วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตือนภัยการเงินบนโลกไซเบอร์ รู้ทันก่อน(คุณ)ตกเป็นเหยื่อ

สังคมไทยถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง!

จากภัยบนโลกไซเบอร์และสื่อสังคมออนไลน์แห่งโลกยุคใหม่ที่กลายมาเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นปัจจัยที่ 5 ของมวลมนุษยชาติไปแล้ว...

เมื่อมีข่าวหนุ่มเจ้าของธุรกิจประดับยนต์ลูกค้าแบงก์ใหญ่ ถูกแก๊งมิจฉาชีพอาศัยช่องโหว่จากช่องทางสื่อสารยุคใหม่โจรกรรมเงินในบัญชีผ่านระบบ “โมบาย แบงก์กิ้ง” โดยวางแผนหลอกซื้อของเหยื่อและนำสำเนาบัตรประชาชนไปขอเปลี่ยนซิมการ์ดจากบริษัทมือถือ ก่อนสวมรอยขอเปลี่ยนรหัสบัตรในบัญชีของเหยื่อและสุดท้ายก็โอนเงินออกจากบัญชีเหยื่อไปอย่างง่ายดาย สูญเงินไปกว่า 986,000 บาท

ช่วงเวลาเดียวกันยังมีข่าวแก๊งจารกรรมข้ามชาติ “แฮกเกอร์” ตระเวนเจาะระบบเอทีเอ็ม (ATM) ของธนาคารออมสิน โดยปล่อยไวรัสที่เรียกว่า “มัลแวร์” ทำลายข้อมูลในตู้เอทีเอ็มก่อนสั่งให้เครื่องจ่ายเงินออกไป ซึ่งกว่าที่ธนาคารจะรู้ว่าถูกเจาะระบบ ก็ถูกแก๊งนี้ลอบเจาะระบบไปแล้วถึง 21 เครื่อง สูญเงินไปกว่า 12 ล้านบาท

เมื่อสืบสาวราวเรื่องลงไปเราพบว่า ไม่ใช่มีแต่ธนาคารออมสินของไทยที่ถูก “แฮกเกอร์” เจาะระบบเอทีเอ็มจนสูญไปนับสิบล้าน ก่อนหน้านี้ไม่ถึงสัปดาห์ก็เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันนี้กับธนาคารในไต้หวันที่ถูกแก๊ง “แฮกเกอร์” เจาะระบบเอทีเอ็มของธนาคารใหญ่ในไต้หวันดูดเงินไปกว่า 70 ล้านบาท

ยังมีรูปแบบการ “จารกรรม” บนโลกไซเบอร์ อื่นๆที่ปรากฏให้เห็นเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ทั้งกรณีปลอมแปลง “เฟซบุ๊ก (Facebook)” ปลอมแปลงไอจี (IG) สวมรอยเป็นเจ้าของเครื่อง เจ้าของบัญชี หลอกลวงเพื่อนฝูงญาติสนิทมิตรสหาย หรือหลอกลวงผู้คนให้โอนเงินเข้ากระเป๋าไปนักต่อนัก

บางแก๊งมาเหนือเมฆตั้งตนเป็นเจ้าหน้าที่หลอกเจ้าของบัญชีว่ากำลังถูกทางการตรวจสอบพัวพันเครือข่ายยาเสพติด ของผิดกฎหมาย แล้วหลอกให้เจ้าของบัญชีดำเนินการธุรกรรมทางการเงินก่อนอาศัยช่องโหว่ดูดเงินในบัญชีไป หรือการระดมทุนในรูปแบบต่างๆ ก็อาศัยสื่อ-ช่องทางบนสังคมออนไลน์เป็นแหล่งต้มตุ๋น ที่เป็นข่าวมากที่สุดเห็นจะเป็นกรณีหลอกซื้อ-ขายสินค้า กระเป๋า นาฬิกาแบรนด์เนม ฯลฯ

ทำให้เห็นแนวโน้มอาชญากรรมทางการเงินบนโลกไซเบอร์ที่นับวันจะมีความสลับซับซ้อนและทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น “ทีมเศรษฐกิจ” จึงดำเนินการประมวลรูปแบบของการจารกรรมบนโลกไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ ที่นับวันจะประชิดเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกขณะ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ ดังนี้ :

มหันตภัยใกล้ตัว “แก๊งไซเบอร์”

ขอเริ่มต้นจากบทสรุปอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ที่เป็น “ภัยใกล้ตัว” โดย พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้ให้สัมภาษณ์ล่าสุดที่ประชาชนควรรู้ มีทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้

ประเภทแรก “คอมพิวเตอร์” หรือการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง โดยอาชญากรจะเข้าไปแฮกระบบต่างๆ เช่น อีเมล เฟซบุ๊ก ไลน์ อินเตอร์เน็ต แบงก์กิ้ง ฯลฯ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ เนื่องจากกว่า 90% ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านที่ง่าย เช่น เบอร์โทรศัพท์มือถือ วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน ฯลฯ จนกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้อาชญากรรมเข้าไปแฮกข้อมูลได้ง่าย

เช่นเดียวกับ “แอพพลิเคชั่นไลน์” ที่มีกรณีขโมยบัญชี หรือ “แฮกไลน์” มาแล้วหลายครั้ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อ “สวมรอยยืมเงิน” ซึ่งเมื่อมิจฉาชีพใช้โทรศัพท์ส่วนตัวล็อกอินเข้าระบบไลน์ของเหยื่อได้แล้ว ก็เข้าไปเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่และใช้กลอุบายต่างๆในการเข้าไปหลอกยืมเงินผู้อื่น

ส่วนรูปแบบอาชญากรรมทางการเงินที่พบบนอินเตอร์เน็ตมากที่สุด ก็คือ “อีเมลสแกม” หรืออีเมลต้มตุ๋น โดยมักจะเกิดกับผู้ประกอบการ วิธีการคือ มิจฉาชีพจะเข้าไปแฮกอีเมลของบริษัทที่ทำการซื้อขายกัน เมื่อถึงเวลาต้องโอนเงิน มิจฉาชีพจะทำการเปลี่ยนแปลงหมายเลขบัญชีธนาคาร หรือแจ้งให้ลูกค้าติดต่อผ่านอีเมลใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการค้าระหว่างประเทศ ทำให้เกิดมูลค่าเสียหายนับหลายสิบล้านและมีการแจ้งความเยอะมาก

“จากหลายๆเคสที่เกิดขึ้น พบว่า มิจฉาชีพจะเข้าไปแฮกระบบเน็ตเวิร์กต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล เฟซบุ๊ก ไลน์ เป็นต้น โดยศูนย์รวมหรือหัวใจในการเข้าถึงระบบข้อมูลได้ก็คือ “อีเมล” เพราะเปรียบเสมือนบัตรประชาชนทางไซเบอร์ที่ใช้ในการล็อกอินเข้าระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกบัญชี ฉะนั้นหากมีอีเมลไม่ได้ใช้ หรือห่างหายจากการใช้งานให้รีบปิดบัญชีเสีย เพราะหากอาชญากรรู้ว่ามีบัญชี หรือ account นี้อยู่พวกแฮกเกอร์จะเจาะเข้าถึงข้อมูลบัญชีได้”

อีกรูปแบบที่ใกล้ตัวประชาชนคือ “อินเตอร์เน็ต แบงก์กิ้ง” ที่ใช้สำหรับโอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งมักตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพที่มักมีวิธีเข้าถึงหลากรูปแบบ อย่างที่เกิดขึ้นล่าสุดกับหนุ่มเจ้าของร้านประดับยนต์ โดยวิธีการที่มิจฉาชีพใช้ก็คือ ไปแจ้งกับผู้ให้บริการโทรศัพท์ว่าซิมหายโดยใช้เอกสารปลอมเพื่อเปลี่ยนซิมให้เป็นหมายเลขโทรศัพท์คนร้ายแทน จากนั้นโทร.ไปยัง Call center เพื่อรับรหัสผ่านใหม่ โดยใช้ข้อมูลในบัตรประชาชนเหยื่อตอบคำถามยืนยันตัวตนกับธนาคาร ก่อนจะสวมรอยเป็นเจ้าของบัญชีแล้วทำการโอนเงินในบัญชีเหยื่อจนหมด

รูปแบบที่ 2 ใช้คอมพิวเตอร์ในการกระทำความผิด เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นบ่อยและประชาชนได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยการล่อลวงจะมีความหลากหลาย ทั้งการสวมรอยเข้าไปพูดคุยผ่านโซเชียล โดยออกอุบายให้เหยื่อหลงเชื่อว่ามีตัวตนจริง โปรไฟล์ดี ทำให้เกิดความสนใจจนนำไปสู่เชิงชู้สาว โดยเหยื่อมักเป็นเพศหญิงที่ขี้เหงา หรือต้องการหาสามีต่างชาติ โดยมิจฉาชีพจะออกอุบายหลอกว่าจะส่งของให้ หรือให้เหยื่อจ่ายเงินที่ศุลกากรก่อน ซึ่งบางรายหลงเชื่อสูญเงินเป็นหมื่นเป็นแสนก็มี

รูปแบบที่ 3 อาชญากรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคอมพิวเตอร์ เช่น ก่อคดีอาชญากรรมต่างๆทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการปล้น ฆ่า ยาเสพติด ระเบิด แต่เป็นลักษณะที่อาชญากรใช้คอมพิวเตอร์เป็นช่องทางติดต่อสื่อสาร ส่งผ่านคำสั่ง แม้แต่เก็บข้อมูลยาเสพติดไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์

แฉ 3 ภัยการเงิน “ออนไลน์”

ขณะเดียวกัน “ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สรุปพฤติกรรมเสี่ยงรูปแบบต่างๆ ของภัยการเงินผ่านระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และโลกออนไลน์ ที่ได้รับการร้องเรียนต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ ดังนี้

กรณีที่ 1 ภัยจากการถูกขโมยหรือปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรเอทีเอ็ม ซึ่งบัตรเหล่านี้จะบันทึกข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลทางการเงินของเจ้าของบัตรไว้ หากมิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลได้จากการขโมยบัตรหรือขโมยข้อมูลในบัตร ก็จะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปปลอมเป็นเจ้าของบัตรทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ เช่น ถอนเงินออกจากบัญชี หรือใช้วงเงินสินเชื่อของเหยื่อที่เป็นเจ้าของบัตรได้

โดยทำได้หลายวิธี เช่น 1.คัดลอกข้อมูลจากแถบแม่เหล็กของบัตรโดยเครื่องสกิมเมอร์ (Skimmer) ที่ติดตั้งไว้ที่ตู้เอทีเอ็ม 2.คัดลอกข้อมูลจากแถบแม่เหล็กของบัตรโดยเครื่องสกิมเมอร์ขนาดพกพา หรือ Handheld Skimmer ซึ่งอาจเกิดที่ใดก็ได้ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน 3.ปลอมแปลงเอกสารสมัครบัตรเครดิต เช่น สำเนาบัตรประชาชนที่ได้ขโมยมาแล้วนำไปใช้สมัครบัตรเครดิต หรือแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนบัตร เมื่อได้รับบัตรเครดิตก็นำไปใช้จ่ายในนามของเหยื่อ 4.ขโมยข้อมูลจากใบบันทึกรายการ (ATM Slip)

กรณีที่ 2 ภัยจากออนไลน์ โดยมิจฉาชีพจะหลอกขอรหัสผู้ใช้งาน (username) และรหัสผ่าน (password) จากเหยื่อเพื่อเข้าใช้บัญชีธนาคารออนไลน์ของเหยื่อ แล้วส่งคำสั่งโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก ซึ่งวิธีที่มิจฉาชีพมักใช้ คือ 1.หลอกให้ติดตั้งมัลแวร์ในคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน โดยมิจฉาชีพมักแฝงมัลแวร์ไว้ตามลิงก์ดาวน์โหลด หรือเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งส่งอีเมลให้เหยื่อโดยตรง โดยใช้ข้อความเชิญชวนหลอกล่อให้เหยื่อคลิกเพื่อติดตั้งโปรแกรม เช่น “คุณเป็นผู้โชคดี คลิกที่นี่เพื่อรับรางวัล” เมื่อเหยื่อคลิกไปที่ลิงก์มัลแวร์จะถูกติดตั้ง และทำการบันทึกข้อมูลการใช้งานของเหยื่อเพื่อนำไปปลอมแปลงคำขอโอนเงินให้เหมือนเป็นคำสั่งของเจ้าของบัญชี 2.ปลอมแปลงอีเมลหรือสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกขอข้อมูล ทั้งเว็บไซต์ปลอมของธนาคาร หรือเว็บไซต์ปลอม เช่น หน้าเว็บไซต์เฟซบุ๊ก หรือไลน์

กรณีที่ 3 หลอกลวงผ่านทางโซเชียลมีเดีย เช่น การเข้าตีสนิทในรูปแบบต่างๆผ่านเฟซบุ๊ก หรือแอพพลิเคชั่น เมื่อสนิทกันแล้ว มิจฉาชีพจะแอบอ้างเป็นบุคคลต่างๆ แล้วหลอกเหยื่อว่าจะโอนเงิน หรือส่งของให้เหยื่อ หรือขอเงินเหยื่อ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนเงินค่าดำเนินการ ค่าทนาย โดยจะเรียกเก็บในจำนวนน้อยแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อีกรูปแบบเป็นการปลอมแปลงอินสตาแกรม (ไอจี) เฟซบุ๊ก หรือแม้แต่ “ไลน์” เพื่อหลอกให้เพื่อนหรือคนที่ใกล้ตัวของเหยื่อโอนเงินมาให้ เช่น อ้างว่าตกเครื่องบินอยู่ที่ต่างประเทศ และขอให้โอนเงินไปช่วย

ยอด “โจรอิเล็กทรอนิกส์” พุ่ง

ศคง.ยังได้ให้ข้อมูลการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ผ่านช่องทางโทร.สายด่วน 1213 แจ้งผ่านที่อีเมล และเว็บไซต์ของ ศคง. ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในรูปแบบซ้ำๆ

โดยในปี 2555 ซึ่งเป็นปีแรกของการตั้ง ศคง.ได้รับการแจ้งเบาะแสและร้องเรียนเกี่ยวกับภัยทางการเงิน 805 เรื่อง แบ่งเป็นการหลอกให้โอนเงินทางโทรศัพท์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 679 เรื่อง หรือ 84% รองลงมาใช้ตัวตนปลอมและอีเมลปลอมเพื่อหลอกให้โอนเงิน 47 เรื่อง หรือ 6% ปลอมแปลงหรือขโมยข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 33 เรื่อง หรือ 4% ส่วนกรณีอื่นๆ เช่น หนี้นอกระบบและหลอกลวงให้ระดมทุน เช่นเงินตราต่างประเทศ ทองคำ น้ำมัน 46 เรื่อง

ขณะที่ในปี 2556 มีการแจ้งเบาะแส และร้องเรียนภัยทางการเงินมาทั้งสิ้น 973 เรื่อง หรือเพิ่มขึ้น 21% โดยยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับการถูกหลอกลวงทางโทรศัพท์เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นการปลอมแปลงเอกสารแสดงตัวตน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเอกสารปลอมไปเปิดบัญชี ขอสินเชื่อ หรือทำบัตรเครดิต

นอกจากนั้น ศคง.เริ่มเห็นการหลอกลวงทางอีเมล โซเชียลมีเดีย เช่น การติดต่อผ่านเฟชบุ๊ก โดยหลอกลวงให้โอนเงินไปต่างประเทศ เพื่อ ชำระค่าสินค้าออนไลน์ และเว็บไซต์ปลอม เป็นปีแรกที่ 119 เรื่อง

ในปี 2557 ศคง.ได้รับเรื่องร้องเรียนและรับแจ้งเบาะแสที่เกี่ยวกับภัยทางการเงินมากที่สุดถึง 1,007 เรื่อง โดยมีเรื่องการถูกหลอกลวงทางโทรศัพท์มากที่สุด 374 เรื่อง รองลงมาเป็นภัยจากโซเชียลมีเดีย โดยหลอกว่าจะได้รับเงินรางวัลจากต่างประเทศ แต่ต้องโอนเงินค่าธรรมเนียมไปชำระก่อนและกรณีหลอกลวงอื่นๆ รวม 151 เรื่อง สวมรอยเอกสารแสดงตัวตน 142 เรื่อง ปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 38 เรื่อง

ขณะที่ในปี 2558 ได้รับเรื่องร้องเรียน ให้คำปรึกษาและรับแจ้งเบาะแสที่เกี่ยวกับภัยทางการเงิน 775 รายการ โดยการหลอกลวงทางโทรศัพท์สูงที่สุด 238 รายการ รองลงมาเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่น 169 เรื่อง ตามมาด้วยหลอกลวงทางอีเมล โซเชียลมีเดีย 126 เรื่อง สวมรอยปลอมแปลงเอกสารแสดงตน 84 เรื่อง หลอกระดมทุน ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ลงทุนในแชร์ลูกโซ่ 124 รายการ ปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 34 เรื่อง

ล่าสุด ในครึ่งปีแรกของปี 2559 มีการร้องเรียนภัยการเงินทั้งสิ้น 286 รายการ เป็นการร้องเรียนการชำระเงิน และระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์มากเป็นอันดับแรก โดยปัญหาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่นโดยเฉพาะบัตรเครดิตถูกขโมยไปใช้งาน 83 เรื่อง รองลงมาการหลอกลวงทางโทรศัพท์ มียอดร้องเรียน 60 เรื่อง ตามมาด้วยการหลอกลวงผ่านทางอีเมล และโซเชียลมีเดีย 59 รายการ สวมรอยปลอมแปลงเอกสารแสดงตัวตน 37 เรื่อง ปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 12 เรื่อง และการหลอกให้ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หรือลงทุนในธุรกิจ และแชร์ลูกโซ่ 35 เรื่อง

วิธีสังเกตและป้องกันก่อน “ตกเป็นเหยื่อ”

สำหรับหนทางในการปกป้องตัวเราจากภัยบนโลกไซเบอร์นั้น พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 ปอท.ได้แนะนำสำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตยุคใหม่ ตั้ง “รหัสผ่าน” ในระบบเน็ตเวิร์กทุกบัญชี ควรตั้งให้มีความซับซ้อนและยากขึ้น รวมถึงไม่ควรใช้รหัสผ่านเดียวกัน

และควรตั้งพาสเวิร์ดดับเบิ้ลล็อก หรือ “พาสเวิร์ด 2 ชั้น” เพื่อให้มาตรการป้องกันที่มากกว่า 1 ขั้นตอน โดยเข้าไปตั้งค่าล็อกอิน 2 ขั้นตอน เมื่อมีการล็อกอินเข้าระบบครั้งแรก ระบบจะส่งรหัสผ่าน 6 หลัก สามารถใช้ได้ 30 วินาที มายังโทรศัพท์มือถือผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการล็อกอินระบบ ก็จะช่วยป้องกันมิจฉาชีพเข้าไปแฮกได้

ส่วนมือถือหากรู้ว่าซิมการ์ดใช้ไม่ได้ ผู้ใช้ต้องรีบดำเนินการติดต่อกลับไปยังศูนย์บริการเครือข่ายเพื่อแจ้งการระงับใช้ทันที หรือหากพบมีการจดทะเบียนอยู่ที่อื่นให้แจ้งระงับทันที

ขณะที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ได้แนะนำวิธีการป้องกันเบื้องต้นสำหรับภัยการเงินออนไลน์ทั่วไปก็คือ ไม่ควรใช้รหัสผ่าน (password) ที่ง่ายต่อการคาดเดา เช่น 123456 หรือ วัน/เดือน/ปีเกิด

นอกจากนั้นในการทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านอินเตอร์เน็ต หรือโมบาย แบงก์กิ้ง ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่ใช้ไม่มี “มัลแวร์” แฝงอยู่ พร้อมตรวจสอบและอัพเดตโปรแกรมอยู่เสมอ ไม่ติดตั้งหรือดาวน์โหลดโปรแกรมแปลกๆ เพราะอาจเป็นช่องทางให้มัลแวร์เข้ามาในคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตได้

ส่วนภัยจากการถูกหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดียนั้น แนะนำให้เปิดเผยข้อมูลในโซเชียลเน็ตเวิร์กเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปแอบอ้างใช้ทำธุรกรรม ควรเปลี่ยนรหัสผ่าน (password) ในการเข้าใช้บัญชีอีเมลหรือบัญชีโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นประจำ เมื่อได้รับการติดต่อแจ้งให้โอนเงินให้ ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนโอนเงิน เช่น ติดต่อหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง อาทิ กรมศุลกากร โทร.1164 ธนาคารแห่งประเทศไทย โทร.1213 หรือสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของหน่วยงานต่างชาติ

หากใช้บัตรกับร้านค้าควรหลีกเลี่ยงร้านค้าที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต เช่น สถานบริการน้ำมัน สถานบันเทิงควรอยู่ในบริเวณที่มองเห็นการทำรายการ และให้บัตรอยู่ในสายตาตลอดเวลา เพื่อป้องกันพนักงานนำบัตรไปรูดกับเครื่องสกิมเมอร์

ท้ายที่สุด ป้องกันการถูกปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แนะนำไม่จดรหัสผ่านไว้คู่กับบัตร หรือในที่ที่ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้ ไม่ควรให้เอกสารข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลอื่น

*******************

ทั้งหมดนี้เป็น “อาชญากรรม” บนโลกไซเบอร์ที่แฝงมากับความสะดวกสบายของวิถีชีวิตของผู้คน และในอนาคตเมื่อประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่ฐานศรษฐกิจการเงินดิจิตอลเต็มตัว ภัยทางการเงินในโลกไซเบอร์ยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้ มีสติ และรู้ทัน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ.

ทีมเศรษฐกิจ

28 ส.ค. 2559 09:59 28 ส.ค. 2559 10:00 ไทยรัฐ