วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไวรัสร้าย ภัยใกล้ตัว ผู้สูงวัยอย่ามองข้าม

ช่วงนี้ฝนฟ้าคะนอง อากาศเปลี่ยนแปลงรายวัน ขอให้แฟนานุแฟนคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลดูแลสุขภาพกันให้ดีนะครับ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กและผู้สูงอายุ สำหรับผู้สูงอายุนั้นการดูแลสุขภาพให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหากเป็นแล้วต้องมาคอยรักษา หรือต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มอย่างยิ่ง และยังอาจทำให้ผู้ป่วยรวมทั้งคนรอบข้างต้องเผชิญกับความเครียดโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

โรคที่มักเกิดกับผู้สูงอายุนั้นมีหลากหลายเนื่องจากภูมิคุ้มกันทางร่างกายอ่อนแอลง ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าวัยหนุ่มสาว โดยมีเชื้อไวรัสเป็นเชื้อโรคยอดฮิตที่คอยมารบกวนสุขภาพของผู้สูงวัย สำหรับคนที่อายุยังน้อยร่างกายยังแข็งแรงอยู่ เชื้อไวรัสธรรมดาๆอย่าง ไข้หวัดใหญ่ อาจจะฟังดูเป็นเรื่องไม่ใหญ่ รักษาให้หายได้ไม่ยากนัก แต่หากเกิดกับผู้สูงอายุแล้วอย่าได้นิ่งนอนใจเชียวครับ เดี๋ยวเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนรับไม่ไหว

ผมได้ความรู้เกี่ยวกับโรคจากเชื้อไวรัสใกล้ตัวที่อันตรายต่อผู้สูงวัย จากท่าน ศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย สาขาวิชาเวชศาสตร์ ผู้สูงอายุ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ซึ่งผมขอนำข้อมูลมาเรียบเรียงให้ได้ทราบกันดังนี้ครับ

เริ่มที่โรคจากไวรัสชนิดแรกกันคือไข้หวัดใหญ่ หลายท่านคงสงสัยว่า ไข้หวัดใหญ่ต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร

คำตอบคือ ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสคนละชนิดกัน โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อ Influenza Virus เป็นการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย โดยพบมากในช่วงฤดูฝนนี่ละครับ อาการไข้หวัดใหญ่รุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดามากและมีอาการรุนแรงทันที มักมีไข้สูงมากปวดเมื่อยตามตัว รู้สึกคลื่นเหียน มักมีระยะเวลาป่วยนานกว่าไข้หวัดธรรมดา และโรคไข้หวัดใหญ่ยังเกิดโรคแทรกซ้อนได้อีกด้วย แต่ก็โชคดีที่โรคไข้หวัดใหญ่มีวัคซีนป้องกันได้ ส่วนไข้หวัดยังไม่มีวัคซีนนะครับ

ในการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่แต่ละครั้งจะเกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ย่อยๆ เพียงพันธุ์เดียว ซึ่งใครที่เป็นเป็นแล้วก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสสายพันธุ์นั้น เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัสโดนน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย หรือผ่านทางอากาศเมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม โดยเชื้อสามารถเข้าทางปากและเยื่อบุตา

ผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ จึงมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆตามมาหลังเป็นไข้หวัดใหญ่

โรคแทรกซ้อนชนิดรุนแรงจากไข้หวัดใหญ่ มีตัวอย่างดังนี้ครับ

การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดบวม ฝีในปอด หนองในโพรงเยื่อหุ้มปอด สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดหรือโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังอยู่แล้ว การเป็นไข้หวัดใหญ่จะกระตุ้นให้อาการของโรครุนแรงมากจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล บางรายมีภาวะหัวใจวายจนทำให้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

กล้ามเนื้อหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โดยผู้สูงอายุที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้วจะยิ่งมีโอกาสทรุดหนัก และเกิดอาการหัวใจวายได้

สมองหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจทำให้มีอาการแขนขาอ่อนแรงเกิดอาการชักจนถึงขั้นหมดสติ หรือเป็นอัมพาตได้

เห็นไหมล่ะครับว่า โรคที่ดูธรรมดา พอศึกษาให้ดีแล้วจะพบว่ามีอันตรายถึงชีวิต หรืออย่างน้อยก็ต้องรักษากันขนานใหญ่กว่าจะหาย ถ้าระวังป้องกันไว้ได้ก็จะดีกว่า นอกจากนี้ ยังมีอีกโรคจากเชื้อไวรัสอีกโรคหนึ่งที่ชื่อคุ้นหูดูไม่น่ากลัวสักเท่าไร แต่แฝงด้วยภัยร้ายที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส นั่นคือ โรคงูสวัด

โรคงูสวัดนั้นเกิดจากเชื้ออีสุกอีใส (Varicella zoster virus-VZV) ที่หลบซ่อนอยู่ในปมประสาทใต้ผิวหนังหลังจากมีการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ครั้งแรก ตัวเชื้อจะแฝงตัวอยู่เป็นเวลานานหลายสิบปี โดยไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด

แต่เมื่อใดที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ โดยเฉพาะจากการที่อายุมากขึ้น เชื้อที่แฝงตัวอยู่ก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและกระจายตัวตามปมประสาท ทำให้ประสาทอักเสบจนเกิดอาการปวดตามเส้นประสาท ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดแปลบบริเวณเส้นประสาทที่เป็นงูสวัด อาจมีอาการคันและแสบร้อนคล้ายถูกไฟไหม้ตรงบริเวณผิวหนังตามแนวเส้นประสาท มักปวดแบบแปลบๆ เสียวๆ เวลาถูกสัมผัสเพียงเบาๆ ในบางรายอาจมีอาการไข้หนาวสั่น หรืออาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว คลื่นไส้ ท้องเดินร่วมด้วย และเมื่อเกิดกับประสาทกล้ามเนื้ออาจมีอาการชาในบริเวณนั้นๆ หรือทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงอยู่ในระยะเวลาหนึ่งได้ และอาการภายนอกที่เห็นได้ชัดก็คือมีผื่นแดงที่ผิวหนัง ซึ่งจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสๆ เรียงกันเป็นกลุ่มไปตามแนวยาวของกลุ่มเส้นประสาท

ทีนี้ก็มาถึงคำถามยอดฮิตว่า ถ้ารอยตุ่มน้ำของโรคงูสวัดเพิ่มขึ้นจนพันรอบตัวผู้ป่วยจะต้องตายจริงหรือไม่?

ปกติแผลที่ผิวหนังเนื่องจากงูสวัดมักจะเป็นข้างเดียวของร่างกาย เนื่องจากแนวเส้นประสาทจะมาสิ้นสุดที่บริเวณกึ่งกลางของลำตัวเท่านั้น และมีโอกาสน้อยมากที่เชื้อไวรัสนี้จากปมประสาทฝั่งตรงข้ามในระดับเดียวกันจะลุกลามขึ้นพร้อมกันทั้งสองข้าง จนทำให้เป็นแผลพุพองพร้อมกันทั้งสองข้าง จนทำให้ดูเหมือนพันรอบเอว ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแสดงว่า ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำมาก ย่อมมีโอกาสเสียชีวิตจากการติดเชื้อแทรกซ้อนอื่นๆที่ร้าย แรงได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยเป็นมะเร็ง หรือผู้ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน

ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาถึงอุบัติการณ์ในการเกิดโรคงูสวัดในประชากรไทย แต่จากข้อมูลที่มีการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า 1 ใน 3 ของประชากรที่มีอายุถึง 80 ปี เคยเป็นโรคงูสวัดมาแล้ว และความชุกของโรคงูสวัดจะพบมากขึ้นอย่างชัดเจนในประชากรที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ซึ่งผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไปนั้น มีโอกาสเป็นโรคงูสวัดได้มากกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี ถึง 2 เท่าเลยล่ะครับ

ผู้ป่วยเป็นโรคงูสวัดนั้นก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวไม่น้อยไปกว่าไข้หวัดใหญ่เลยครับ คือ อาจมีอาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด ซึ่งเป็นภาวะเรื้อรังที่พบได้บ่อย ยิ่งมีอายุมากจะยิ่งเป็นรุนแรงและนานขึ้น โดยเฉลี่ยจะพบได้ประมาณ 60% ของผู้ป่วยที่เป็นงูสวัด ซึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป และถ้าเป็นงูสวัดชนิดแพร่กระจายออกนอกแนวเส้นประสาท อาจกระจายเข้าสู่สมองและอวัยวะภายในอื่นๆ เช่น ตับ ปอด จนเป็นอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ อาจมีภาวะแทรกซ้อนทางตาทำให้ตาบอดได้ หรือถ้าเป็นตุ่มน้ำใสที่บริเวณหูด้านนอกหรือแก้วหูจนทำให้เกิดอัมพาตของใบหน้าครึ่งซีกได้ เห็นลักษณะว่าใบหน้ามีปากเบี้ยว หลับตาข้างนั้นไม่สนิท

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบอื่นๆ นอกจากความเจ็บปวดทางกายอีกด้วยครับ เช่น อาการปวดแทรกซ้อนและปวดเรื้อรังจากโรคงูสวัด อาจทำให้เจ็บปวดมากจนเกิดอาการเหน็บชา ไม่สามารถขยับร่างกายได้ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ยิ่งในกรณีท่านที่เป็นผู้สูงอายุมักใช้เวลานานเป็นเดือนๆกว่าจะหายเป็นปกติ จึงส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้ป่วย บางรายอาจมีภาวะซึมเศร้า หรืออารมณ์แปรปรวน และผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ ตุ่มน้ำอาจกลายเป็นแผลเป็นหากติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งหากเป็นในบริเวณที่เห็นได้ง่าย เช่น ศีรษะ ใบหน้า ลำคอ อาจทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความมั่นใจ และอาจทำให้บางรายถึงขั้นปลีกตัวจากสังคม

อ่านแล้วก็อย่าเพิ่งเครียดนะครับ เพราะความเครียดก็ทำให้สุขภาพทรุดโทรมได้เช่นกัน ไม่ต้องกังวลครับ เมื่อมีโรคเกิดขึ้นได้ก็มีทางรักษา และดีกว่าการรักษาก็คือ การป้องกัน วิธีการป้องกันตนจากไวรัสทั้ง 2 ชนิดในปัจจุบันนี้มีวัคซีนป้องกันซึ่งช่วยได้มากเลยครับ

จากการศึกษาการใช้วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดพบว่า สามารถลดความเสี่ยงของโรคงูสวัดได้ร้อยละ 70 ในผู้มีอายุ 50-59 ปี และร้อยละ 50 ในผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อีกทั้งช่วยลดอุบัติการณ์ของอาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรังได้อีกด้วย ซึ่งความเจ็บปวดนั้นมักจะยิ่งทวีคูณตามอายุ โดยสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดได้ที่โรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วประเทศ แต่ว่าในปัจจุบันมีผู้สูงอายุคนไทยที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดไม่ถึง 10% ซึ่งยังเป็นตัวเลขที่น้อยหากเทียบกับจำนวนประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย อาจเป็นเพราะยังไม่ค่อยทราบกันว่า มีวัคซีนชนิดนี้ ตอนนี้เมื่อได้ทราบกันแล้วก็ลองพิจารณาดูนะครับ

ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่นั้น ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนชนิดรุนแรงมากที่สุด จึงควรฉีดวัคซีนป้องกัน เพราะการให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นวิธีที่ดีและงานวิจัยจำนวนมากจากทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า มีความคุ้มค่าและมีประสิทธิผลในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุได้ โดยประสิทธิภาพในการป้องกันขึ้นกับสายพันธุ์ที่มีการระบาดในแต่ละปีซึ่งมีความแตกต่างกันไป

สำหรับการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสที่เราสามารถทำได้ด้วยตนเองนั้น คุณหมอท่านแนะนำว่าปฏิบัติได้ง่ายๆด้วยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เช่น ล้างมือให้สะอาด และรักษาความสะอาดของใช้ส่วนตัว, อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนแออัด, รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ, นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นประจำ และหมั่นออกกำลังกาย วิธีการทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว เพียงแต่มักจะ ละเลย เพราะคิดว่า “ไม่เป็นไร” หรือ “เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยทำ” สุดท้ายก็ไม่ได้ ทำเสียที ขอเพียงท่านเปลี่ยน ความคิดมาใส่ใจสุขภาพกัน สักนิดแล้วชีวิตจะยืนยาวอย่างมีความสุขครับ.

โดย :ร­ายทาง
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

27 ส.ค. 2559 11:46 ไทยรัฐ