วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิกฤติซ้อนวิกฤติ : เตือนสัญญาณอันตรายนายกฯคนนอก

ทางออกของประเทศต้องสร้างประชาธิปไตย ยึดหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน

โดยกระจายอำนาจให้ประชาชนใช้อำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

ไม่ใช่คนกลุ่มหนึ่งใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของมันเอง ประชาชนถึงยังยากจนอยู่

ประเด็นนี้สำคัญที่สุดต้องดำเนินการก่อน ที่เหลือทั้งเสรีภาพ ความเสมอภาค หลักนิติธรรม และการเลือกตั้งต้องดำเนินการลำดับสุดท้าย ถึงจะแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้

ที่ผ่านมาพยายามสร้างประชาธิปไตยด้วยวิธีเดียวคือสร้างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย

จึงเกิดปรากฏการณ์ร่ำรวยรัฐธรรมนูญ แต่ยากจนประชาธิปไตย

ฉะนั้น ขอให้มุ่งหน้าไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่มุ่งหน้าไปที่รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นตัวสร้างให้ประชาชนมีความสุขขึ้น

เมื่อไหร่ทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น ทุกอย่างจะดีขึ้นตามมาเอง

ทั้งหมดเป็นหัวใจนำพาประเทศไทยออกจากวิกฤติและเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ซึ่ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ย้ำทุกครั้งเมื่อให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง เพื่อผ่านไปถึงผู้บริหารประเทศ

โดยการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ อยู่ในช่วงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2559 มีตำแหน่ง ผบ.ทบ.ถูกจับตามากที่สุด

และอยู่ในช่วงที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกแก้ไขให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง เปิดให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีจากคนนอกได้ จนถูกฝ่ายต่างๆ สะท้อนมุมมองคัดค้าน โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง

ไปติดตามมุมคิดของอดีตนายทหารประชาธิปไตยกันบ้าง เริ่มต้นจากการมองสถานการณ์การจับกุมกลุ่มแนวร่วม ซึ่งเห็นต่างกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ชวลิต บอกว่า ภาระหน้าที่ของกองทัพมีบทเรียนมาตลอด ผู้ที่คิดแบบผู้มีอำนาจในกองทัพตอนนี้ คิดเหมือนกับผู้มีอำนาจในอดีต

ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาระบอบการปกครองแบบเผด็จการให้หมดสิ้นไปได้

ขณะนี้มันเกิดสองระบบในเวลาเดียวกัน คือ ระบอบเผด็จการรัฐสภา ซึ่งอำนาจในรัฐสภาไม่ใช่อำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง เริ่มจากประชาชนเลือกผู้แทนของตัวเอง ไม่ได้เลือกตั้งที่ได้จากหัวใจหรือเข้าใจอย่างแท้จริง แต่มีปัจจัยอื่นเข้ามาจูงใจในการเลือกตั้ง

เมื่อเข้ามาเป็นตัวแทนของประชาชนอยู่ในรัฐสภา ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ถือดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติคือรัฐสภา กับฝ่ายบริหารคือรัฐบาล

กลายเป็นว่าอำนาจรัฐสภาถูกควบคุมโดยอำนาจบริหาร อำนาจบริหารเป็นผู้ถือดุล

ทุกอย่างที่มันเกิดเหตุขึ้น ล้วนเกิดจากดุลอำนาจไม่ถ่วงดุลกันและกัน

ปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น เพราะหัวหน้าพรรคการเมืองเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร ลูกพรรคในรัฐสภาก็ต้องเดินตาม ถึงแม้จะไม่เห็นด้วย

เมื่อผู้ถือ “ดุลอำนาจ” ไม่ใช่ประชาชน ทำให้เกิด “เผด็จการรัฐสภา”

พอเกิดรัฐประหาร ความจริงมันไม่เรียกว่ารัฐประหาร มันเรียกว่าการยึดอำนาจโดยทหารมากกว่า กลายเป็นเผด็จการทหารมาประกบอีกที ขณะเดียวกัน เผด็จการเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข

นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่กับการต่อสู้ของสองระบบ ระหว่าง “เผด็จการรัฐสภา” กับ “เผด็จการทหาร”

ถ้าเราขับไล่ผู้ยึดอำนาจออกไปได้ ก็ยังเหลืออีกระบบหนึ่งอยู่ ทำให้ทหารที่อยู่ในอำนาจออกมาพูดตลอดว่า เข้ามาบริหารประเทศทุกวันนี้เพื่อป้องกันนักการเมืองคดโกง

ฉะนั้น ประชาชนต้องรู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับ “เผด็จการรัฐสภา” และ “เผด็จการทหาร”

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว วิธีการต้องแก้ไขมีช่องทางเดียว ประชาชนจะต้องเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ได้ พร้อมอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่ากำลังทำอะไรกันอยู่

และทำความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือทหารที่อยู่ในอำนาจ หรือทหารที่กำลังจะอยู่ในอำนาจ หรือทหารที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจสูงสุดอยู่แล้วในบ้านเมืองวันนี้

คนที่กำลังแก้ปัญหาอยู่อาจจะหวังดี คิดว่าอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และความจริงใจจะแก้ปัญหานักการเมืองที่เลวร้าย ระบอบการเมืองที่เลวร้ายในวันนี้ได้

แต่วิธีนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ มันยังมีปัญหาอยู่ ต้องทำให้คนเหล่านี้เห็นว่าเข้าใจไม่ถูกต้อง

แนวทางที่ถูก ต้องหยุดใช้อำนาจต่างๆ และสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นภายใต้แนวทางที่สันติ

ซึ่งตรงกับลักษณะ นิสัยของคนไทยที่ใฝ่สันติ รักความเป็นไทย รักเอกภาพ ไม่นิยมความรุนแรง ถึงจะทำสำเร็จได้ง่าย ไม่ได้ยากเย็นอะไร

เมื่อทำความเข้าใจแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจ ก็จำเป็นต้องใช้วิธีที่แรงขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ภายใต้แนวทางที่สันติ ไม่ใช่กวาดล้าง ทำลายล้าง โดยแสดงให้เห็นว่าถ้าไม่ช่วยกันแก้ไข อะไรจะเกิดขึ้นในประเทศ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ในฐานะเป็นต้นแบบนายทหารประชาธิปไตย แต่มีช่วงหนึ่งที่ทหารจำเป็นต้องเข้ามาปกครองบริหารประเทศ เจตนารมณ์การเข้ามาบริหารประเทศของทหารในยุคนั้นและปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร พล.อ.ชวลิต บอกว่า ในชีวิตไม่เคยส่งเสริมการยึดอำนาจ

แต่ในยุคที่เป็นแค่เจ้ากรมยุทธการทหารบกก็มีการยึดอำนาจรุนแรงกว่านี้อีก เช่น ใช้ 40 กองพันติดอาวุธเพื่อยึดอำนาจ

ท่านเลยได้รับการยอมรับจนมาตั้งพรรคการเมือง พล.อ.ชวลิต บอกว่า ถูกต้อง เป็นแนวทางที่คิดไว้ตั้งแต่ต้น เพราะปัญหาบ้านเมืองมีความแตกต่างด้านความเป็นอยู่ ความแตกแยก ความขัดแย้งระหว่างชนชั้น เชื้อชาติ รุนแรงขึ้นสูงสุด กลายเป็นสงครามภายในบ้านเมือง มีต่างชาติประเทศสนับสนุน

เราใช้เวลาปราบปรามเกือบ 20 ปี ประสบผลสำเร็จเมื่อใช้นโยบาย 66/23 เมื่อสำเร็จแล้วต้องใช้เวลาพัฒนาบ้านเมือง ทหารต้องออกไปพัฒนาในพื้นที่ต่างๆ เมื่อหมดสิ้นไปกับการปกป้อง ปราบปรามและการทหารเสร็จแล้ว ทหารก็ต้องเสียสละลาออกไปทำงานการเมือง

แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังปกครองด้วยความหวาดระแวงหรือไม่ เช่น เปิดช่องในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้รวบอำนาจในรัฐสภาโดยมี ส.ว. 250 คนอยู่ในมือ เพื่อเปิดประตูให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ พล.อ.ชวลิต บอกว่า คสช.ต้องชี้แจงให้ประชาชนรับทราบว่า ยังอยู่ในขั้นการปกครองแบบเฉพาะกาล เพื่อปรับสิ่งที่มันจะขัดแย้งและสิ่งที่กำลังจะสร้างประชาธิปไตยให้บ้านเมือง

เมื่อ คสช.สร้างความสงบให้เกิดขึ้นกับประเทศแล้ว ควรจะปรับปรุงตรงนี้ให้ดี จากนั้นปล่อยให้มีการเลือกตั้ง ทหารต้องเป็นหลักของประชาชนและประเทศ ทหารต้องเดินด้วยความถูกต้อง

แต่สถานการณ์ในวันนี้ใช้โมเดลไม่เอามวลชน แต่กำลังจะใช้อำนาจปูทางขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก พล.อ.ชวลิต บอกว่า น้องๆ หรือผู้ที่ อยู่ในอำนาจอาจจะเข้าใจผิด

การนำไปสู่เป้าหมายต้องใช้อำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ไม่ใช้อำนาจเพื่อทำลายคนนั้น คนนี้ ทำลายศัตรู ทำลายอดีตของศัตรู

ผู้ปกครองจะได้รับอำนาจอย่างแท้จริง ต้องได้รับความรัก ความจริงใจจากประชาชน

ถึงได้บอกรุ่นน้องอยู่ตลอด ขอให้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน เพราะประชาชนคือคำตอบสุดท้าย เพื่อสร้างความมั่นคง และความมั่นคงด้านการเมืองสำคัญที่สุด คือ นักการเมือง เมื่อการเมืองดีทุกอย่างก็เดินหน้าไปเอง

สิ่งที่บอกตรงนี้อยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน เมื่อนำพาความสำเร็จสู่ประเทศ ประชาชนก็เห็นผลงาน

แต่วันนี้ทุกคนมองแล้วยังแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้ เพราะ คสช.ยังเข้าใจผิดที่ใช้อำนาจเพื่อทำให้ประชาชนอยู่ในกรอบในแถว แนวทางนี้ไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความสำเร็จได้

เมื่อไม่สำเร็จแล้วจะต้องระมัดระวังด้วย เพราะวันนี้ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการอธิบายทำความเข้าใจกับประชาชนให้ถึงรากถึงแก่น มันกำลังจะส่งผลลบต่อพวกท่านก็ไม่เป็นอะไร แต่จะส่งผลลบต่อแผ่นดินไทยไปอีกนาน

ก่อให้เกิดวิกฤตินั้น วิกฤตินี้ตามมา.

ทีมการเมือง

28 ส.ค. 2559 11:17 ไทยรัฐ