วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พรมงคลมวลมนุษย์ร่มเย็น

โดย รัก-ยม

“พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” เทพผู้มากอิทธิฤทธิ์.

“พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ”...เทพผู้ดูแลสรวงสวรรค์ มวลมนุษย์ ให้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข เชื่อกันว่ายามเกิดเหตุเภทภัยก็มักจะเนรมิตกายเป็นสิ่งต่างๆลงมาช่วยเหลือ

การบูชา “พระอินทร์ฯ” จึงเป็นมงคลยิ่ง ด้วยเพราะท่านมีอิทธิฤทธิ์มาก ว่ากันว่าจะช่วยปัดเป่าความเลวร้าย เสนียดจัญไร ความชั่วความเลวไม่ให้เข้ามากล้ำกรายได้อย่างบัดดล

นอกจากนี้ความมงคลอันสูงยิ่ง แม้นบูชาจักประสงค์สิ่งใดแล้วนั้น ท่านก็จะเมตตาช่วยเหลือให้ได้สมดังปรารถนา

เชื่อไม่เชื่ออย่างไร...ปาฏิหาริย์ หรือศรัทธา สุดแต่แรงปรารถนาของแต่ละคน

ธูปหอม...เทียนหอม...กำยาน...พวงมาลัยดาวเรือง...ใบไม้สีเขียวสด...รูปปั้นช้าง...ขนมหวาน 5 อย่าง...ผลไม้ 5 อย่าง...ผ้าแพรสีเขียว ...ข้าวตอก เครื่องบูชาเทพฯ

ตั้งนะโม 3 จบ...“เอราวะโณ นามะ เทวะราชะกุญชะโร มะหาเตโช โหติ มะหายะโส มะหัพพะโส มะหิทธิโก มะเหสักโข อิมินา สักกาเรนะ ตัง เอราวะณัง นามะ เทวะราชะกุญชะรัง ปูเชมิฯ”

อธิษฐานขอพร...“เอราวะฯณัสสะ นามะ เทวะราชะกุญชะรัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะสิทธิ ภะวะตุ เมฯ”

ด้วยอานุภาพของ “พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” ขอความสำเร็จทุกประการจงมีแก่ข้าพเจ้าฯ

“พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” ตั้งตระหง่านเรียกมวลมหาศรัทธาอยู่ที่วัดโพธิ์ศรี ตำบลอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

วัดโพธิ์ศรี...ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก สร้างราวปี 2376 เล่าสืบต่อๆกันมาว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ยุคที่มีประชาชนนับร้อยครอบครัวอพยพมาจากนครเวียงจันทน์มาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนี้ มีจิตตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา จึงได้พร้อมรวมใจกันสร้างวัดขึ้นมา

มุ่งหมายเพื่อให้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศล ปฏิบัติกิจศาสนา

เมื่อครั้งแรกเริ่ม...อาณาบริเวณมี “ต้นโพธิ์” ใหญ่ขึ้นอยู่หลายต้น แผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มรื่น ร่มเย็น จึงได้ชื่อว่า “วัดโพธิ์สี”

ต่อมา...ก็เปลี่ยนมาเป็นชื่อ “วัดโพธิ์ศรี” อย่างที่เห็นเช่นในปัจจุบันนี้

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว...คงต้องกล่าวถึง “หลวงพ่อนาค” พระพุทธรูปนาคปรกศิลาอายุไม่น้อยกว่า 100 ปี สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะสมัยลพบุรี อีกศูนย์รวมศรัทธาที่มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาเคารพสักการะ

หลวงพ่อนาคทำจากหินสลัก หน้าตักกว้างราว 2 ศอก สูงกว่า 3 ศอก ...ตามประวัติที่เขียนถึงไว้ในเว็บไซต์ www. tong–en.com เล่าว่า ในอดีตมีชาวบ้านสี่...

ห้าคน ชวนกันออกไปตัดไม้ป่า ได้ไปที่บริเวณวัดกระโจมซึ่งเป็นวัดร้าง ห่างจากวัดโพธิ์ศรีประมาณ 12 กิโลเมตร

บรรยากาศวัดร้างถูกทิ้งรกร้างมานาน มีต้นไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ปกคลุมหนาทึบ แต่ไม่น่าเชื่อว่าอะไรดลบันดาลใจให้คนกลุ่มนี้ค้นพบ “พระพุทธรูปนาคปรก” ที่สถิตตั้งอยู่ในวิหารร้างที่เหลือแต่ซาก

กลับมาเล่าให้คนในหมู่บ้านฟังมีใจตรงกันอยากอัญเชิญ พระพุทธรูปเก่าแก่มาไว้บูชา จึงได้เกณฑ์คนไปถางทางอยู่นานหลายเดือน เพื่อนำล้อเทียมช้างเข้าไปลำเลียง

กำหนดฤกษ์...อัญเชิญหลวงพ่อนาคขึ้นบนล้อ เล่ากันว่าเป็นเวลาเที่ยงแดดกำลังร้อน แต่พออัญเชิญขึ้นมาแล้ว ปรากฏว่าก็เกิดอัศจรรย์มีเมฆก้อนใหญ่ลอยมาบดบังดวงอาทิตย์จนท้องฟ้ามืดมัวไปจนถึงเย็น

เมื่อครั้นพร้อมจะเคลื่อนขบวนก็เกิดสิ่งอัศจรรย์อีกครั้ง แม้ชาวบ้านจะดึงเชือก แม้ช้างจะพยายามเดิน แต่ล้อก็ไม่ขยับเขยื้อนไปแม้แต่น้อย จนกระทั่งมีคนทักว่า...เรายังทำผิดไปไม่คารวะบูชาเสียก่อน

จุดธูปเทียน ดอกไม้บูชา...ขอขมา เซ่นบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ กล่าวคำอัญเชิญหลวงพ่อ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ...ขบวนเคลื่อนได้อย่างสะดวกปลอดโปร่งจนถึงวัดโพธิ์ศรีในช่วงพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าพอดี

“ศรัทธา” นำมาซึ่ง “ปาฏิหาริย์”...อดีตในวันวานเหมือนสายน้ำไม่ไหลหวนกลับ อนาคต...เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง “จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด...อย่ารอโชคชะตาฟ้าลิขิต”.

รัก–ยม

27 ส.ค. 2559 10:07 27 ส.ค. 2559 10:14 ไทยรัฐ