วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ค่ายมวย มรภ.สุราษฎร์ฯ ปั้นนักชกวัยเยาว์ สร้างโอกาส "เรียน-งาน"

โดย ยายรหัส

“มวย” หนึ่งในกีฬายอดฮิต โดยเฉพาะมวยไทยเรียกว่าโด่งดังข้ามประเทศถึงขนาดชาวต่างชาติบางคนหลงใหลจนต้องบินมาร่ำเรียนถึงเมืองไทย

ค่ายมวยจึงกลายเป็นแหล่งเรียนรู้และผลิตนักมวยขึ้นสังเวียนแต่ละรุ่น ซึ่งไม่เฉพาะภาคเอกชนที่ลงทุนสร้าง แม้แต่ในรั้วมหาวิทยาลัยก็มีการตั้งค่ายมวยด้วยเช่นกัน

อย่างเช่นที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุราษฎร์ธานี ที่ปลุกปั้น “ค่ายมวย ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี” ขึ้นมากว่า 12 ปีแล้ว

ที่ไปที่มา “ยายรหัส” ไม่รีรอต้องขอไปเปิดวงซักถามกับอธิการบดี ผศ.ดร.ประโยชน์ คุปต์กาญจนากุล ที่เล่าให้ฟังว่า “ค่ายมวย ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานีเริ่มตั้งครั้งแรกปี 2547 ช่วง 3 ปีแรกไม่ประสบผลสำเร็จในแง่ของรางวัล แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ยังสนับสนุนให้เดินหน้าต่อ เพราะ ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ที่ทำให้นักศึกษาหันมาใช้เวลาว่างในทางสร้างสรรค์ ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าเหรียญรางวัลใดๆ กระทั่งปี 2551 ก็ได้รับเหรียญรางวัลแรกจากกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ทำให้นักศึกษาหันมาสนใจมากขึ้น จากนั้นก็คว้าเหรียญรางวัลจากเวทีต่างๆเรื่อยมา ประกอบกับการที่มหาวิทยาลัยสามารถดึงตัว วรพจน์ เพชรขุ้ม นักมวยฮีโร่โอลิมปิกชาวสุราษฎร์ธานี และอดีตนักมวยไทยชื่อดังเจ้าของฉายา “ศอกโลหิต” ขันติพงษ์ ต.พิทักษ์กลการ มาเป็นครูฝึกได้ ก็ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาหันมาเรียนกีฬามวยมากขึ้น”

มาที่หัวหน้าค่ายมวย อ.นนทชัย โมรา รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ ร่วมวงเสริมว่า “ปัจจุบันมีนักศึกษาหมุนเวียนมาเรียนมวยไทยและมวยสากลอยู่จำนวนหนึ่ง และมีนักมวยที่ฝึกซ้อมและแข่งขันอย่างสม่ำเสมออยู่ 15 คน เป็นชาย 13 คนและหญิง 2 คน นักมวยบางคนมาจากครอบครัวที่มีฐานะไม่ดีนัก ค่ายมวยก็ส่งเสริมให้เด็กๆมีรายได้พิเศษจากการขึ้นชกหรือจากการโชว์ บางคนสามารถนำรายได้ส่วนนี้ส่งเสียตนเองเรียนโดยไม่ต้องรบกวนผู้ปกครอง และมหาวิทยาลัยเองก็สนับสนุนทุนการศึกษาให้ด้วยส่วนหนึ่ง”

ว่าแล้ว “ยายรหัส” ต้องขอไปเจ๊าะแจ๊ะกับนักมวยรุ่นเยาว์กันซะแล้ว ยิ่งหูผึ่งที่ได้ยินในค่ายมีนักมวยหญิงด้วย ต้องขอไปประชิดขอบสังเวียนประเดิมพูดคุยกับเจ้าของฉายา “สาวหน้ามนคนสุราษฎร์” “น้องเจน” เจนจิรา แซ่เตี่ยว ปี 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บอกเล่าเส้นทางสายกำปั้นว่า “เจนเริ่มฝึกมวยมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ พอจบมัธยมปลายก็ได้โควตานักกีฬาจาก มรภ.สุราษฎร์ธานี โดยทั้งเรียนและฝึกซ้อมมวยไปด้วย และได้สร้างชื่อให้กับมหาวิทยาลัยโดยคว้าเหรียญรางวัลทั้งจากกีฬาเยาวชนแห่งชาติและกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย การต่อยมวยทำให้มีรายได้จุนเจือทางบ้าน และยังสอนน้องอีก 3 คนต่อยมวยทุกคน จนตอนนี้น้องๆเริ่มมีรายได้จากการชก บางครั้งเจนได้ชกไฟต์ใหญ่ๆ ทำให้มีรายได้มากขึ้น พ่อแม่ก็เหนื่อยน้อยลง ส่วนการเรียนก็ไม่เคยตกได้เกรด 3 กว่ามาตลอด เพราะเรารู้จักแบ่งเวลาค่ะ”

ต่อกันที่ “ปอ” ว่าที่ ร.ต.ณัฐวุฒิ แก้วเหล็ก ปี 4 คณะนิติศาสตร์ เจ้าของฉายา “เข่ายาวลูกกรมหลวง” เล่าว่า “ขึ้นเวทีชกมวยครั้งแรกเมื่ออายุ 9 ขวบ เพราะอยากได้เงินไปซื้อจักรยาน จากนั้นก็กวาดแชมป์หลายเวที แถมได้รางวัลไหว้ครูสวยงาม นักมวยยอดเยี่ยมและมวยดุเดือด และเคยคว้าเหรียญเงินและทองแดงจากกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ผมเป็นมวยเข่าและมวยบุก ทำให้คนดูสนุก แต่บางครั้งก็ทำให้ ผมเจ็บหนักตอนอายุ 13 ปีเพราะแพ้อย่างไร้ทางสู้ต้องรักษาตัวเกือบเดือน แต่ก็สอนเราว่าไม่มีใครชนะได้ทุกครั้ง การชกมวยเปลี่ยนชีวิตของผม ทำให้โอกาสการศึกษาของผมเปิดกว้างขึ้น เพราะผมได้รับทุนเรียนฟรีจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด ที่ภาคภูมิใจมากคือมหาวิทยาลัยมอบเสื้อสามารถให้พร้อมกับตำแหน่งนักศึกษาดีเด่นด้านกีฬา และตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทิ้งค่ายมวยแห่งนี้ จบแล้วก็จะมาฝึกให้รุ่นน้องต่อครับ”

ขณะที่ “ช้าง” กฤตพงษ์ คงภักดี ปี 3 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เจ้าของฉายา “ช้างศึก” บอกว่า “ผมได้รับทุนการศึกษาเพราะกีฬามวยมาโดยตลอด ครอบครัวผมทำสวนยาง ไม่ได้ร่ำรวยอะไร การเป็นนักมวยต้องมีวินัย ยิ่งเราเป็นทั้งนักมวยและนักศึกษา ยิ่งต้องมีวินัยมากเป็น 2 เท่า ทุกวันผมจะตื่นออกไปวิ่งตั้งแต่ตี 5 พอถึง 8 โมงเช้าก็ไปเรียน หลังเลิกเรียน 5 โมงเย็นก็มาฝึกซ้อม กลับจากค่ายก็อ่านหนังสือต่อ มหาวิทยาลัยก็อำนวยความสะดวกให้เราทุกอย่างครับ”

ปิดท้ายที่ “อ้น” เกรียงไกร สังขผล ปี 3 คณะนิติศาสตร์ เล่าว่า “พ่อผมเป็นตำรวจและแม่เป็นครู จึงไม่ค่อยเห็นด้วยที่ให้ผมชกมวย แต่ ผมแอบฝึกด้วยตนเองผ่านยูทูบ ใช้วิธีครูพักลักจำ กระทั่งขึ้นชกครั้งแรกเมื่ออายุ 17 ปี โดยไม่มีโค้ชไม่มีค่าย แต่ก็ได้ชัยชนะมาครอง ในที่สุดพ่อกับแม่ก็แพ้ความตั้งใจจริงของผม จนผมได้เข้าค่ายมวยของมหาวิทยาลัย ที่ค่ายมวยดูแลนักศึกษาเหมือนคนในครอบครัว อาจารย์หัวหน้าค่ายมวยก็ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทุกอย่าง ที่นี่เป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของผมครับ”

“ยายรหัส” เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการขับ เคลื่อนค่ายมวย มรภ.สุราษฎร์ธานี ที่ไม่ได้มีเป้าหมายมุ่งหวังเหรียญรางวัลสร้างชื่อ

เพราะคุณค่าเหนือเหรียญรางวัลคือการหยิบยื่นโอกาสที่ดีทั้งการเรียนการงานให้กับนักศึกษา.


ยายรหัส

27 ส.ค. 2559 11:08 ไทยรัฐ