วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดราม่าอสุจิกระเด็นเข้าน้องสาว ท้อง ไม่ท้อง? หรือ สังคมไทยต้องเปิดกว้าง

คราบอสุจิติดโถส้วม ทำเราท้องได้จริงหรือ...!? “เข้าห้องน้ำต่อจากผู้ชายซึ่งเปื้อนคราบอสุจิ มีโอกาสท้องหรือไม่?” “น้ำอสุจิที่อยู่ในโถส้วมมีโอกาสกระเด็นเข้าสู่ช่องคลอดของผู้หญิงได้จริงหรือเปล่า?” “น้องสาวสัมผัสคราบอสุจิบนขอบส้วมสาธารณะ มีโอกาสท้องจริงไหม?” ... สารพัดคำถามที่กำลังเป็นประเด็นดราม่าบนโลกออนไลน์ จากกรณีที่มีการตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดชื่อดัง ถามไถ่ถึงปัญหาเรื่องเพศ ที่หลายๆ คน โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น ตั้งข้อสงสัยขึ้นมาว่า สรุปแล้ว... ความเชื่อที่ว่า "เข้าห้องน้ำต่อจากผู้ชาย ซึ่งเปื้อนคราบอสุจินั้น มีโอกาสท้องได้ จริงหรือไม่...?" ...

ประเด็นนี้ หลายคนที่ได้ยินได้ฟังก็คงรู้สึกว่า เป็นคำถามที่ดูไร้สาระเสียเหลือเกิน นี่มันยุคไหนสมัยไหนเข้าไปแล้ว ทำไมถึงยังเชื่ออะไรผิดๆ เช่นนี้อยู่... แต่คุณเคยสงสัยกลับหรือไม่ว่า แล้วความเชื่อเหล่านี้ มันมาจากไหน...? วันนี้ ‘ซอซิ่ม’ แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เชื้อเชิญคุณหมอใจดี ผู้มากความรู้และประสบการณ์ มาไขข้อข้องใจ ให้หลายคนได้ทำความเข้าใจถึงปัญหาเรื่องเพศ ได้อย่างถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะน้องๆ หนูๆ จะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิด จนต้องมาตั้งกระทู้ถามว่า “หนูจะท้องมั้ยคะ” ...!?

ชักโครกเปื้อนคราบอสุจิ น้องสาวสัมผัส มีโอกาสท้องได้หรือไม่

จากประเด็นที่หลายคน โดยเฉพาะน้องๆ หนูๆ ทั้งหลาย ที่ยังคงสงสัยและกังวลใจ...'ซอซิ่ม' ยิงคำถามแรกกับคุณหมออย่างตรงไปตรงมาว่า เอาชัดๆ ชัวร์ๆ สรุปแล้ว “เข้าห้องน้ำต่อจากผู้ชาย ซึ่งเปื้อนคราบอสุจินั้น มีโอกาสท้องได้จริงหรือไม่?" รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์นรีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ตอบอย่างทันควันว่า “ไม่เป็นความจริง”...

ทั้งนี้ หากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เมื่ออสุจิออกมาภายนอกร่างกาย และภายนอกช่องคลอด อสุจิจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง และการที่ตัวอสุจิจะเคลื่อนตัวเข้าไปในโพรงมดลูก และเกิดการปฏิสนธิกับไข่ของเพศหญิงได้จะต้องอาศัยน้ำเชื้ออสุจิและมูกปากช่องคลอดที่เหมาะสม แต่กรณีที่มีคราบอสุจิเปื้อนอยู่บริเวณฝานั่งชักโครกนั้น เป็นอสุจิที่ตายแล้ว ดังนั้น คราบอสุจิ จึงไม่สามารถทำให้ท้องได้แน่นอน

“จากประสบการณ์ตรวจอสุจิของคนไข้ โดยการนำอสุจิมาหยดลงบนแผ่นสไลด์และตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เราพบว่า เมื่อน้ำอสุจิระเหยแห้ง จนเหลือเพียงคราบ ตัวอสุจิเหล่านั้นจะตายหมด ไม่สามารถว่ายหรือเคลื่อนตัวเข้าไปในช่องคลอดผ่านปากมดลูก และเข้าไปในโพรงมดลูกได้อย่างแน่นอน

เคลียร์ชัดๆ! การตั้งท้องใน “ผู้หญิง” เกิดขึ้นได้ ต้องมีเพศสัมพันธ์ในช่วง “ตกไข่” เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม รศ.นพ.สุภักดี อธิบายถึงกลไกที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ว่า การตั้ง "ท้อง" ในผู้หญิงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการตกไข่ในผู้หญิง และมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาที่มีการตกไข่เท่านั้น กรณีอื่นๆ เช่น การที่มีคราบอสุจิหลงเหลืออยู่ แล้วเกิดอวัยวะเพศของผู้หญิงไปสัมผัสนั้น ไม่สามารถทำให้เกิดการตั้งท้องได้

หากอธิบายถึงการ “ตั้งครรภ์” ในผู้หญิง จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบ ดังนี้ ...

1. ผู้หญิงต้องมีการตกไข่ โดยธรรมชาติของผู้หญิงที่ปกติ จะต้องมีการตกไข่ ประมาณวันที่ 14 นับจากวันที่ประจำเดือนมาวันแรก หรืออาจจะเร็วหรือช้ากว่านั้น ประมาณ 2 วัน ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของร่างกายแต่ละคน
2. ผู้หญิงและผู้ชาย จะต้องมีเพศสัมพันธ์กันในช่วงเวลาที่มีการตกไข่ หรือใกล้เคียงช่วงวันหรือหลังการตกไข่ เพราะเมื่อมีการตกไข่ จะสามารถอยู่ได้ประมาณ 24 ชม. ดังนั้น หากมีเพศสัมพันธ์ภายใน 24 ชม. หรือก่อนและหลังวันไข่ตก ก็มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากอสุจิที่อยู่ในมดลูกมีชีวิตอยู่ได้ 24-48 ชม.
3. ผู้หญิงที่จะสามารถตั้งครรภ์ได้ ต้องมีความสมบูรณ์ของมดลูกพอสมควร และท่อรังไข่ต้องทำงานปกติ ไม่มีการอุดตัน รวมถึงอสุจิผู้ชายก็ต้องมีความแข็งแรงพอสมควรด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญ กลไกการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง จนทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้นั้น ฝ่ายชายจะต้องมีการหลั่งน้ำอสุจิในช่องคลอดของฝ่ายหญิงเท่านั้น และเมื่อมีการหลั่งในช่องคลอด ตัวอสุจิจะต้องสามารถว่ายเคลื่อนตัวเข้าไปในโพรงมดลูก ย้ำว่า ตัวอสุจิต้องว่ายเข้าไปในโพรงมดลูก โดยต้องอาศัยน้ำเชื้ออสุจิและมูกช่องคลอดที่เหมาะสม จึงทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้

“ดังนั้น จะเห็นว่า การที่ผู้หญิงจะตั้งท้องได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่อวัยวะเพศผู้หญิงไปสัมผัสน้ำเชื้ออสุจิหรือคราบอสุจิที่เปื้อนอยู่บนขอบโถส้วม แล้วจะทำให้เกิดการตั้งท้องได้ นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดเป็นอย่างมาก” รศ.นพ.สุภักดี ระบุ

“เข้าห้องน้ำต่อจากผู้ชายก็ท้องได้” ความเชื่อที่ว่านี้ มาจากไหน?

รศ.นพ.สุภักดี เผยอีกว่า ปัจจุบันโลกอินเทอร์เน็ตเข้ามามีอิทธิพลกับคนในสังคมค่อนข้างมาก จากประสบการณ์หลายครั้งพบว่า มีคนไข้จำนวนไม่น้อยมีความเชื่อในรูปแบบที่ผิดๆ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเพศ จากที่เคยได้ยินเล่าต่อกันมา หรือจากบทความ หรือข้อความต่างๆ ในโลกอินเทอร์เน็ต ที่ใครก็ไม่รู้เขียนขึ้นมา โดยไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่มีมูลความจริง และข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเลย ทำให้หลายคนที่เข้าไปอ่าน โดยเฉพาะเด็กๆ วัยรุ่น ที่ไม่กล้าปรึกษาเรื่องเพศกับคุณพ่อคุณแม่ หรือพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศ เด็กเหล่านี้ก็จะหันพึ่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ต จนทำให้เกิดการหลงเชื่อฝังใจและวิตกกังวลไปเอง

“รวมไปถึง ประเด็นนี้ยังสะท้อนไปถึงระบบการศึกษา การเรียนการสอนในวิชาเพศศึกษาที่เด็กเรียนรู้และรับรู้มาตั้งแต่แรก เนื่องจากรูปแบบการสอนในโรงเรียนนั้น ครูอาจไม่ได้อธิบายหรือลงลึกถึงปัญหาเรื่องเพศมากเท่าที่ควร แต่จะให้ความรู้เรื่องเพศศึกษากับเด็กเพียงผิวเผินเท่านั้น และที่สำคัญ ต้องย้อนถามว่า ครูที่สอนในวิชาเพศศึกษา โดยส่วนใหญ่แล้ว มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศอย่างถูกต้องลึกซึ้งจริงหรือไม่ เพราะหากครูสอนเรื่องเพศแบบผิดๆ เด็กก็จะเรียนรู้และจดจำมาในลักษณะที่ผิดได้ ซึ่งประเด็นนี้ยังเป็นปัญหาหลัก ดังนั้น จะโทษเด็กเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ กระทรวงศึกษาต้องเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ และเข้าไปอบรมวิธีการสอนของครูในวิชาเพศศึกษาอย่างจริงจัง”

น้องๆ หนูๆ ต้องรู้! ประจำเดือนขาด มาน้อย อย่ากังวล “หนูไม่ได้ท้อง”

นอกจากนี้ เพื่อเป็นความรู้ให้แก่น้องๆ หนูๆ โดยเฉพาะผู้หญิง ได้ทำความเข้าใจในเรื่องเพศศึกษามากขึ้น รศ.นพ.สุภักดี ยังอธิบายความรู้เรื่องประจำเดือน เพื่อไม่ให้น้องๆ เกิดความเข้าใจผิดและเกิดความวิตกกังวลว่า การที่ประจำเดือนขาด หรือมีสีน้ำตาลเข้มนั้น หมายถึง “เลือดล้างหน้าเด็ก” ตามที่เคยได้ยินมา หรือตั้งคำถามว่า “หนูจะท้องมั้ยคะ” ? รศ.นพ.สุภักดี อธิบายในประเด็นนี้ว่า การที่ประจำเดือนขาดในวัยรุ่นนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ หากน้องๆ หนูๆ คนใดที่รู้สึกว่าประจำเดือนมาไม่ปกติ มาบ้างไม่มาบ้าง บางเดือนก็ไม่มา น้องๆ หนูๆ ไม่ต้องกังวลหรือคิดไปเองว่าจะ “ท้อง” 

“โดยเฉพาะน้องๆ ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ยิ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน แต่ทั้งนี้ สาเหตุที่ประจำเดือนขาด มาบ้างไม่มาบ้าง หรือมาน้อย เนื่องจากว่าฮอร์โมนการตกไข่ในวัยรุ่น ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร โดยเฉพาะช่วงอายุระหว่าง 12-14 ปี ระบบฮอร์โมนการตกไข่ เพิ่งเริ่มทำงาน ทำให้ไข่ไม่ตก ส่งผลให้ประจำเดือนขาดได้”

ปัญหา "ไข่ไม่ตก" เกิดจากอะไร?

พี่ซอซิ่มยังตั้งคำถามเผื่อน้องๆ หนูๆ อีกว่า ทำไมไข่ไม่ตก เกิดจากอะไร? รศ.นพ.สุภักดี ไขข้อข้องใจให้ฟังว่า เนื่องจากระบบฮอร์โมนรังไข่ของวัยรุ่นยังทำงานไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้อาจไม่มีการตกไข่ทุกเดือนเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มมีประจำเดือน นักกีฬาที่ออกกำลังกายอย่างหักโหม คนที่อดอาหารจนน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่คนที่อ้วนมากๆ หน้ามัน สิวเยอะ ขนขึ้นตามร่างกาย มีฮอร์โมนเพศชายสูง กลุ่มนี้ก็จะทำให้เกิดภาวะตกไข่ยากและมีปัญหาเรื่องมีลูกยากตามมา

ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง “เลือดล้างหน้าเด็ก” ศัพท์คำนี้ไม่มีอยู่จริง?

สำหรับกรณีที่น้องๆ หนูๆ พบว่า ประจำเดือนขาดบ้าง มีเลือดเป็นสีน้ำตาล หรือว่าเลือดออกเล็กๆ น้อยๆ จนเหมารวมตามที่เคยได้ยินกันว่า คือ “เลือดล้างหน้าเด็ก” นั้น ต้องอธิบายให้หลายคนได้ทำความเข้าใจใหม่ว่า ไม่มีคำศัพท์นี้ในทางการแพทย์ แต่จะใช้คำว่า “ภาวะแท้งคุกคาม” ซึ่งจะเกิดกับคนที่ยืนยันแล้วว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะเป็นภาวะที่จะมีโอกาสแท้งลูกนั่นเอง

ส่วนคำว่า “เลือดล้างหน้าเด็ก” มาจากไหน? คำศัพท์คำนี้ ไม่มีอยู่ในทางการแพทย์ เป็นคำที่ชาวบ้านบัญญัติและเรียกต่อๆ กันมาเอง ซึ่งอาจจะมาจากภาษาที่แพทย์บางท่าน เคยใช้สำหรับการอธิบายกับคนไข้ที่ตั้งครรภ์ เพื่อไม่ให้คนไข้เกิดความกังวล จึงทำให้มีการบัญญัติศัพท์คำนี้ขึ้นมาเอง

“ดังนั้น เพื่อให้น้องๆ หนูๆ ได้ทำความเข้าใจและเรียนรู้ในเรื่องเพศศึกษาอย่างถูกต้องมากขึ้น อยากฝากไปถึงระบบการศึกษา ให้เห็นถึงความสำคัญกับการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษามากขึ้น เพื่อให้เด็กไม่เกิดความเข้าใจผิด จนเกิดความกังวลใจ และป้องกันปัญหาเรื่องเพศอย่างถูกต้องมากขึ้น” รศ.นพ.สุภักดี กล่าวทิ้งท้าย.

...หรือจะถึงเวลาแล้ว ที่ "สังคมไทย" ควรจะเปิดกว้างให้กับเรื่องเพศศึกษา...

ซอซิ่ม. ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน.

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
ความเชื่อที่ว่า "เข้าห้องน้ำต่อจากผู้ชาย ซึ่งเปื้อนคราบอสุจินั้น มีโอกาสท้องได้ จริงหรือไม่...?" ... ที่นี่มีคำตอบ 27 ส.ค. 2559 14:37 ไทยรัฐ