วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เราเลือกที่จะตายได้ไหม?

โดย หมอดื้อ

ประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อขัดแย้งมากมาย จากคนป่วย ครอบครัวซึ่งต้องทนทรมานรับการรักษาโดยดูไม่มีความหวัง หรือก็ไม่ได้ข้อมูลชัดเจนว่าจะหวังได้หรือไม่ แค่ไหน หรืออย่างไร ที่จะกลับมามีชีวิตอย่างมีคุณภาพบ้าง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาระที่ต้องแบกรับในการดูแล ผลพวงจากการยื้อชีวิตที่ไร้ความหมาย โดยผู้ป่วยหมดสิ้นถึงคุณภาพชีวิตแล้ว ช้ำทั้งกาย ใจ เสียเงินทอง หมอผู้รักษาเองก็ลำบากเพราะเรียนมาเป็นหมอก็เพื่อช่วย ไม่ใช่วางมือ ปล่อยไปง่ายๆ และการจะสรุปขาว-ดำก็ไม่สามารถทำได้ในทุกกรณี

หมอไม่ได้คิดว่าฝ่ายใดถูก-ผิดนะครับ แต่น่าจะเป็นการมองคนละมุม โดยที่ความบาดหมางก็เกิดจากการที่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมองย้อนหลัง ไม่ได้พิจารณา ณ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเวลานั้น ที่ต้องมีการตัดสินร่วมกันเป็นประการหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่านั้นและน่าจะถือเป็นหลักปฏิบัติคือ ในขณะที่ต้องพิจารณาหยุดหรือเดินหน้าต่อ ครอบครัวหรือตัวคนไข้ (ถ้าอยู่ในสภาวะที่รู้ตัว) เกือบจะทั้งหมดตัดสินใจเองไม่ได้ เมื่อถูกถามว่าจะตกลงอย่างไร เพราะเป็นข้อมูลทางการแพทย์ ซับซ้อน หมอต้องจริงใจและเต็มใจที่จะให้ข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ขณะนั้น อธิบายแจกแจงความสำเร็จของการรักษา หรือเป็นการแค่ยื้อยุด เกิดความทรมาน แสดงผลที่ได้ตรวจ อธิบายผลการตรวจเป็นภาษาที่คนธรรมดาเข้าใจได้ เป็นการให้ข้อมูล ไม่ใช่ให้ความหวัง

ที่กล่าวมาถึงตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาได้หมด

ผู้เขียนเองในฐานะที่เป็นหมอและอยู่ในฐานะที่ต้องตัดสินใจและมีความรับผิดชอบคุณพ่อ คุณแม่ที่อยู่ในระยะที่เรียกว่า “วาระสุดท้าย” และทั้งๆที่รู้และน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าอะไรควรจะเป็นวาระสุดท้าย

และควรหรือไม่ควรที่จะทำอย่างที่ทำไปหรือไม่ และทั้งๆที่รู้อยู่ว่าผลกระทบที่จะตามมานั้นมากมายเพียงใด ยังคงผิดพลาดมาตลอด

พ่อของหมอเส้นเลือดแตกในสมองขณะอายุได้ 59 ปี อาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แย่ลงอย่างเฉียบพลัน อาการเลวลงในเวลาเพียงชั่วโมงจนไม่รู้ตัว ซีกซ้ายและขวาขยับได้เฉพาะเวลาที่ถูกกระตุ้นโดยเป็นการตอบสนองในสภาพเหยียดเกร็งไม่สามารถปัดป้อง ตอบโต้ได้ อาการที่หมอเห็นขณะนั้น (ซึ่งตัวเองเป็นแค่นักเรียนแพทย์รู้แต่ทฤษฎี) บ่งบอกถึงว่าความเสียหายนั้นได้ลงมาถึงระดับที่เลยก้านสมองส่วนบนจนถึงส่วนกลาง ซึ่งเรามักเรียกว่าเป็นเขตที่เลยที่จะเยียวยาได้ รอบเตียงพ่อขณะนั้นเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางระบบประสาทและสมอง

หมอคาดว่าทุกท่านในใจคงจะคิดแบบเดียวกัน แต่ก็ยังหวังว่าจะมีปรากฏการณ์ ปาฏิหาริย์ที่พ่ออาจจะตื่นขึ้น พ่อได้รับความกรุณารักษาพยาบาล ได้รับการผ่าตัดดูดก้อนเลือดออก พ่ออยู่ในห้องไอซียูและโรงพยาบาลต่อกันเป็นเวลา ถ้าจำไม่ผิดคือ 2-3 ปี และในที่สุดกลับมาบ้านมาดูแลกันเองสภาพเป็นเจ้าชายนิทรา ดูเสมือนมีการหลับ-ตื่นลืมตา แต่ไม่มองตาม ไม่มีการเคลื่อนไหวตามสั่ง ต้องดูดเสมหะผ่านรูที่เจาะคอ ให้อาหารทางสายยางและต้องคอยพลิกตัว สภาพเช่นนี้ดำเนินไปเป็นเวลา 9 ปี จนเสียชีวิต

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแพทย์ท่านใดอยากให้เจอ ล้วนมีความตั้งใจบริสุทธิ์ แต่ขณะนั้นไม่มีใครในครอบครัวจะเข้าใจได้จริงๆว่า ภาระดูแลหลังจากที่ผ่านวาระสุดท้ายและกลายเป็นเจ้าชายนิทรานั้นหนักหนาสาหัสเพียงใด เราเป็นครอบครัวระดับปานกลางยังต้องขัดสน คิดถึงคนไข้และครอบครัวทั่วไปจะขนาดไหน

จากพ่อซึ่งป่วยมาถึงแม่ซึ่งสูบบุหรี่ตั้งแต่สาวๆ หยุดสูบเมื่ออายุ 60 ปี อาการมาโผล่เข้าก็ 10 ปีต่อมา โดยเริ่มปรากฏอาการของโรคปอดเรื้อรัง ถุงลมโป่ง หลอดลมตีบ มีอาการเหนื่อยเวลาเดินไกล จนต่อมาอยู่เฉยๆ ก็ยังแย่ จนต้องมีออกซิเจนประจำบ้าน อาการเลวลงจนในที่สุดหายใจไม่ได้ แม่ยืนยันเป็นสิบครั้งว่าไม่ต้องการใส่เครื่อง นอนแช่อยู่บนเตียง แต่ถึงเวลานั้นถามว่าจะต้องการให้สบายโดยให้ยานอนหลับไหม แม่ตอบว่าทำอย่างไรก็ได้ให้หายใจได้ และใส่เครื่องช่วยหายใจ โดยติดอยู่ในเครื่องเป็นเวลานานจนต้องเจาะคอในที่สุด และลงเอยกลับมาที่บ้านหายใจเอง และเข้าๆออกๆโรงพยาบาล ด้วยติดเชื้อในปอดบ้างและระบบอื่นๆบ้าง แต่ก็ยังคงพอมีความสุข เจอลูกเจอหลานได้ เลยมาได้อีกสองสามปี มีอาการหอบเหนื่อย หายใจไม่ได้เลยเป็นสัญญาณสุดท้าย

และเป็นสิ่งที่แม่ยืนยันและตกลงแล้ว เมื่อถึงไอซียู แม่บอกแม่อยากอยู่ และคงอยู่ในไอซียูอีกเกือบ 5 ปี ด้วยเครื่องช่วยหายใจตลอด 24 ชั่วโมง ได้อาหารทางสายยาง แต่รู้ตัวดีตลอด ค่าใช้จ่ายแม่ถึงจะพอเบิกจ่ายราชการได้ ก็ยังต้องเสียเพิ่มในจำนวนมากกว่าเงินเดือนที่หมอได้จากราชการ

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า จะมีช่วงเวลาแคบๆน้อยนิดที่แพทย์อาจจะทำการช่วยเหลือให้กลับมาได้ เป็นโอกาสเดียวที่แพทย์ต้องการทำให้คนไข้ที่อยู่ตรงหน้ากลับมาได้ ส่วนหนึ่งคนไข้ฟื้นคืนชีวิตกลับจากอัมพาตไม่รู้ตัว แต่ยังคงมีอีกส่วนที่ทำได้ไม่สำเร็จ และตกเป็นสิ่งที่ทุกคนรับรู้ว่าเป็น “ภาระ” ของครอบครัวและสังคม ในช่วงเวลานั้นอาจจะเป็นการยากที่จะอธิบายให้ญาติรับรู้และเข้าใจถึงกระบวนการและผลในขั้นสุดท้าย แต่ต้องให้การรักษาไปเลย และกลับเป็นคำถามคาใจในกรณีที่ทำไม่สำเร็จว่าทำไมต้องทำจนกลายเป็นเจ้าชาย เจ้าหญิงนิทราไปได้

คงจะนึกออกนะครับว่า ไม่ว่าคนไข้จะรู้ตัวขณะนั้นหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะมีความตั้งใจแน่วแน่ก่อนหน้าเกิดเรื่องหรือไม่ก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาขณะนั้นอาจไม่ตรงไปตรงมาเหมือนที่หลายๆคนคิด และพยายามที่จะเป็นข้อบังคับ ข้อกำหนดในวาระสุดท้าย และสิทธิที่จะตายของตนเอง

การกำหนดวาระสุดท้ายฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายที่สามารถตัดสินได้ มีกฎเกณฑ์ข้อ 1-2-3 แต่ความจริงแล้วไม่ง่ายที่จะปฏิบัติ อย่างน้อยก็ตัวผู้เขียนเอง การประกาศวาระสุดท้ายในช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจสั้นๆ ต้องการความแม่นในการวินิจฉัย ในการประเมิน ถ้าตัดสินใจว่าจะไม่ทำไม่ช่วยต่อไปแล้ว เป็นการตัดสินใจที่จะต้อง 100% แม้แต่คนไข้เองถ้าเลือกที่จะไม่รับการรักษาต่อ แท้จริงเป็นการตัดโอกาสตัวเองหรือเปล่า.

หมอดื้อ

27 ส.ค. 2559 12:13 ไทยรัฐ