องด้วยเสื้อผ้าในแบบเกรย์ฮาวด์เป็นสไตล์เสื้อผ้าที่ไม่มีในท้องตลาด เกรย์ฮาวด์จึงกลายเป็นแบรนด์เสื้อผู้ชายอยากเท่ของคนรุ่นใหม่ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และถือเป็นแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยแบรนด์แรกที่ทำเฉพาะเสื้อผ้าผู้ชายเท่านั้นแล้วประสบความสำเร็จอีกด้วย (ในช่วงต้นเท่านั้น ก่อนเพิ่มคอลเลกชั่นเสื้อผ้าผู้หญิงตามมาในคราหลัง)

ไม่เพียงแต่สยามเซ็นเตอร์เท่านั้นที่จัดเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของกรุงเทพฯ ในยุค 80s แต่ยังมีตึกชาญอิสสระที่เปิดในระหว่างปี 1986 (พ.ศ. 2529) ตึกชาญอิสสระจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กใหม่ของวงการแฟชั่นพร้อมการเกิดแบรนด์ดังที่ชื่อเธียเตอร์ (Theatre) ซึ่ง จ๋อม-ศิริชัย ทหรานนท์ เจ้าของห้องเสื้อเธียเตอร์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงก่อให้เกิดกระแสการเปิดสาขาของกลุ่มก้อนนักออกแบบไทยในตึกชาญอิสสระ

“เพราะเราชอบทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิง เพราะฉะนั้นเสื้อผ้าของเธียเตอร์จึงดูเป็นแบบยูนิเซ็กซ์ เสื้อผ้าที่ผู้ชายและผู้หญิงสามารถใส่ได้ ผู้ชายในแบบเธียเตอร์จึงมีความเป็นเฟมินีน มีความดาร์ก มีความเป็นโกธิคอยู่ ผสมกลิ่นอายแบบปารีเซียง (Parisien) ในขณะเดียวกันก็มีความคลาสสิกอยู่ในตัว เสื้อผ้าจึงเป็นแบบใส่ทับซ้อนกันหลายชิ้น เพราะฉะนั้นใครอยากได้ของที่มันเบสิกๆ ก็เชิญไปหาซื้อที่ร้านอื่น เพราะเราจะขายของแบบนี้ นี่เป็นคอนเซปต์ของเรามาตั้งแต่ต้น” จ๋อม-ศิริชัย ทหรานนท์ กล่าว ซึ่งหลังจากก่อตั้งแบรนด์มา 4 ปี เธียเตอร์ก็แยกไลน์เสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงออกจากกันอย่างชัดเจน

ความโดดเด่นของเสื้อผ้าผู้ชายจากดีไซเนอร์ไทยในยุค 80s จึงถูกถ่ายทอดลงในนิตยสารไลฟ์สไตล์-แฟชั่นผู้หญิงที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นมากมายไม่ว่าจะเป็น BR, ลลนา, เปรียว, แพรว และดิฉัน โดยมีนายแบบดังหลายคนอย่างเบน อิศรางกูร ณ อยุธยา, รัฐ จำเดิมเผด็จศึก, เอก-อติชาต รักษะจิตร, เฮนรี่ ปรีชาพานิช และบดินทร์ ดุ๊ก ทำหน้าที่ต้นแบบการแต่งตัวของยุคที่ยังไม่มีคำว่ามิกซ์แอนด์แมตช์เกิดขึ้น

ALL ABOUT CELEBRITY

“เสื้อผ้าของ Time’s End เป็นเสื้อผ้าง่ายๆ สำหรับเด็กวัยรุ่น ไม่มีอะไรซับซ้อนแต่มีความสนุกของมันอยู่ในแบบ เช่น จับนู่นมาใส่นี่ บ้าๆ บอๆ กางเกงลายสกอต ผ้าพันคอ ผ้าโพกหัว ฯลฯ เด็กวัยรุ่นในยุคนั้นจะแต่งตัวตามศิลปิน ซึ่งผมมีโอกาสได้ทำเสื้อผ้าให้กับศิลปินอย่างใหม่-เจริญปุระ อัลบั้มชุดที่สอง สมชาย เข็มกลัด, ลิฟท์-ออย และศิลปินอาร์เอสหลายๆ คนในช่วงยุคต้น 90s จึงส่งผลให้เสื้อผ้า Time’s End ขายดิบขายดี” สิทธิ์-ชนะชัย จรียะธนา เล่าถึงการทำงานของแบรนด์ไทมส์เอนด์ (Time’s End) หนึ่งในแบรนด์ระดับตำนานของยุค 90s ที่โดดเด่นด้วยงานปัก งานเพ้นต์ งานประดิษฐ์ ที่ดูเป็นศิลปะตามแนวเด็กศิลปากร มหาวิทยาลัยที่เขาจบการศึกษา ก่อนจะออกมาสร้างแบรนด์ตัวเองในวัยเพียง 22 ปี

แม้เสื้อผ้าผู้ชายไทมส์เอนด์จะขายดี แต่สิทธิ์-ชนะชัยก็เปรยว่าแฟชั่นผู้ชายไทยจะมีผลต่อผู้ชายบางกลุ่มเท่านั้นละ โดยเฉพาะกลุ่มคนแฟชั่นกันเอง ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ในสังคมคือผู้ชายแต่งตัวธรรมดา เสื้อผ้าแบรนด์ห้างสรรพสินค้าฝั่งดีพาร์ตเมนต์ไม่ว่าจะเป็น S’ Fare, Arrow, Guy Laroche และแบรนด์อื่นๆ จึงเป็นที่นิยมและสะท้อนให้เห็นว่าเสื้อผ้าผู้ชายแนวแฟชั่นจัดจ้านยังเป็นตลาดที่แคบอยู่

เช่นเดียวกัน เล้ง-อดิศักดิ์ โรจน์ศิริพันธ์ จากแบรนด์ Zenith (ชื่อเก่าก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Zenithorial ตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปัจจุบัน) ซึ่งเปิดตัวหลังแบรนด์ Time’s End ในปี 1988 (พ.ศ. 2531) เล่าให้ฟังถึงการแต่งตัวของหนุ่มๆ ยุคต้น 90s ว่า “หลังจากกระแสเสื้อลายพิมพ์ในแบบ Versace ฮิต ก็เข้าสู่สไตล์มินิมัลที่มี Armani และ Jil Sander เป็นสไตล์หลัก เด็กผู้ชายไทยจึงเริ่มใส่เสื้อยืดเรียบๆ สกรีนชื่อแบรนด์อย่าง Banana Republic หรือ Emporio Armani ที่หน้าอก และใส่กางเกงยีนส์ขาใหญ่ลากพื้น จนปลายขากางเกงขาดรุ่งริ่งบวกรองเท้าแตะ ซึ่งตอนนั้นมองไปทางไหนก็เห็นเด็กผู้ชายแต่งตัวสไตล์นี้หมด” หลังจากเปิดแบรนด์ Zenith เพียงไม่นาน เล้ง-อดิศักดิ์จึงเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเพื่อเรียนรู้การตัดเย็บเสื้อผ้าผู้ชาย และแบรนด์ Zenith นี่เองที่นำเอาการแต่งตัวสุดเนี้ยบแต่มีดีเทลที่น่าตื่นตาตื่นใจของผู้ชายลุคสูทเข้าสู่วงการแฟชั่นไทยในยุค 90s เป็นผลสำเร็จ

“ในยุค 80s ผู้ชายยังไม่ใส่สูทออกงานมากนัก เพราะเสื้อผ้าไหมพิมพ์ลายตัวหนึ่งมันแพงมาก ใส่แล้วต้องโชว์ จะใส่สูททับก็ไม่ได้ ดูตัวอย่างได้จากคุณชาติชาย ชุณหะวัณ พอเข้ายุค 90s จึงเริ่มหันมาใส่สูทกัน Zenith ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากกระแสดีไซเนอร์โลกในช่วงนั้นทั้ง Jean Paul Gaultier, Thierry Mugler และ Claude Montana ซึ่งจะมีความอาวองต์การ์ดและมีโครงสร้างชุดที่แปลกตา สมัยแรกๆ ของ Zenith เราจึงเคยทำเชิ้ตปกที่เป็นแบบเจ็ดชั้นพับไปมาเหมือนงานพับกระดาษออริกามิซึ่งขายดีมาก”

ความชัดเจนในสไตล์มินิมัลที่ส่งอิทธิพลในวงการแฟชั่นช่วงยุค 90s ยังเห็นได้ชัดจากเสื้อผ้าแบรนด์ Anurak ของหมู-อนุรักษ์ ตั้งสมบูรณ์ หนึ่งในดีไซเนอร์ Power 5 ของวงการแฟชั่นไทยยุค 90s (กลุ่ม Power 5 คือกลุ่มนักออกแบบที่จัดงานแฟชั่นโชว์แล้วได้รับการพูดถึงมากที่สุด ได้แก่ Zenith, กรกนก, Huego Jarre ของโก้-ชัยชน สวันตรัจฉ์ ชื่อเดิมก่อนเปลี่ยนเป็น Good Mixer ในปัจจุบัน, Anurak และ Flynow โดยฟลายนาวเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวในกลุ่มนี้ที่ไม่ได้ทำเสื้อผ้าผู้ชายด้วย)

หมู-อนุรักษ์เริ่มต้นทำแบรนด์ Anurak ซึ่งเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงวัยทำงานแนวคุณหญิงคุณนายติดสวยหรู หลังจากนั้น 3 - 4 ปี เขาจึงเริ่มทำเสื้อผ้าผู้ชายภายใต้แบรนด์ anr เพราะโดยส่วนตัวเสื้อผ้าผู้ชายเป็นสิ่งที่เขาคุ้นชินและใกล้ชิดมากกว่า โดย anr เริ่มขายที่อิเซตันก่อนย้ายไปอยู่ที่ชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์ “ผมชอบเสื้อผ้าผู้ชายมากกว่า มันเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว ผมจึงหันมาทำเสื้อผ้าผู้ชาย เสื้อผ้า anr เป็นแนวสตรีทที่เปลี่ยนไปตามกระแสแฟชั่นในแต่ละช่วง แต่ก็มีความเรียบง่ายสไตล์มินิมัลเพื่อหนุ่มออฟฟิศที่ไม่ได้ต้องการอะไรจืดชืดเสียทีเดียว โดยเฉพาะเชิ้ตกับกางเกงสแล็คในคัตติ้งดีเยี่ยม ซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ของเสื้อผ้า anr” หมู-อนุรักษ์กล่าว

แม้กระแสหลักของแฟชั่นโลกในยุค 90s จะเป็นสไตล์มินิมัลควบคู่กับสไตล์กรันจ์และนิวโรแมนติก แต่แฟชั่นของชายไทยนั้นกลับเต็มไปด้วยความหลากหลายที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ดังเห็นได้จากผลงานออกแบบของโก้-ชัยชน สวันตรัจฉ์ ที่นำเอาสไตล์ความชอบส่วนตัวมาถ่ายทอดลงเสื้อผ้าในแบรนด์ Huego Jarre ที่ก่อตั้งในปี 1991 “เสื้อของ Huego Jarre จะเน้นงานฝีมือ เสื้อผ้าจะเป็นใยธรรมชาติทั้งหมด มีความยับและความดิบเท่ โดดเด่นด้วยงานปักเพราะเรามีช่างปักที่มีความสามารถ โครงเสื้อเป็นแบบหลวมๆ ตามสไตล์นิยมในยุคนั้น เราทำเสื้อในแบบที่ตัวเองชอบล้วนๆ ไม่สนใจใครเลย ผมชอบดูงานศิลปะไทย ก็จะนำเอาสิ่งรอบตัวของไทยมาใช้” โก้-ชัยชนเล่าถึงแบรนด์แรกที่เขาสร้างขึ้น

แบรนด์ Huego Jarre มีอายุสั้นๆ เพียง 3-4 ปีก่อนที่จะปิดตัวไป แล้วโก้-ชัยชนจึงเปิดแบรนด์ใหม่ที่ชื่อ Hewgo ตามด้วยแบรนด์ Good Mixer ในปี 1999 ซึ่งเป็นสไตล์ ‘East Meets West’ หรือตะวันออกพบตะวันตก ซึ่งไม่อิงกับเทรนด์ใดๆ ของโลกทั้งนั้น แต่เน้นจับความเป็นไทยมาใช้ในลายพิมพ์ ทั้งลายไก่แจ้ ปลากัด งานวัด นักมวย หรือลายแถบผ้าสีแปลกๆ ทั้งผ้าถุง ผ้ามูมู่แนวคุณยาย หรือนำเอาสีสันสิ่งของต่างๆ ของกรุงเทพฯ มาบิดใหม่ให้น่าสนใจ

THE BOLD AND BRAVE ERA

“จำได้ว่า Zenith เคยจัดแฟชั่นโชว์ที่เกษร เช้าวันถัดมา รายการข่าวของสรยุทธเอาคลิปแฟชั่นโชว์มาวิพากษ์วิจารณ์ว่าน่าเกลียดใครจะใส่ เดี๋ยวนี้ผู้ชายใส่กางเกงเป้าสั้นขนาดนี้แล้วเหรอ เพราะเราเอานายแบบหุ่นดีอย่างเอ็กซ์-ปิยะมาเดินแฟชั่นโชว์ใส่กางเกงยีนส์เอวต่ำโชว์วีเชฟ ซึ่งในยุคนั้นร้านผมขายกางเกงยีนส์เอวต่ำได้ดีมาก เพราะว่ายังไม่ค่อยมีคนทำ” เล้ง-อดิศักดิ์เล่าด้วยความขบขัน Zenith พลิกภาพจากแบรนด์เสื้อผ้าที่เน้นสูทและเชิ้ตมาเป็นแบรนด์ที่มีความเซ็กซี่ในช่วงต้นยุค 2000 ด้วยการสไตลิ่งบนรันเวย์ เช่นเดียวกันกับ anr ที่รับเอาอิทธิพลแฟชั่นสมัยใหม่ของผู้ชายมาใช้ด้วย แฟชั่นโชว์ของ Zenith กลายเป็นความฮือฮาและเป็นแฟชั่นโชว์แรกๆ ของเมืองไทยที่นำเสนอนายแบบในชุดกางเกงว่ายน้ำทั้งหมด ซึ่งตอนนั้นก็เห็นจะมีเพียงแบรนด์อย่าง 27 November และ Issue เท่านั้นที่นำเสนอความเซ็กซี่ของผู้ชายในกางเกงว่ายน้ำผ่านเวทีแฟชั่นโชว์

ต้นยุค 2000 รูปแบบเสื้อผ้าผู้ชายจึงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการหันมาสวมใส่เสื้อผ้าที่เข้ารูปอย่างชัดเจน รวมไปถึงความกล้าแต่งตัวมากขึ้น คำว่า ‘มิกซ์แอนด์แมตช์’ หรือที่แปลว่า ‘การผสมผสานหลากหลาย’ จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในการแต่งตัว หนึ่งในแบรนด์ไทยที่เรียกว่าฮือฮาที่สุด เพราะนำเสนอแนวคิดมิกซ์แอนด์แมตช์สไตล์แฟชั่นชั้นสูงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเรียลลิสติก ซิทูเอชั่น (Realistic Situation) หนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายภายใต้ร้านเฮดควอเตอร์ (Headquarter) ของ ใหม่-พลัฏฐ์ พลาฎิ

“เสื้อผ้าผู้ชายทางเลือกในท้องตลาดค่อนข้างน้อย เสื้อที่เป็นแฟชั่นจริงๆ ยังไม่ค่อยมีเท่าไร ถึงจะเป็นสตรีทแวร์ก็เป็นสตรีทแวร์แนวแมสทั่วไปไม่ใช่แนวแฟชั่น เฮดควอเตอร์จึงอยากให้เสื้อผ้าผู้ชายดูมีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น ส่วนตัวผมเป็นคนชอบเสื้อผ้าแนววินเทจพวกแจ็กเก็ตในยุค 70s หรือพวกเสื้อโค้ต เราจึงนำเสื้อผ้าเหล่านั้นมาลดทอนหรือเพิ่มรายละเอียด เพราะตลาดเสื้อผ้าผู้ชายตอนนั้นเป็นสไตล์มินิมัลเสียส่วนใหญ่ เราจึงอยากสร้างมุมมองใหม่ หลายคนจึงมองว่าเสื้อผ้าของร้านเฮดควอเตอร์ดูเยอะ แต่ความจริงมันคือเสื้อที่สามารถใส่แค่ตัวเดียวก็จบได้” ใหม่-พลัฏฐ์อธิบายสิ่งที่ทำให้เฮดควอเตอร์ได้รับการพูดถึงในตอนนั้น

แต่เสื้อผ้าผู้ชายในสไตล์เรียลลิสติก ซิทูเอชั่น ก็ใช่ว่าจะถูกใจผู้ชายทั่วไปทุกคน เพราะความเป็นจริงมันเหมาะกับผู้ชายที่ชอบการแต่งตัวและมีความกล้ามากหน่อย เรียลลิสติก ซิทูเอชั่น จึงเป็นเพียงกระแสหนึ่งในหมู่แฟชั่นนิสต้าของประเทศเท่านั้น ขณะที่อีกแบรนด์ภายใต้การทำงานของเขาที่ชื่อ 4x4 Man กลับสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการแต่งกายของผู้ชายไทยได้ในที่สุด

“4x4 Man เริ่มต้นจากการไปออกแบบแคปซูลคอลเลกชั่นเล็กๆ ให้กับแบรนด์เสื้อผ้าเวิร์กแวร์ผู้ชายของเครือเซ็นทรัล เป็นสูท กางเกงสแล็ค เชิ้ต ทำไปทำมาทางผู้ใหญ่เห็นโอกาสทางด้านงานดีไซน์และการเติบโตทางธุรกิจ จากที่ให้ทำแค่ราวเดียวเลยกลายเป็นเต็มคอลเลกชั่น จากที่จะไปอยู่รวมกันกันแบรนด์อื่นๆ ในดีพาร์ตเมนต์สโตร์ก็กลายมาเป็นแบรนด์เดี่ยว จนในที่สุดกลายมาเป็น 4x4 Man ซึ่งใช้ระยะเวลาไม่นาน” ใหม่-พลัฏฐ์กล่าว

อาจเพราะเสื้อผ้าของ 4x4 Man นั้นเป็นลักษณะเสื้อผ้าทำงานปกติของผู้ชายเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเชิ้ต กางเกงสแล็ค บวกสูทที่ใส่ลูกเล่นให้มีความเป็นแฟชั่นผ่านงานกราฟิกและเส้นสายทางสถาปัตย์ ต่างจากแบรนด์ห้างทั่วไปที่ห่างไกลจากคำว่าเท่เก๋ดูแฟชั่น 4x4 Man จึงเข้ามาทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างความต้องการนี้ และหลังจากความสำเร็จ เราจึงได้เห็นแบรนด์ดังรายอื่นเริ่มทำเสื้อแนวเดียวกันในที่สุด ใหม่-พลัฏฐ์ยังให้ข้อคิดที่น่าสนใจของการแต่งตัวของชายไทยกับเทรนด์แฟชั่นว่า

“ผู้ชายทั่วไปไม่ได้ตามแฟชั่นขนาดนั้น เขาไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ 2016 เทรนด์อะไรกำลังมา เขาจะเห็นเฉพาะเสื้อที่แขวนอยู่บนราว หรือโชว์อยู่หน้าร้าน ชอบก็ซื้อ ไม่ชอบก็ไม่ซื้อ เทรนด์ของผู้ชายมันผนวกอยู่กับไลฟ์สไตล์สูง เพราะเวลาเกินครึ่งหนึ่งของพวกเขาคือเวลาทำงาน เสื้อทำงานจึงมีความสำคัญมากสำหรับผู้ชายยุคนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากตามเทรนด์ ไม่อยากใส่เสื้อผ้าที่เป็นแฟชั่นนะ แต่ชีวิตเกินครึ่งเขาต้องใส่ชุดทำงานน่ะสิ”

แต่ก็ยังมีแบรนด์น้องใหม่ที่กล้าทำกล้าเสี่ยง นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ๆ มาท้าทายความต้องการของผู้ชายยุคปัจจุบัน ประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์ตรงของสามพี่น้องตระกูลเฑียรฆประสิทธิ์ ที่สร้างแบรนด์เพนคิลเลอร์ (Painkiller) ในช่วงต้นยุค 2000s ผ่านเสื้อผ้าสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่มีความวินเทจนิดๆ ซึ่งผู้ชายไทยยังไม่เก๊ต (เข้าใจ) ในช่วงแรก

“อรเรียนที่ฝรั่งเศสมาตั้งแต่มัธยม พอกลับมาเมืองไทย ทำแบรนด์เพนคิลเลอร์ รู้สึกได้ว่าทำไมคนเขาไม่ได้แต่งตัวในแบบที่เราคุ้นเคย แต่อรก็ทำสิ่งที่ตัวเองชอบและคุ้นเคย เราเริ่มทำเสื้อผ้าในสไตล์ที่ยังไม่มีใครทำขึ้นมาเลยในวงการแฟชั่น ตอนแรกเราก็มีความงง ตอนที่เปิดร้านครั้งแรก คนมายืนมองดิสเพลย์ที่ร้านเหมือนไม่เคยเห็นเสื้อผ้าแบบนี้มาก่อน ทำไมอยู่ดีๆ เอาเสื้อผ้าแบบลุงๆ ป้าๆ รุ่นพ่อรุ่นแม่มาขาย คนไม่เข้าใจ ทำให้ช่วงแรกคนตั้งคำถามมากว่าผู้ชายเขาแต่งตัวกันอย่างนี้เหรอ” อร-สิริอร เฑียรฆประสิทธิ์ ดีไซเนอร์แบรนด์เพนคิลเลอร์ เล่าถึงการทำงานในช่วงแรกของเธอ

นอกจากนั้นเรายังได้เห็นการยืนหยัดในสไตล์ตนเองอันมีเอกลักษณ์ผ่านแบรนด์ดังอีกแบรนด์ที่ชื่อทูบว์แกลลอรี่ (Tube Gallery) ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2000 หรือแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนในสไตล์ชนเผ่าที่ชื่ออิชชู่ (Issue) ซึ่งเปิดตัวในปี 1999 โดยโรจน์-ภูภวิศ กฤตพลนารา “ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ บางทีเสื้อผ้าที่มีความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ก็มีข้อดีและข้อเสีย แต่กว่า 16 ปีที่ผ่านมามันทำให้เราเรียนรู้ว่าการทำแบรนด์ไม่ใช่แค่ออกแบบเสื้อผ้าอย่างเดียว การออกแบบเสื้อผ้ามีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของเทรนด์ ใครคือกลุ่มลูกค้า หรืออะไรคือความต้องการของพวกเขา แต่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังคงไว้ซึ่งการออกแบบเสื้อผ้าที่เรารักและคิดว่ามันเป็นตัวเรา” โรจน์-ภูภวิศกล่าว

FASHION NOW

ไม่เพียงแค่แบรนด์ที่ต้องมีเอกลักษณ์ในงานออกแบบอย่างชัดเจน การแต่งตัวของผู้ชายในปี 2010 ก็ต้องมีสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองด้วย เทรนด์สตรีทสไตล์และเสื้อผ้าวินเทจจึงกลับมาฮิตติดลมก่อเกิดตลาดเสื้อผ้าทางเลือกหลากหลาย ทั้งในแง่ของสไตล์ตลอดจนระดับราคา จนทำให้ยุคนี้ไม่มีเทรนด์ไหนที่โดดเด่นแบบใส่กันทั้งบ้านทั้งเมืองเหมือนในอดีต นี่จึงเป็นเทรนด์ให้เกิดแบรนด์แนวใหม่ที่เป็นแบบร้านค้ามัลติเลเบลหรือมัลติสโตร์ (ร้านที่รวมหลายๆ แบรนด์และสินค้าหลากหลายประเภทจำหน่ายในร้านเดียวกัน) ดังตัวอย่างของแบรนด์สุภาพบุรุษแนวมัลติเลเบล ชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์ ที่ชื่อ Gin & Milk ซึ่งเน้นแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายเลือดใหม่ที่มีคุณภาพในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น Leisure Project, P.Mith, SSAP NYC และอีกหลายแบรนด์ ซึ่งข้อดีของร้านมัลติเลเบลคือ ลูกค้าสามารถหาซื้อเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์ตนเองได้ในร้านเดียว

ฟลุค-วัฒนเกียรติ พัชรโชคมงคล Senior Section Manager ร้าน Gin & Milk เล่าให้เราฟังถึงแนวคิดร้าน รวมไปถึงวิธีการทำงานที่ไม่เพียงพยายามหาแบรนด์ไทยเลือดใหม่มารวมกันเพื่อให้เกิดโอกาสซื้อให้มากที่สุด “การทำแบรนด์ในปัจจุบันยังต้องมองถึงเรื่องระดับของราคาที่ทำให้เกิดการจับจ่ายง่าย รวมไปถึงการมองดูเทรนด์ที่เกิดขึ้นเพื่อทำให้มีชิ้นที่ขายได้คล่องมากขึ้นอีกด้วย”

ความหลากหลายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ ระดับราคา หรือสไตล์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ จึงทำให้เกิดภาพการเติบโตของวงการแฟชั่นเสื้อผ้าผู้ชายไทยอย่างยิ่งใหญ่ แต่ดีไซเนอร์หลายคนกลับให้ความเห็นตรงกันว่ามันคือการเติบโตในวงแคบๆ เท่านั้น และจะไม่โตไปมากกว่านี้ ดูได้จากลูกค้ากลุ่มหลักของแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยที่สยามเซ็นเตอร์ที่มักเป็นลูกค้าต่างประเทศถึงมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ สิ่งหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ไทยไม่สามารถเติบโตไปมากกว่าการเป็นแบรนด์ในประเทศเล็กๆ เพราะนักธุรกิจไทยไม่เคยมองมันเป็นธุรกิจที่ทำเงินอย่างแท้จริง มันจึงไม่มีการลงทุนเพื่อให้แบรนด์เติบโตในระดับโลกได้ในที่สุดนั่นเอง

ที่มา - GQ Thailand
www.gqthailand.com

ก่อนหน้าที่จะมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปเกิดขึ้นเป็นล่ำเป็นสัน หนุ่มไทยในช่วงทศวรรษ 70s ลากยาวจนถึงทศวรรษ 80s ต่างต้องพึ่งพิงร้านตัดเสื้อเป็นหลัก.. 29 ส.ค. 2559 18:35 ไทยรัฐ