วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แบงก์แนะ "อยู่อย่างไรในยุคดิจิตอล"

จากแนวโน้มปัญหาอาชญากรรมทางการเงินผ่านธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ทำให้เป้าหมายและนโยบาย “เศรษฐกิจดิจิตอล” และ National e-payment ที่กำลังปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งอยู่ในเวลานี้ชะงักงันไปพอสมควร

อย่างไรก็ตาม นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังยังคงผลักดันแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-Payment Master Plan ต่อไป แม้จะมีกระแสข่าวทางลบกับระบบการชำระเงินด้วยอิเล็กทรอนิกส์เช่นการโจรกรรมเงินสดจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารออมสิน หรือแม้กระทั่งให้บริการ “อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง” ของธนาคารที่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ในเวลานี้ เพราะสิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่คือ การสร้างถนนที่เป็นซุปเปอร์ไฮเวย์รถทุกคันสามารถวิ่งและใช้เส้นทางที่กำลังสร้างขึ้นมาได้ทุกคน

คลังเดินหน้า อี-เพย์เม้นท์

“ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผมคิดว่า คนไทยคงไม่สามารถปฏิเสธนวัตกรรมได้ เพราะหากมองย้อนไปในอดีตก่อนจะมีตู้เอทีเอ็มก็มีโจรบุกชี้ชิงเงินจากธนาคารอยู่แล้วโดยใช้อาวุธปืน แต่หลังจากที่ธนาคารได้นำตู้เอทีเอ็มมาใช้ การบุกจี้หรือปล้นเงินธนาคารก็เปลี่ยนแปลงจากอาวุธปืน ไปเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือเรายังคงเรียกคนร้ายเหล่านี้ว่า โจรเหมือนเดิม”

ดังนั้น การให้บริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ก็ต้องมีระบบป้องกันที่สามารถพัฒนาและป้องกันการโจรกรรมของผู้ร้ายได้ “National e-Payment” นั้น เมื่อสร้างสำเร็จก็จะเป็นช่องทางที่สำคัญในการโอนเงินและยังเป็นที่เก็บหลักฐานข้อมูลของประชาชนในชาติ เพราะรัฐบาลจะรับทราบข้อมูลว่า ประชาชนคนไหนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากการลงทะเบียนของผู้ที่มีรายได้น้อย (ลงทะเบียนคนจน) ขณะที่ “พร้อมเพย์” คือการเปิดช่องทางในการรับโอนเงิน จึงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของ National e-Payment ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินผ่านบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต หรืออินเตอร์แบงก์กิ้งของธนาคารพาณิชย์ที่เปิดให้บริการประชาชนแต่อย่างใด”

มาตรการป้องกันมิจฉาชีพ

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคาร กสิกรไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ในฐานะที่สถาบันการเงินคือ ภาคธุรกิจลำดับต้นๆ ที่นำเอาบริการทางการเงินและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ ทั้งในการโอนเงิน การชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ รวมไปถึงการซื้อขายหลักทรัพย์ การซื้อขายกองทุน และล่าสุดมาถึงยุค e-Payment ที่ขยายตลาดออกไปในวงกว้าง เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและมีค่าใช้จ่ายต่ำนั้น

ธนาคารมีการวางระบบและกระบวนการเพื่อป้องกันการทุจริต โดยถือว่าเป็นภารกิจหลักมาตั้งแต่ต้นและมีการพัฒนามาโดยตลอดควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจธนาคาร การรักษาความปลอดภัยทั้งของเครือข่าย และเครื่องคอมพิวเตอร์ของทุกธนาคารมีมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้งมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในยุคปัจจุบันได้แก่ อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง (Internet Banking) และโมบายแบงก์กิ้ง (Mobile Banking) ส่วนสำคัญที่จะต้องระวังภัยคือ อุปกรณ์ของลูกค้า และพฤติกรรมของลูกค้าในการใช้งาน

“ตั้งแต่มีการให้บริการทางการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์มาหลายสิบปี เราเคยเห็นข่าวการทุจริต หรือการขโมยเงิน โดยอาศัยเทคโนโลยี หรือการหลอกลวงลูกค้ากันมาแล้ว รวมทั้งการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารในต่างประเทศและในประเทศไทยด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่คงจะมีอีกในอนาคตไม่ต่างไปจากการปล้นธนาคาร ปล้นรถขนเงิน หลอกลวงประชาชนโดยมิจฉาชีพ ซึ่งธนาคารต่างๆ ต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ มีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ป้องกันและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”

ข้อมูลที่ต้องเก็บเป็นความลับ

อย่างไรก็ตาม การป้องกันนั้นเป็นความร่วมมือของ 3 ฝ่ายคือ ลูกค้าธนาคาร และหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ที่จะร่วมกันกำหนดแนวทางในการให้ความรู้เรื่องของผลิตภัณฑ์และบริการพร้อมกับความรู้ในการป้องกันความเสี่ยงจากมิจฉาชีพให้กับลูกค้าละประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากบริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้เต็มที่

“เราต้องทำให้ประชาชนมีความรู้ด้านดิจิตอล (Digital Literacy) ทั้งในเรื่องการนำมาใช้ประโยชน์ และการป้องกันหรือการรักษาความปลอดภัย ที่เรียกว่า Cyber Security ประชาชนต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องเก็บเป็นความลับที่จะบอกผู้อื่นไม่ได้ ตัวอย่างเช่นในอดีตตอนเริ่มมีการใช้บัตรเอทีเอ็มในการถอนเงิน เราก็ให้ความรู้กับประชาชนว่าต้องเก็บรักษารหัสประจำบัตรให้ดี ห้ามบอกผู้อื่น ในยุคนั้นก็มีเหตุการณ์ที่ลูกค้ากลัวลืมรหัส แล้วเขียนรหัสไว้บนบัตรจนโดนผู้อื่นเอาไปถอนเงิน เราก็ใช้ความพยายามในเรื่องการรักษาความปลอดภัยของการใช้บัตรมาตลอด”

ในส่วนของข้อมูลที่ประชาชนผู้ใช้บริการจำเป็นต้องเก็บเป็นความลับให้มากที่สุดเพื่อปกป้องตนเองนั้น ประกอบด้วยชื่อผู้ใช้งานหรือ user id รหัสผู้ใช้งานหรือ password (รวมทั้งรหัสบัตร ATM/บัตรเดบิตที่เรียกว่า PIN) สิ่งที่ไม่ควรเปิดเผยหรือต้องระมัดระวังในการเปิดเผยต่อผู้อื่น เช่นบุคคลที่เราไม่รู้จัก คือ 1.บัตรประชาชน หรือภาพถ่ายบัตรประชาชน หรือข้อมูลบนบัตรประชาชน เช่นหมายเลขประจำตัวประชาชน วัน เดือน ปีเกิด เป็นต้น

2.เลขที่บัญชีเงินฝาก ข้อมูลที่อยู่ด้านหน้าและด้านหลังของบัตรเครดิต สิ่งต่างๆที่ใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินเช่น พีซี โทรศัพท์มือถือควรใส่ password ในการเปิด-ปิดเครื่อง ในอนาคตเราจะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆที่เรียกว่า Biometric เช่นการสแกนลายนิ้วมือ การสแกนม่านตามาใช้เพื่อเพิ่มการรักษาความปลอดภัย

“ปัจจุบันนี้ทุกธนาคารมีคำแนะนำในการใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อย่างปลอดภัย (Security Tips) ลูกค้าผู้บริโภครวมทั้งลูกค้าภาคธุรกิจควรศึกษาทำความเข้าใจ และปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านั้น รวมทั้งมีความตระหนักในกลโกงต่างๆของมิจฉาชีพเช่นภัยจากฟิชชิ่ง email และฟิชชิ่ง SMS ภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ภัยจากการ skim แถบแม่เหล็กของบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต ภัยจากการส่ง e-mail หรือโทร.มาหลอกลวงขอข้อมูล เป็นต้น”.

จากแนวโน้มปัญหาอาชญากรรมทางการเงินผ่านธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ทำให้เป้าหมายและนโยบาย “เศรษฐกิจดิจิตอล” และ National e-payment ที่กำลังปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งอยู่ในเวลานี้ชะงักงันไปพอสมควร 29 ส.ค. 2559 02:35 ไทยรัฐ