วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หนทางสู่นายกฯสง่างาม

นอกเหนือจากการที่ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงจากการทำประชามติแล้ว การจัดแถว “กองทัพ” ได้ตามที่ต้องการย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. สามารถสร้างดุลยภาพด้านอำนาจเต็มไม้เต็มมือมากขึ้น

“ผมจะอยู่ต่อ แต่อยู่ด้วยกลไกประชาธิปไตย ให้สง่างาม แต่จะมาอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน” เป็นอีกประโยคหนึ่งที่ตามมา

หรืออาจสรุปความได้ว่าต้องการเป็นนายกฯต่อไป เพียงแต่จะมาได้อย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องหาทางเพื่อให้มีความเป็นไปได้

“ขีดเส้นใต้” ตรงนี้ก็คือต้องอาศัยรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก

ด้วยวิถีทางและความเป็นไปได้นั้นดูเหมือนจะมีหลายหนทางที่จะต้องเลือกว่าจะเอาแบบไหนอย่างไร

ถ้าย้อนกลับไปใช้รูปแบบสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ 8 ปี แม้จะมีการปรับ ครม. ยุบสภาแต่ก็สามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องและมีความมั่นคงมากสมควร อีกทั้งยังมีอำนาจในการเลือกรัฐมนตรีได้

แต่วิธีนี้ก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองใหญ่ 1 พรรคบวกกับพรรคการเมืองเล็กๆ ได้เสียงข้างมาก

“ประชาธิปัตย์” เป็นกุญแจสำคัญในยุคสมัยนั้น

แต่ครั้งนี้หากมองด้วยความเป็นจริงแล้วเพื่อไทยพรรคการเมืองใหญ่คงไม่เอาด้วยแน่เพราะแค่การแผ้วทางไปสู่นายกฯคนนอกก็มีเสียงคัดค้านและต่อต้านอย่างสุดกำลัง

ประชาธิปัตย์ในขณะนี้ ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคที่นอนกอดหลักการมาตลอดและได้แสดงออกด้วยการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงก็คงมีคำตอบแล้ว เว้นแต่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในพรรคจึงมีโอกาสที่พอจะมองเห็นได้

คสช.ตั้งพรรคการเมืองเองก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ผ่านมาเล็งเห็นแล้วว่า “ล้มเหลว” และเป็นเรื่องยาก โอกาสที่จะเลือกทางนี้อย่างตรงไปตรงมาเหมือนพรรคสามัคคีธรรมคงเป็นไปไม่ได้

จะทำได้ก็คือหาพรรคการเมืองที่เป็น “นอมินี” เท่านั้น

ทางหนึ่งที่พอจะมีความเป็นไปได้มากกว่ารอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการให้อำนาจ ส.ว. 250 คน ที่จะเสนอชื่อนายกฯคนนอกได้หรือไม่ หากสภาผู้แทนฯไม่สามารถเลือกนายกฯได้ เพราะ ส.ว.สามารถร่วมโหวตนายกฯได้อยู่แล้ว

ที่สำคัญต้องจับตาดูกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้งจะมีสูตรสำเร็จออกมาอย่างไร เพราะตรงนี้จะเป็นกลไกโดยตรงที่จะเอื้อต่อการเข้าสู่อำนาจของนายกฯคนนอกอย่างสง่างามด้วยการคุมเข้มนักเลือกตั้งอย่างเต็มที่

ล่าสุด มีข่าวออกมาว่า กกต.ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองเอาไว้บ้างแล้ว

เท่าที่สดับตรับฟังว่าสาระสำคัญของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองจะมุ่งเน้นไปที่การตั้งพรรคการเมืองจะยากขึ้น เช่นว่าพรรคการเมืองจะต้องหาสมาชิกให้ครบ 5,000 คน จากทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ จึงตั้งพรรคได้

การยุบพรรคการเมืองก็สามารถกระทำได้หากล้มล้างระบอบประชาธิปไตยปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย

แต่จะถึงขั้นต้อง “เซ็ตซีโร่” หรือไม่ต้องติดตามกันต่อไป

เพราะเท่ากับเป็นการเริ่มต้นกันใหม่ทุกพรรคการเมืองที่ต้องสามารถควบคุมกันได้ตั้งแต่ต้น เพียงแต่จะเป็นแบบยุบพรรคเหลือหัวหน้าพรรคคนเดียวหรือจะยุบทิ้งทั้งหมด

ทำให้คุมรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองและป้องกันการต่อรองได้.

“สายล่อฟ้า”

29 ส.ค. 2559 09:13 29 ส.ค. 2559 09:14 ไทยรัฐ