วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เพื่ออำนาจและผลประโยชน์

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้ตัดสินคดีที่สำคัญ 2 คดี คดีแรก นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ถูกพิพากษาจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา คดีที่สอง อดีตประธานคณะกรรมการและอดีตเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) ถูกพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี แต่ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี

นพ.สุรพงษ์และอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงไอซีที 2 คน ถูกฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฐานร่วมกันแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมของบริษัทชินคอร์ปที่ต้องถือในบริษัทชินแซลเทลไลท์จากไม่น้อยกว่า 51% มาเป็น 40% ของหุ้นทั้งหมด เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทชินคอร์ป และทำให้ราชการ เสียหาย

เป็นการแก้ไขสัญญาตั้งแต่ปี 2547 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเคยเป็นประธานกรรมการการบริษัทชินคอร์ป ก่อนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี คำพิพากษาระบุว่า นอกจากเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปแล้ว ยังเสี่ยงต่อการที่ต่างชาติจะเข้าครอบงำกิจการ และกระทบต่อกิจการโทรคมนาคมอันเป็นทรัพยากรของชาติ ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย โทรคมนาคม

เป็นการดำเนินคดีตามปกติ เมื่อมีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดก็ต้องมีการสอบสวนดำเนินคดี แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศไทย เพราะจำเลยเคยเป็นรัฐมนตรีผู้มีอำนาจ ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเอกชนไม่ใช่เอกชนธรรมดา แต่เป็นธุรกิจของครอบครัวนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์

คดีลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งในช่วงเวลาของรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง หรือไม่ได้มาจากเลือกตั้ง เพราะว่าในทางเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นทุนนิยมเต็มตัว ส่วนในทางการเมืองก็กลายเป็น “ธุรกิจการเมือง” การเมืองกับธุรกิจแยกกันไม่ออก คนคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งอาจเป็นทั้งนักธุรกิจเพื่อความร่ำรวย และเป็นนักการเมืองมีอำนาจปกป้องผลประโยชน์ตน

ธุรกิจการเมืองกลายเป็นปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย ถือว่าการเมืองเป็นการลงทุนด้วยจำนวนเงินมหาศาลจึงต้องใช้อำนาจหน้าที่แสวงประโยชน์ในทางมิชอบ เพื่อถอนทุนบวกกำไร ทำให้นักการเมืองถูกมองเป็นต้นตอการทุจริต และก่อความขัดแย้งทาง การเมือง ผู้คนขาดความเชื่อถือนักการเมืองเสื่อมศรัทธาระบอบประชาธิปไตย อ้างว่าไม่เหมาะกับไทย

วิธีการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพและ ได้ผลยั่งยืนที่สุดจะต้องปฏิรูปประชาธิปไตยครั้งใหญ่ ส่งเสริมให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็ง มีส่วนร่วมทางการเมืองจริง และเป็นการเมืองที่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่แข็งแกร่ง ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้ ไม่ติดกับอยู่แค่การเลือกตั้ง ต้องท้อแท้สิ้นหวังที่จะเป็นประชาธิปไตย.

29 ส.ค. 2559 10:02 ไทยรัฐ