วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศักราชใหม่ “โคลอมเบีย” ปิดฉากศึกนองเลือด 52 ปี

วันประวัติศาสตร์–นายอุมเบอร์โต เดอ ลา คัล หัวหน้าทีมเจรจาของรัฐบาลโคลอมเบีย (ขวา) จับมือกับนายอิวาน มาร์เกซ หัวหน้าทีมเจรจาของกบฏฟาร์ก โดยมีนายบรูโน โรดริเกซ รมว.ต่างประเทศคิวบา ปรบมือแสดงความยินดี หลังพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย ที่กรุงฮาวานา คิวบา เมื่อ 24 ส.ค. (เอพี)

ขอแสดงความยินดีกับ “สาธารณรัฐโคลอมเบีย” หลังรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี ฮวน มานูเอล ซานโตส สร้างประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ลงนามข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายกับกบฏฝ่ายซ้าย “กองกำลังการปฏิวัติแห่งโคลอมเบีย” (ฟาร์ก) ที่กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา เมื่อ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้เมื่อ 23 มิ.ย. ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิงและปลดอาวุธก่อนแล้ว หลังการเจรจาครั้งล่าสุดเริ่มขึ้นใน พ.ศ.2555 หรือ 4 ปีก่อน ใช้เวลากว่า 50 รอบ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย รวมทั้งการต่อต้านจากอดีตประธานาธิบดีอันเดรส ปาสตรานา และอัลวาโร อูริเบ ซึ่งเป็นฝ่ายขวา ชูนโยบายปราบกบฏด้วยกำลังทหาร

สงครามระหว่างรัฐบาลและกองกำลังติดอาวุธฝ่ายขวากับกบฏฟาร์ก กบฏกลุ่มใหญ่ที่สุด ยืดเยื้อมานานถึง 52 ปี เป็นศึกกลางเมืองที่ยาวนานที่สุดในละตินอเมริกา และเป็นหนึ่งในสงครามที่ยืดเยื้อที่สุดในโลก ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 220,00 คน สูญหายกว่า 45,000 คน ไร้ถิ่นฐานเกือบ 7 ล้านคน เหยื่อส่วนใหญ่เป็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์

หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ รัฐบาลกำหนดให้มีการลงประชามติใน 2 ต.ค.นี้ โดยข้อตกลงสันติภาพมี 6 ข้อหลัก คือ 1.การปฏิรูปที่ดินและให้เงินกู้ช่วยชาวบ้านที่ยากจนในชนบท 2.การเปิดโอกาสให้กบฏฟาร์กเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในระบบ ตั้งพรรคการเมืองสู้ศึกเลือกตั้ง 3. ขจัดปัญหาลักลอบค้ายาเสพติดและปลูกพืชผิดกฎหมาย ส่งเสริมให้เกษตรกรทำอาชีพอื่นทดแทนปลูกต้นโคคาที่ใช้ผลิตโคเคน

4.แสวงหาความยุติธรรมให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง โดยตั้งศาลพิเศษพิจารณาคดีผู้กระทำความผิดในช่วงสงครามเพื่อให้ความยุติธรรมกับผู้ตกเป็นเหยื่อ 5.การวางอาวุธและยุบกองกำลังกบฏฟาร์กซึ่งมีนักรบราว 7,000 คน และ 6.การจัดการลงประชามติให้ประชาชนรับรองข้อตกลงสันติภาพ

ข้อตกลงสันติภาพจะส่งผลดีต่อโคลอมเบียอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม การท่องเที่ยว ฯลฯ ดังที่ ฯพณฯ นายอันเดลโฟ การ์เซีย เอกอัครราชทูตสาธารณ- รัฐโคลอมเบียประจำประเทศไทย ให้เกียรติส่ง บทความมาลงในคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” ฉบับ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

ก่อนจะมีวันนี้ ต้องมองย้อนไปดูที่มาที่ไปของกบฏฟาร์ก จะทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ดีขึ้น!

พ.ศ.2491 หรือ 68 ปีก่อน นายฮอร์เก อี-ไลเซอร์ ไกตัน อยาลา ผู้นำพรรคเสรีนิยมและขบวนการประชานิยม อดีตนายกเทศมนตรีกรุงโบโกตา อดีต รมว.แรงงาน รมว.สวัสดิการสังคม และ รมว.ศึกษาธิการ นักการเมืองที่ประชาชนรักมากถูกลอบสังหาร นำไปสู่การนองเลือดที่เรียกว่า “La Violencia” (ความรุนแรง) ทำให้มีผู้
เสียชีวิตหลายหมื่นคน และทำให้พวกชาวไร่ชาวนาหันไปเข้าร่วมกับกบฏคอมมิวนิสต์จับอาวุธขึ้นต่อสู้รัฐบาล

ปี 2507 กองทัพรัฐบาลรุกโจมตีค่ายกบฏที่ภาคกลางและภาคตะวันตก จน นายมานูเอล มารูลันดา เวเลซ ผู้บัญชาการทหารกบฏ นำลูกน้องคู่ใจ 47 คนหลบหนี และประกาศตั้งกลุ่ม “ฟาร์ก” (The Revolutionary Armed Force of Colombia) ขึ้นเมื่อ 27 พ.ค.ปีนั้น

แม้อุดมการณ์ที่แท้จริงของฟาร์กคลุมเครือ แต่ระบุว่า ฝักใฝ่ลัทธิเหมา ต่อสู้เพื่อให้กลุ่มผู้นำอนุรักษนิยมชนชั้นสูงแบ่งปันอำนาจให้ชนชั้นล่าง ต่อสู้ให้มีการปฏิรูปที่ดินให้คนยากจนซึ่งถูกบีบบังคับให้ทิ้งถิ่นฐานกว่า 5 ล้านคน ส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือกองกำลังฝ่ายขวาที่รับใช้พวกนายทุน เจ้าของฟาร์ม นักธุรกิจ และแก๊งค้ายาเสพติด

ต่อมาฟาร์กเริ่มสูญเสียมวลชนหลังหันไปใช้ยุทธวิธีลักพาตัว ขู่กรรโชกทรัพย์ บังคับเก็บภาษี ผลิตโคเคน ทำเหมืองเถื่อน เพื่อหาเงินสนับสนุนการเคลื่อนไหวของตน จนใน พ.ศ.2543 “สหรัฐ- อเมริกา” เริ่มทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าไปช่วยปราบกบฏและยาเสพติดในโคลอมเบีย ภายใต้ยุทธการ “แผนโคลอมเบีย” สังหารผู้บัญชาการทหารของฟาร์กได้จำนวนมาก ทำให้ฟาร์กอ่อนแอลง สหรัฐฯยังขึ้นบัญชีฟาร์กเป็นองค์กรก่อการร้าย และระบุว่าเป็นองค์กรค้ายาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้นำฟาร์กหลายคนถูกฟ้องในศาลสหรัฐฯ

ในช่วงสงคราม กบฏฟาร์กลักพาตัวเจ้าของฟาร์ม นักการเมือง และทหาร ไปกักขังไว้ในค่ายของตนตามภูเขาป่าลึก ผู้ถูกลักพาตัว รวมทั้งนางอิงกริด เบตองกูร์ต อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีโคลอมเบีย และผู้รับสัมปทานของกองทัพสหรัฐฯ 3 คน แต่ทั้งหมดถูกปล่อยตัวในปี 2551

ความพยายามเจรจาสันติภาพกับกบฏฟาร์กมีอันล่มกลางคันในกลางทศวรรษ 1980 หลังหน่วยล่าสังหารฝ่ายรัฐบาลเข่นฆ่าเหล่าพันธมิตรของปีกทางการเมืองของกบฏฟาร์กกว่า 3,000คน การเจรจาครั้งต่อมาล่มอีกในปี 2545 หลังฟาร์กก่อเหตุจี้เครื่องบินเพื่อลักพาตัววุฒิสมาชิกคนสำคัญ

หลังประธานาธิบดีฮวน มานูเอล ซานโตส ขึ้นกุมอำนาจใน พ.ศ.2553 เขาก็พยายามเจรจากับฟาร์กอีกครั้ง และการเจรจารอบใหม่ก็เริ่มขึ้นที่กรุงฮาวานาใน 2 ปีต่อมา โดยมีรัฐบาลคิวบาเป็นเจ้าภาพ มีองค์กรนานาชาติ รวมทั้งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สนับสนุน จนสามารถลงนามข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ในที่สุด

การลงประชามติที่จะมีขึ้นใน 2 ต.ค. โพลชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะสนับสนุนข้อตกลงนี้ ซึ่งถ้าไม่พลิกโผ หมายถึง “ศักราชใหม่” ของโคลอมเบียเริ่มขึ้นแล้ว และมีอนาคตที่สดใสรออยู่

เป็น “อนาคต” ที่ทุกฝ่ายร่วมกำหนด โดยยอมละทิ้งความขัดแย้งและอดีตที่ขมขื่นทั้งหลาย เพื่อประโยชน์สุขของประชาชาติเป็นสรณะ แต่จะไปถึงฝันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติและความจริงใจเป็นสำคัญ!

บวร โทศรีแก้ว

27 ส.ค. 2559 09:14 ไทยรัฐ