วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


สวยอลังฯ แบบชนเผ่า! อวดคอลเลกชั่นฝีมือ ‘ณิชา จิรกิติ’ ทายาทรุ่น 3 โนริโกะ

กลับมาเปิดฟลอร์ใหม่ให้วงการแฟชั่นอีกครั้ง สำหรับแบรนด์ห้องเสื้อดังระดับตำนานอย่าง Noriko ที่ล่าสุดได้จัดแฟชั่นโชว์สุดพิเศษ ’Noriko Showcase Gallery 2016’ ขึ้นในรอบหนึ่งทศวรรษ เผยโฉมคอลเลกชั่นใหม่ ‘The Colour of Tribes’ สไตล์ชนเผ่าร่วมสมัยกว่า 25 ลุค มาให้แฟนๆ ได้ชมกัน ณ โนริโกะ ช็อป แกลอรี่ ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์...

และแน่นอนว่า ไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดไปร่วมชมโชว์ครั้งนี้ พร้อมคว้าตัวดีไซเนอร์สาวสวยหน้าคม ‘จ๋า-ณิชา จิรกิติ’ เจเนอเรชั่นรุ่นที่ 3 มาเม้าท์มอยแบบเอ็กซ์คลูซีฟถึงคอลเลกชั่นล่าสุดนี้ ท่ามกลางมนต์เสน่ห์ของลวดลาย-สีสันผ้าพื้นถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว !!

ประวัติแบรนด์เริ่มมายังไง
เริ่มมาจากคุณยาย หลังคุณยายแต่งงานตอนอายุ 24 ปี ก็ย้ายมาอยู่ที่ไทยเลย เพราะคุณตาเป็นคนไทย ทั้งสองคนก็ย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่กัน แล้วตอนนั้นที่เมืองไทยเองไม่ค่อยมีร้านเสื้อผ้ามากมาย แต่คุณยายเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบใส่เสื้อผ้าสวยๆ ครั้นจะให้ส่งมาจากญี่ปุ่นก็ลำบาก คุณยายก็เลยจ้างช่างมาตัดเย็บให้ เป็นคนออกแบบลวดลายทั้งหมดเอง สั่งตัดทำใส่เองก่อน จนพอหลังๆ มีคนชอบสนใจก็ได้จ้างคุณยายให้ช่วยทำให้ แล้วก็ไปสั่งตัด ทีนี้พอมีคนมาขอเยอะมากขึ้น คุณยายก็เลยเปิดเป็นบริษัทเล็กๆ ภายใต้ห้องเสื้อแบรนด์ ‘Noriko’ ซึ่งเป็นชื่อจริงของคุณยาย (ก่อตั้งปี 2533) ตอนนั้นใครที่สนใจก็วัดไซส์สั่งตัด คุณยายรับทำชุดให้

จนพอมารุ่นคุณแม่ก็เริ่มเปิดเป็นร้านขายเสื้อผ้า มี Shop หน้าร้านให้เลือก เริ่มทำเป็นคอลเลกชั่นออกมา โดยแตกแบรนด์ขึ้นมาอีกหนึ่งชื่อว่า แบรนด์ ‘Riko’ อันนี้จะแตกต่างจาก ’Noriko’ ตรงที่เน้นเป็นผ้ายืดใส่สบาย ใส่ง่าย สามารถใส่ในชีวิตประจำวันได้ Every day look ให้มันมีความทันสมัยมากขึ้นเข้ามาประยุกต์ด้วย ในขณะที่ Noriko จะเน้นผ้าไทย ใส่ออกงานมากกว่า และไม่มี Shop หน้าร้านให้เลือก พอมารุ่นเรา Generation 3 ก็ได้แตกแบรนด์ขึ้นมาอีกหนึ่งแบรนด์ ชื่อว่า ’Nich’ (มาจากชื่อจริงของเรา : ณิชา) เปิดมาได้ 2 ปีแล้ว อันนี้เราตั้งใจที่จะขยายกลุ่มลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น เป็นผู้หญิงอายุปลาย 20-30 ต้นๆ ซึ่งตอนนี้แบรนด์ของเรามีขายอยู่ที่พารากอนที่เดียว ทว่าก็มี Items Select ไปตั้งขายที่แบรนด์ Noriko และ Riko ด้วย เพื่อเป็นไอเทมสินค้าให้ลูกค้าเลือกแมตช์

ความแตกต่าง และโดดเด่นของแบรนด์ Noriko ที่ตีตลาดเมืองไทยได้
เราว่าอยู่ที่ดีไซน์ และการคัตติ้ง ตั้งแต่แรกแล้วที่คุณยายดีไซน์เอง คุมการตัดเย็บเองทั้งหมด ทุกขั้นตอน แล้วคนก็เริ่มชอบ-สนใจกันจนขอให้คุณยายทำให้บ้าง ด้วยงานตัดเย็บที่ประณีต เรียบร้อย และมีการพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ ดีไซน์เราก็เก๋ เลยทำให้ลูกค้ายอมรับจนมีฐานลูกค้าที่แน่น อีกทั้งแบรนด์ Noriko ยังใช้ผ้าไทยที่เดี๋ยวหาได้น้อยมากแล้ว มันเลยเป็นจุดขาย และความน่าสนใจ สังเกตได้ว่าที่ดังจริงๆ ก็จะเป็น Jim Thompson ไปเลย ทว่าถ้าเป็นไทยดีไซเนอร์เองจะไม่ค่อยเห็นกันแล้ว

จริงๆ ทั้งแบรนด์ Noriko, Riko และ Nich ต่างก็ยังเห็นคุณค่า และเสน่ห์ของผ้าไทยอยู่ ซึ่งเราเอามาปรับให้เข้ากับยุคสมัยนี้ วิธีการตัดเย็บที่โดดเด่นร่วมสมัยมากขึ้น หลายคนอาจติดภาพว่าใครที่สวมใส่ผ้าไทยจะต้องเป็นคนมีอายุหน่อย ล้าสมัย ดูเฉย แต่เราจะทำให้คนยุคนี้คิดเกี่ยวกับผ้าไทยใหม่ว่า วัยรุ่นทั่วไปก็ใส่ได้ การหยิบโน่นหยิบนี่มาแมทซ์ให้เกิดเป็นลูกเล่น ลวดลายใหม่ๆ สามารถใส่เดินเล่นชิลๆ หรือใส่ไปข้างนอกก็เก๋ไปอีกแบบ เหมือนกับคอลเลกชั่นล่าสุดนี้...

อินสไปร์คอลเลกชั่นล่าสุด
บอกก่อนว่า คุณแม่ชอบสะสมผ้าไทยมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงตอนนี้ก็สะสมมาได้ประมาณ 20 กว่าปีแล้ว ฉะนั้นคอลเลกชั่นนี้หลายๆ ชุดที่ได้เห็นก็มาจากผ้าที่คุณแม่เก็บสะสมมา ซึ่งมีเยอะมาก แต่ละผืนมันเก่า และไม่สามารถหาดูได้ง่ายๆ แล้ว ย้อนกลับไปเล่าให้ฟังว่า คอลเลกชั่นนี้จริงๆ คุณแม่เราเป็นคนเริ่มคิดนะ เพราะว่าผ้าไทยที่สะสมมันมีเยอะจนไม่มีที่เก็บแล้ว จากตอนแรกกินที่แค่ห้องทำงาน ตอนหลังมันเยอะขึ้นจนลามไปกินที่ที่บ้าน คุณแม่ก็เลยรู้สึกว่าน่าจะเอาผ้ามาทำอะไรสักอย่าง อีกทั้งแต่ละผืนก็เป็นผ้าหายาก และสวยมาก อยากให้คนเมืองได้เห็นบ้าง เพราะผ้าพวกนี้เดี่ยวนี้ไม่ค่อยได้เห็นสักเท่าไหร่ ก็เลยคุยกันว่า มันน่าจะดีกว่าถ้าเราหยิบมาทำเป็นคอลเลกชั่น ปรับให้ดูทันสมัยขึ้น สามารถใส่แมตช์ได้ง่าย และไม่ดูแปลกตาเวลาใส่เดินออกไปข้างนอก

สำหรับคอลเลกชั่นนี้เราร่วมกันทำกับคุณแม่ ซึ่งคุณแม่ก็จะมีสไตล์ของเขาเองอยู่แล้ว ส่วนเราก็จะช่วยเลือกธีมสีผ้า ลายผ้า คิด Pattern ต่างๆ แล้วหยิบเอาแมตช์กัน อีกทั้งยังช่วยคิดเรื่องลูกเล่นต่างๆ ในชุด เพื่อที่จะให้เวลาเดิน หรือเวลาขยับตัวดูมีมิติมากขึ้น

ถามว่าส่วนไหนที่ยากที่สุด เราคิดว่าเป็นการเลือกชนิดผ้าที่นำมาแมตช์กัน ธีมของคอลเลกชั่นนี้ คือเราตั้งใจที่จะให้แต่ละชุดมีหลายการทอผ้าแตกต่างกัน เป็นการเอาหลายๆ ลายปะปนกันไป ที่นี้การที่จะหยิบมามิกซ์มันก็ต้องเลือกนิดหน่อย เพราะอย่างที่บอกผ้าแต่ละผืนเป็นผ้าเก่า และมีแค่ผืนละแบบเท่านั้น ตรงนี้ก็อาจจะยากหน่อยที่ต้องมานั่งคิดว่า เราจะหยิบใช้ลายไหนกับลายไหน สีไหนกับสีไหน ให้มันมิกซ์กันลงตัวออกมาสวย เราจะพลาดไม่ได้เลย !!

จุดเด่นของคอลเลกชั่นนี้
คอลเลกชั่นนี้ชื่อว่า ‘The Colour of Tribes’ สไตล์ชนเผ่าร่วมสมัย แน่นอนว่าจุดเด่นของมันคือ ลายผ้าไทย-(สีสัน) ลายผ้าพื้นเมืองชนเผ่าที่หาไม่ได้แล้ว ซึ่งมันมาจากหลายเผ่าต่างๆ ทั้งในประเทศ และของประเทศพื้นบ้าน ฉะนั้นลวดลายผ้าก็มีความแตกต่างกัน (ไม่ซ้ำกันเลยสักผืน) มีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน รวมถึงวิธีถักทอก็เช่นกัน ถามว่ามันแตกต่างจากคอลเลกชั่นอื่นผ่านๆ มายังไง เราคิดว่าคงเป็นการผสมผ้าไทยเข้ามาเยอะมาก (กว่าคอลเลกชั่นอื่น) ส่วนใหญ่ Noriko กับ Riko จะมีเสื้อผ้าที่ไม่ได้จัดเต็มผ้าไทยขนาดนี้ เราอาจหยิบมาใส่แค่บางส่วน บางชิ้น เช่น บริเวณปก หรือแขนเสื้ออะไรก็ว่ากันไป แต่กับคอลเล็กชั่นนี้เราตั้งใจที่จะคัตติ้งให้เห็นลายทอผ้าอย่างชัดเจนไปเลย ใช้ผ้าเยอะแล้วมาต่อลายกันให้ประณีตสวย ถือว่าเร็วมากเลยนะทุกอย่างเสร็จภายใน 1 เดือน ตั้งแต่คิดธีม ดีไซน์ เข้ากระบวนการตัดเย็บ จนออกมาเป็นผลงานอย่างที่เห็น

คอลเลกชั่นนี้วาง Target ผู้หญิงแบบไหน
จริงๆ มันเหมาะกับทุกวัยนะ เพราะว่ามันสามารถเอาไปแมตช์กับอย่างอื่นได้ แยกเป็นชิ้นบน ชิ้นล่าง ก็ทำให้ดูเก๋ขึ้น แฟชั่นขึ้น คุณอาจคิดว่าผ้าไทยเป็นอะไรที่เฉยมาก ดูโบราณ-ใส่แล้วดูแก่มีอายุ แต่คอลเลกชั่นนี้จะทำให้มุมมองคุณเปลี่ยนไป ถึงจะเป็นไอเทมเดียวกัน ถ้าแต่ละคนเอาไปใส่ มันก็ออกมาไม่เหมือนกัน ยิ่งใส่ความเป็นตัวเองหยิบไปแมตช์กับตัวนี้ตัวนี้บ้าง มันยิ่งทำให้การแต่งตัวสนุกขึ้น อย่างชุดนี้ (ชุดข้างบน) ถ้าเอาไปแมตช์กับเสื้อเชิ้ต หรือเสื้อที่มันโก้ๆ หน่อยก็สามารถใส่ออกงานสังคมได้เลย

ดึงดูดให้คนสนใจในชุดผ้าไทย กล้าใส่ออกข้างนอกมากขึ้น
เอาจริงๆ คุณแม่ยายมีพื้นฐานลูกค้าเดิมที่สนใจในผ้าไทยอยู่แล้ว ตั้งแต่เริ่มทำแบรนด์ Noriko แต่ถามถึงสมัยนี้เราก็เห็นบางคนสนใจอยู่นะ อย่างไม่กี่วันก่อนมีคนอายุราว 20 กว่าๆ เดินเข้ามาถามว่า ขอจองได้ไหม ราคาเท่าไหร่ สวยดี ไม่รู้นะ แต่ยังไงเราก็ยืนยันว่า ที่ลูกค้าชอบ สนใจ และยังยึดติดกับแบรนด์เราเป็นเพราะคัตติ้งของเสื้อผ้า คัตติ้งดีให้ดูน่าสนใจก็ทำให้คนอยากใส่ ใส่แล้วไม่ดูแก่อย่างที่คิด ผสานกับดีไซน์สวย มันก็ดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาเอง

ณิชาชอบด้านดีไซน์ เรียนออกแบบมาโดยตรงเลยรึเปล่า
เราเรียนจบออกแบบมาจาก BUNKA FASHION GRADUATE UNIVERSITY ที่ประเทศญี่ปุ่น เอาจริงๆ เราก็ชอบดีไซน์นะ เหมือนมันซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ เรียนรู้มาจากคุณยายและคุณแม่ เห็นเขาสองคนปลุกปั้นแบรนด์ขึ้นมาเรื่อยๆ เราก็รู้สึกชอบและอยากทำบ้าง ซึ่งพอมาทำแล้วก็สนุกเพลินดี ทั้งสองคนสอนเทคนิคทำเสื้อผ้ายังไงบ้าง ? สอนเยอะเลย บางทีโรงเรียนมันไม่มีสอน แต่มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์ และด้วยความที่บ้านเรามีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง เป็น In House Production ฉะนั้นพอเราทำก็จะเจอปัญหาจริง ลงมือทำจริงๆ ตั้งแต่เลือกผ้า เลือกวัสดุ ออกแบบเอง ตัดเย็บเองหมด เวลาที่คุณแม่หรือคุณยายคอยสอน เราก็จะได้ประสบการณ์ตรงนั้นไป

เรามีโอกาสได้เห็นการตัดเย็บเสื้อผ้า ขั้นตอนต่างๆ นับเป็นความโชคดีมาก เพราะบางแบรนด์สมัยนี้นิยมไปจ้าง Outsource ซึ่งเขาก็จะรู้แค่ในส่วนงานดีไซน์ของเขา ทว่าเขาจะไม่ได้เห็นขั้นตอนมันจริงๆ ว่ากว่าจะออกมาเป็นเสื้อตัวหนึ่ง หรือชุดๆ หนึ่งมันเป็นยังไง แต่เราเห็นตรงนั้น มันก็เหมือนเราได้เรียนรู้จากช่างของเราด้วย

หาอินสไปเรชั่นออกแบบมาจากไหน
ก็หลายๆ อย่างนะรอบๆ ตัว อย่างเวลาไปเที่ยว ไปดูงานอาร์ตต่างๆ เราก็จะจดบันทึกไว้เป็นไอเดียกันลืม หรือถ่ายรูปเก็บไว้บ้าง ยิ่งสมัยนี้สามารถดูงานอาร์ตจากศิลปินที่เราชอบตามอินสตาแกรมได้ เราก็เปิดดูโน่นนี่หลายๆ อย่าง ทุกอย่างมันเป็นอินสไปเรชั่นได้หมด เวลาที่เราเกิดไอเดียตัน คิดอะไรไม่ออก เราก็จะเปิดย้อนดูผลงานเก่าๆ ของตัวเอง แล้วมันก็จะคิดขึ้นมาได้ว่า เราเคยอยากจะทำแบบนี้ๆ นะ อยากจะลองเปลี่ยนตรงนี้ให้มันออกมาเป็นอีกลุคหนึ่งนะ เราก็ลองดู

อินสไปร์จากแบรนด์โปรด ? เรามีแบรนด์ที่ชอบเยอะนะ แต่ไม่เคยเอามาเป็นไอเดียเลย (หัวเราะ) ถ้าจะเอามาเป็นไอเดียก็คิดว่าน่าจะเป็นแบรนด์ของคุณแม่ และคุณยายนี่แหละ ไม่รู้สิ ด้วยความที่มันเห็น-อยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างซึมซับเข้ามาในตัวเรา

ฟีดแบ็กแต่ละคอลเลกชั่นเป็นยังไงบ้าง และคาดหวังคอลเลกชั่นล่าสุดแค่ไหน
ดีมากเลยนะคอลเลกชั่นที่ผ่านๆ มา ลูกค้าเห็นก็ชอบกัน ส่วนคอลเลกชั่นนี้เราก็คิดว่าจะออกมาดีเหมือนกัน (หัวเราะร่า) เพราะอย่างที่บอกว่ามันไม่มีคนอื่นทำ และผ้าไทยที่เราเอามาใช้ก็ล้วนแต่เป็นผ้าเก่าหายากทั้งนั้น ถ้าใครสนใจผ้าไทยก็อยากให้ลองแวะมาดูกัน !!

แบรนด์ Noriko และแบรนด์ในเครือ (Riko, Nich) มีขายที่ไหนบ้าง
แบรนด์ Noriko และแบรนด์ Riko ตอนนี้มีทั้งหมด 3 สาขาด้วยกัน คืออยู่ที่ สุขุมวิท 49 อันนี้เป็นแฟล็กชิพของ Noriko สาขาแรกคุณยายตั้ง, สยามพารากอน และดิ เอ็มควอเทียร์ ชั้น 1 ส่วนแบรนด์ Nich เพิ่งคลอดมาได้ 2 ปี ตอนนี้มีเปิดแค่สาขาเดียว คือสยามพารากอน แบรนด์ Noriko มีเปิดตลาดที่ญี่ปุ่นไหม ? ไม่มีเปิดที่ญี่ปุ่นนะ มันเป็นแบรนด์สัญชาติไทยนี่แหละ เพราะคุณยายเริ่มมาทำที่เมืองไทย แต่ถามว่ามีคิดไหมจะไปเปิดตลาดที่ญี่ปุ่น เราก็กำลังคิดอยู่เหมือนกัน แล้วก็คิดว่าอาจจะขยายไปเมืองนอกด้วยเพื่อเปิดตลาดให้ตัวเอง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ดีลกับใครไว้เลย

สุดท้าย Gen 3 อย่างณิชา ถ้าขึ้นมาแทนคุณยาย และคุณแม่ คิดไว้รึยังจะสร้างความต่างให้แบรนด์ยังไง
เราก็คิดอยู่นะ แต่หลักๆ เราก็อยากจะรักษามาตรฐานคุณยายเอาไว้ เพราะว่าแบรนด์ Noriko ทำมา 55 ปี ครึ่งศตวรรษแล้ว เราอยากที่จะให้มันคงอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ พร้อมกับรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ ทว่ารูปแบบการดีไซน์ก็อาจจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย อย่างไรก็ดี เรายังคงอยากจะเก็บส่วนผ้าไทยไว้อยู่ และนำเสนอตรงนี้ออกไปให้ได้มากที่สุด ยิ่งถ้าเราขยายสาขาไปในต่างชาติ เขาจะได้เห็นถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยตรงนี้ด้วย สิ่งสำคัญที่สุด เรามองว่าแบรนด์ควรจะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แล้วมันจะเติบโตไปง่าย และไปเร็ว !!

***สำหรับใครที่อยากติดตามความน่ารักสดใสของเธอต่อ สามารถฟอลโล่อินสตาแกรมเธอได้ที่ nichanichnich

กลับมาเปิดฟลอร์ใหม่ให้วงการแฟชั่นอีกครั้ง สำหรับแบรนด์ห้องเสื้อดังระดับตำนานอย่าง Noriko ที่ล่าสุดได้จัดแฟชั่นโชว์สุดพิเศษ ’Noriko Showcase Gallery 2016’ ขึ้นในรอบหนึ่งทศวรรษ เผยโฉมคอลเลกชั่นใหม่ ‘The Colour of Tribes’ สไตล์ 29 ส.ค. 2559 16:57 13 ก.ย. 2559 13:14 ไทยรัฐ